"วิกฤตสมองเสื่อม" ไม่ใช่เพียงปัญหาสุขภาพส่วนบุคคล แต่เป็นความท้าทายระดับโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมที่ประเทศไทยต้องเร่งรับมืออย่างเป็นระบบในยุคสังคมสูงวัยระดับสุดยอด (Super-Aged Society)
KEY POINTS
- "อาการหลงลืม"ไม่ใช่แค่ความเสื่อมตามธรรมชาติ แต่เป็นภาระโรคที่กินระยะเวลายาวนานกว่าโรคเฉียบพลัน ส่งผลให้ต้นทุนในการดูแลรักษาสูงกว่าปกติหลายเท่าตัว
- "ตรวจพบเร็ว รักษาไว" คือทางรอดเดียวที่จะรักษาประสิทธิภาพการใช้ชีวิตของประชากรและลดภาระของรัฐ
- การดูแลสมองไม่ใช่เรื่องของวันพรุ่งนี้ แต่ต้องเริ่มตั้งแต่วันนี้ผ่านการนอนที่มีคุณภาพ การจัดการความเครียด และการเตรียมความพร้อมเชิงนโยบายอย่างยั่งยืน
“ภาวะสมองเสื่อม” เป็นภาวะที่เกิดจากโรคทางสมองและส่งผลกระทบต่อความจำ การคิด และความสามารถในการดำเนินชีวิตประจำวัน ทั่วโลกมีผู้ป่วยภาวะสมองเสื่อมมากกว่า 57 ล้านคน และมีผู้ได้รับการวินิจฉัยใหม่เกือบ 10 ล้านคนต่อปี “โรคอัลไซเมอร์” เป็นภาวะสมองเสื่อมที่พบได้บ่อยที่สุด และคาดว่าคิดเป็น 60-70% ของผู้ป่วยทั้งหมด
แม้จะไม่มีวิธีรักษาภาวะสมองเสื่อม แต่ปัจจัยเสี่ยงที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ เช่น การสูบบุหรี่ การดื่มแอลกอฮอล์ การแยกตัวทางสังคม การขาดการออกกำลังกาย มลภาวะทางอากาศ และโรคไม่ติดต่อ (NCDs) รวมถึงความดันโลหิตสูงและโรคเบาหวาน ล้วนเป็นสาเหตุของความเสี่ยงถึง 45% นอกจากด้านสุขภาพแล้ว ภาวะสมองเสื่อมยังส่งผลกระทบต่อความเป็นอิสระ ศักดิ์ศรี และความปลอดภัยของบุคคล
ทั้งนี้ ในอดีต “อายุ” จะเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่สุดของภาวะสมองเสื่อม แต่ก็ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของกระบวนการชราตามปกติ แต่ปัจจุบันพบผู้ป่วยภาวะสมองเสื่อม และโรคอัลไซเมอร์ในกลุ่มผู้ที่มีอายุน้อยลง โดยเฉพาะกลุ่มที่ติดสารเสพติด ผู้ป่วย HIV และผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
ผลวิจัยชี้ PM2.5 เล็กทะลุสมอง เสี่ยง 'หลอดเลือดตีบตัน สมองเสื่อม'
อาการหลงลืมไม่ใช่ความเสื่อมตามธรรมชาติ
วานนี้ (3 กันยายน 2569) ที่สถาบันประสาทวิทยา กรมการแพทย์ ได้จัดงานสัปดาห์วันอัลไซเมอร์โลก ประจำปี 2569 “Long Life, Bright Mind สมองดีชีวียืนยาว” โดยมี ผศ.พิเศษ นพ.ธนินทร์ เวชชาภินันท์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ เป็นประธาน กล่าวว่าผู้คนมีอายุยืนยาวมากขึ้น โดยเฉพาะผู้หญิงที่มีอายุยืนมากกว่าผู้ชาย ซึ่งการมีอายุยืนแต่จำไม่ได้ว่าตัวเองอายุเท่าใด และยิ่งอายุยืนยาวร่างกายยิ่งเสื่อม ส่งผลต่อการใช้ชีวิต และคนรอบข้าง
“ปัจจุบันประเทศไทยมีจำนวนผู้ป่วยภาวะสมองเสื่อมสะสมประมาณ 680,000คน และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะต้องยอมรับว่ายังมีผู้ป่วยที่ไม่ได้รับการตรวจคัดกรอง และเข้าไม่ถึงการรักษา เนื่องจากมองว่าอาการหลงลืมเป็นเรื่องปกติของผู้สูงอายุ ทั้งที่ตามโครงสร้างประชากรที่สูงวัยขึ้น ภาวะสมองเสื่อมไม่ใช่แค่ความเสื่อมตามธรรมชาติ แต่เป็นภาระโรคที่กินระยะเวลายาวนานกว่าโรคเฉียบพลัน ส่งผลให้ต้นทุนในการดูแลรักษาสูงกว่าปกติหลายเท่าตัว"
ความท้าทายในการดูแลรักษาผู้ป่วยภาวะสมองเสื่อม และอัลไซเมอร์ไม่ใช่เพียงจำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้น แต่คือ "ระยะเวลา" ของการดูแล หากขาดการเตรียมความพร้อมด้านการคัดกรองที่มีประสิทธิภาพ ประเทศไทยจะเผชิญกับวิกฤตการดูแลระยะยาวที่อาจทำให้ระบบสาธารณสุขแบกรับภาระเกินขีดจำกัด
อาการหลงลืมไม่ใช่ความเสื่อมตามธรรมชาติ
วานนี้ (3 กันยายน 2569) ที่สถาบันประสาทวิทยา กรมการแพทย์ ได้จัดงานสัปดาห์วันอัลไซเมอร์โลก ประจำปี 2569 “Long Life, Bright Mind สมองดีชีวียืนยาว” โดยมี ผศ.พิเศษ นพ.ธนินทร์ เวชชาภินันท์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ เป็นประธาน กล่าวว่าผู้คนมีอายุยืนยาวมากขึ้น โดยเฉพาะผู้หญิงที่มีอายุยืนมากกว่าผู้ชาย ซึ่งการมีอายุยืนแต่จำไม่ได้ว่าตัวเองอายุเท่าใด และยิ่งอายุยืนยาวร่างกายยิ่งเสื่อม ส่งผลต่อการใช้ชีวิต และคนรอบข้าง
“ปัจจุบันประเทศไทยมีจำนวนผู้ป่วยภาวะสมองเสื่อมสะสมประมาณ 680,000คน และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะต้องยอมรับว่ายังมีผู้ป่วยที่ไม่ได้รับการตรวจคัดกรอง และเข้าไม่ถึงการรักษา เนื่องจากมองว่าอาการหลงลืมเป็นเรื่องปกติของผู้สูงอายุ ทั้งที่ตามโครงสร้างประชากรที่สูงวัยขึ้น ภาวะสมองเสื่อมไม่ใช่แค่ความเสื่อมตามธรรมชาติ แต่เป็นภาระโรคที่กินระยะเวลายาวนานกว่าโรคเฉียบพลัน ส่งผลให้ต้นทุนในการดูแลรักษาสูงกว่าปกติหลายเท่าตัว"
ความท้าทายในการดูแลรักษาผู้ป่วยภาวะสมองเสื่อม และอัลไซเมอร์ไม่ใช่เพียงจำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้น แต่คือ "ระยะเวลา" ของการดูแล หากขาดการเตรียมความพร้อมด้านการคัดกรองที่มีประสิทธิภาพ ประเทศไทยจะเผชิญกับวิกฤตการดูแลระยะยาวที่อาจทำให้ระบบสาธารณสุขแบกรับภาระเกินขีดจำกัด
“อัลไซเมอร์" ครองสัดส่วนสูงถึง 70-80%
ผศ.พิเศษ นพ.ธนินทร์ กล่าวต่อว่าการดูแลรักษาผู้ป่วยภาวะสมองเสื่อม จำเป็นต้องมีการยกระดับ Health Literacy ในครอบครัว โดยเฉพาะความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนว่าการหลงลืมเป็นเรื่องปกติของวัยชรา และเป็นอุปสรรคสำคัญในการรักษา "โรคอัลไซเมอร์" ครองสัดส่วนสูงถึง 70-80% ของภาวะสมองเสื่อมทั้งหมด การสร้างความตระหนักรู้และการสังเกตพฤติกรรมจึงเป็นกุญแจสำคัญ
“สิ่งที่จำเป็น คือ การสังเกตพฤติกรรมสำหรับครอบครัว เพื่อให้คนใกล้ชิดสามารถแยกแยะความแตกต่างระหว่างความเสื่อมตามวัยและอาการของโรคได้ทันท่วงที เช่น การทดสอบความจำระยะสั้น อย่างการสอบถามว่า "เมื่อเช้านี้ทานข้าวกับอะไร?" หากผู้สูงอายุไม่สามารถระบุได้ หรือลืมมื้ออาหารที่เพิ่งผ่านไปอย่างสิ้นเชิง ถือเป็นสัญญาณเตือนที่ควรระวัง ,ผู้สูงอายุถามคำถามเดิมซ้ำๆ ในช่วงเวลาใกล้กันเนื่องจากจำคำตอบไม่ได้ ,การลืมทักษะการใช้ชีวิตประจำวัน อาทิ ลืมวิธีใช้กุญแจรถ ลืมว่าวางของไว้ที่ไหนแล้วหาไม่เจอ หรือลืมกิจวัตรพื้นฐานที่เคยทำเป็นประจำ และความผิดปกติในการกิน กินเสร็จแล้วแต่จำไม่ได้ และร้องขอรับประทานซ้ำทันที เป็นต้น”
ทั้งนี้ "คนใกล้ชิด" คือด่านหน้าในการวินิจฉัยที่แม่นยำที่สุด การตรวจพบในระยะเริ่มต้น ไม่เพียงแต่ช่วยชะลอความเสื่อมของสมองได้ทันเวลา แต่ยังเป็นปัจจัยตัดสินคุณภาพชีวิตในระยะยาวของผู้ป่วยและผู้ดูแล
นวัตกรรมคัดกรอง เส้นทางเข้าถึงบริการ
เทคโนโลยีทางการแพทย์ภายใต้การกำกับดูแลของ “กรมการแพทย์” มีวิวัฒนาการไปอย่างมาก เพื่อเปลี่ยนจากการตรวจที่ยุ่งยากเป็นการคัดกรองที่เข้าถึงง่ายและแม่นยำ โดยมีการใช้ "แนวทางแบบผสมผสาน" เช่น การเจาะเลือด (Blood Test) ทำให้สะดวก เจ็บตัวน้อย ทำได้เหมือนตรวจสุขภาพทั่วไป มีความจำเพาะเจาะจงสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตอนนี้อยู่ระหว่างช่วงทดสอบและตรวจสอบความถูกต้อง โดยสถาบันประสาทวิทยาและสถาบันเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ กรมการแพทย์
สำหรับเกณฑ์การคัดกรองและระบบการส่งต่อ จะต้องเป็นประชาชนที่มีอายุ 55 ปีขึ้นไป ควรเข้ารับการคัดกรองความจำแม้จะยังไม่มีอาการ เพื่อเป็นการประเมินพื้นฐาน (Baseline) โดยมี สิทธิประโยชน์ การทดสอบทางจิตวิทยา (Psychological Test) เพื่อประเมินความจำเบื้องต้น ครอบคลุมในทุกสิทธิการรักษาพยาบาล (บัตรทอง, ประกันสังคม, ข้าราชการ)
“ประชาชนสามารถรับการคัดกรองเบื้องต้นได้ที่ โรงพยาบาลทุกแห่งใกล้บ้าน หากพบความผิดปกติจากการทดสอบทางจิตวิทยา จะมีการส่งต่อไปยังโรงพยาบาลขนาดใหญ่หรือสถาบันเฉพาะทางเพื่อการวินิจฉัยที่แม่นยำและการรับยารักษาต่อไป”
สร้างทุนสำรองทางปัญญาแก่สูงวัย
ผศ.พิเศษ นพ.ธนินทร์ เน้นย้ำว่าการเตรียมความพร้อมในวัยสูงอายุไม่ใช่เพียงการรักษา แต่คือการสร้าง "ทุนสำรองทางปัญญา" (Cognitive Reserve) เพื่อชะลอความเสื่อมให้ได้นานที่สุดผ่านหลักการสำคัญ มีดังนี้
การป้องกันเชิงรุก: ควบคุมอาหาร ออกกำลังกายสมอง และฝึกฝนทักษะใหม่ๆ เพื่อสร้างความแข็งแรงให้เครือข่ายประสาท
การเฝ้าระวังโดยลูกหลาน: หมั่นสังเกตพฤติกรรมเพียงเล็กน้อยที่เปลี่ยนไป อย่าละเลยอาการหลงลืมที่เป็นความเสี่ยง
การเข้าถึงสิทธิ: ใช้สิทธิการตรวจสุขภาพสมองเมื่อถึงเกณฑ์อายุ 55 ปี เพื่อให้กระบวนการ "รู้เร็ว" นำไปสู่ทางเลือกในการจัดการชีวิตที่ดีขึ้น
“การรู้เร็ว ไม่ได้หมายถึงการรับฟังข่าวร้าย แต่คือการรักษาโอกาสในการกำหนดอนาคตของตนเองและครอบครัว เพื่อให้เราสามารถใช้ชีวิตในสังคมสูงวัยได้อย่างมีศักดิ์ศรีและมีคุณภาพชีวิตที่ดี”
ตรวจเลือดคัดกรอง 'ภาวะสมองเสื่อม' แม่นยำสูง
นพ.เอนก กนกศิลป์ ผู้อำนวยการสถาบันประสาทวิทยา กล่าวเพิ่มเติมว่า ข้อจำกัดสำคัญในอดีตคือการตรวจยืนยันโรคอัลไซเมอร์ต้องใช้วิธีเจาะน้ำไขสันหลัง (CSF) หรือทำ PET Scan ซึ่งซับซ้อน ราคาสูง และทำได้เฉพาะโรงพยาบาลขนาดใหญ่ ทำให้ผู้ป่วยกว่า 90% เข้าไม่ถึง
ปัจจุบันสถาบันประสาทวิทยาได้ขับเคลื่อนนโยบายการนำนวัตกรรม ตรวจเลือดหาค่า Biomarker เช่น p-Tau181 และ p-Tau217 มาใช้ในระบบสุขภาพ ซึ่งช่วยให้คัดกรองได้สะดวกแม่นยำ และช่วยลดการส่งตรวจทางรังสีวิทยาขั้นสูง อาการหลงลืมในผู้สงูอายุ ไม่ใช่เรื่องธรรมดาตามวัย แต่คือโรคทางชีววิทยาของสมองที่ต้องตรวจพบตั้งแต่ระยะแรกเริ่ม และตรวจวินิิจฉัยเพื่อเข้าสู่กระบวนการรักษาต่อไป
"วิกฤตสมองเสื่อม"กลายเป็นระเบิดเวลาทางเศรษฐกิจ
พญ.ทัศนีย์ ตันติฤทธิศักดิ์ นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ สถาบันประสาทวิทยา กล่าวว่าปัจจุบันประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว โดยมีสัดส่วนประชากรสูงอายุสูงถึง 20-25% ข้อมูลทางระบาดวิทยายืนยันว่าอายุคือปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่สุด ซึ่งอัตราความชุกของโรคจะเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณตามช่วงวัย ดังนี้
อายุ 60 ปีขึ้นไป: พบอุบัติการณ์ประมาณ 10%
อายุ 70 ปีขึ้นไป: อัตราความชุกพุ่งสูงขึ้นเป็น 35%
อายุ 80 ปีขึ้นไป: พบสูงถึง 50% หรือ "หนึ่งในสอง" ของประชากรวัยนี้
“ในอีก 20 ปีข้างหน้า เมื่อกลุ่ม Baby Boomers และ Gen X กลายเป็นผู้สูงอายุกลุ่มใหญ่ ในขณะที่คนวัยทำงานลดลงจน "ปิรามิดประชากรกลับหัว" วิกฤตสมองเสื่อมจะกลายเป็นระเบิดเวลาทางเศรษฐกิจ”
จาก MCI สู่ภาวะสมองเสื่อมเต็มขั้น
พญ.ทัศนีย์ กล่าวต่อว่าภาวะสมองเสื่อม เป็นโรคที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่ชะลอความเสื่อมของโรคได้ โดยต้องมีการตรวจคัดกรอง วินิจฉัย และวางแผนการจัดการที่เหมาะสม โดยลำดับขั้นตอนของผู้ที่จะมีภาวะสมองเสื่อม จะเริ่มด้วย ภาวะบกพร่องทางพุทธิปัญญาเล็กน้อย (MCI) นี่คือ "Window of Opportunity" (โอกาสทอง) ผู้ป่วยกลุ่มนี้คะแนนทดสอบจะต่ำกว่าเกณฑ์แต่ยังใช้ชีวิตได้ปกติ หากได้รับ "การรักษาโดยไม่ใช้ยา" (Non-Pharmacological Intervention) เช่น การฝึกสมอง (Cognitive Training) จิตบำบัด และการสมาธิ พบว่ามีโอกาสฟื้นฟูกลับมาดีขึ้นได้ถึง 80%
ต่อมา ภาวะสมองเสื่อมเต็มขั้น เมื่อเข้าสู่ระยะที่กระทบกิจวัตรประจำวัน หากไม่รักษา ผู้ป่วยจะเข้าสู่ภาวะติดเตียงภายใน 4-5 ปี ทั้งนี้ ในกลุ่มอายุน้อย วัย 20-40 ปี มักพบภาวะสมองเสื่อมได้ จากสาเหตุจากการใช้สารเสพติด (กัญชา/กระท่อมในระยะยาว), การติดเชื้อ HIV และโรคภูมิคุ้มกันทำลายเซลล์สมองตนเอง
ควบคุมอาการและการรักษาที่ต้นเหตุ
ในด้านการบริหารจัดการระดับนโยบาย ปัจจุบัน เป็นการรักษาตามอาการ โดยมีการใช้ยากลุ่มเพิ่มสารสื่อประสาท อซิทิลโคลีน (Acetylcholine) เช่น Donepezil (ยาชนิดกิน) ซึ่งบรรจุในสิทธิ 30 บาท ช่วยชะลอภาวะติดเตียงออกไปได้นานถึง 15-20 ปีในบางกรณี
และมีการรักษาที่พยาธิกำเนิด (นวัตกรรมยาฉีด) ซึ่งยาใหม่ที่สามารถดึงอะไมลอยด์ออกจากสมองได้โดยตรง ชะลอโรคได้ 3-4 ปี แม้มีค่ารักษาประมาณ 1 ล้านบาทต่อปี แต่หากมองในมุมของการ "รักษาทรัพยากรมนุษย์ที่มีมูลค่าสูง" เช่น กรณีนักธุรกิจที่รักษาความสามารถในการบริหารงานจนสร้างกำไรหลักสิบเท่าของค่ารักษา การลงทุนนี้ถือว่ามีความคุ้มค่าเชิงยุทธศาสตร์อย่างยิ่ง
ขับเคลื่อน "ภาวะสมองเสื่อม" สู่ "วาระแห่งชาติ"
ภาวะสมองเสื่อมสร้าง "ภาระผู้ดูแล" (Caregiver Burden) ที่ซับซ้อนกว่าอัมพฤกษ์ เพราะผู้ป่วยเดินได้แต่อาจก้าวร้าวหรือหลงทาง จึงต้องมีการขับเคลื่อนนโยบายดังนี้
- ยกระดับเป็นวาระแห่งชาติ: บูรณาการข้ามกระทรวง เช่น มหาดไทย (ความปลอดภัยในชุมชน), พม. (ค่าตอบแทนผู้ดูแล), และกระทรวงทรัพยากรฯ (จัดการ PM 2.5)
- สิทธิประโยชน์เชิงรุก: บรรจุ "การตรวจเลือด" (Blood Test) เข้าสู่สิทธิประโยชน์พื้นฐานเพื่อความคุ้มค่าทางงบประมาณ (Cost-effectiveness) ในการคัดกรอง
- การจดทะเบียนความพิการ: อนุญาตให้ผู้ป่วยสมองเสื่อมระดับ "ปานกลางถึงรุนแรง" จดทะเบียนความพิการเพื่อรับสวัสดิการ
- ระบบ Support System: สนับสนุนศูนย์ดูแลกลางวัน (Day Care) และบทบาทของสมาคมผู้ดูแลที่เป็น NGO
“การยึดถือหลักการ "ตรวจพบเร็ว รักษาไว" คือทางรอดเดียวที่จะรักษาประสิทธิภาพการใช้ชีวิตของประชากรและลดภาระของรัฐ การดูแลสมองไม่ใช่เรื่องของวันพรุ่งนี้ แต่ต้องเริ่มตั้งแต่วันนี้ผ่านการนอนที่มีคุณภาพ การจัดการความเครียด และการเตรียมความพร้อมเชิงนโยบายอย่างยั่งยืน”





