ประเทศไทย ยังคงเผชิญกับวิกฤตมลพิษทางอากาศจาก ฝุ่นละอองขนาดเล็ก หรือ ฝุ่น PM2.5 ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นต่อเนื่องในทุกปี โดยช่วงที่ผ่านมาสถานการณ์ความรุนแรงของปัญหาในแต่ละพื้นที่แตกต่างกัน ทั้งช่วงเวลาของการเกิดปัญหาและระดับความรุนแรงของ PM2.5 เกินค่ามาตรฐาน โดยเฉพาะในเขตเมืองใหญ่และพื้นที่อุตสาหกรรม ซึ่ง PM2.5 ไม่ได้ส่งผลกระทบเพียงแค่สุขภาพของประชาชนเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ และการท่องเที่ยวของประเทศอีกด้วย
ฝุ่นละออง 7 วันข้างหน้า (23 - 29 เม.ย. 69)
- 17 จังหวัดภาคเหนือ : ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากมีแนวโน้มฝุ่นเพิ่มสูงขึ้นในช่วงวันที่ 23 - 25 เม.ย.
- ภาคกลางและตะวันตก : มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่องตลอดสัปดาห์
- กทม. ปริมณฑล และภาคอีสาน : สถานการณ์มีแนวโน้มดีขึ้น ปริมาณฝุ่นเริ่มลดลง
ปัญหาฝุ่น PM2.5 มักจะทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงฤดูหนาว (พฤศจิกายน-กุมภาพันธ์) และฤดูร้อน (มีนาคม-เมษายน) เนื่องจากสภาพอากาศที่แห้งและลมสงบในสองช่วงฤดูนี้ ทำให้ฝุ่น PM2.5 สะสมอยู่ในอากาศมากขึ้น และส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนอย่างชัดเจน โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง เช่น เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจ และผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือด ที่จะได้รับผลกระทบมากเป็นพิเศษ นอกจากนี้ ยังมีผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวโดยรวม อันเนื่องมาจากทัศนียภาพที่ไม่แจ่มใส และข้อกังวลด้านสุขภาพ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
วิจัยชี้ 'ฝุ่น PM 2.5' ทำลายสมองเด็ก 'ไอคิวลด-อารมณ์พัง'
'ช่วงเวลาดื่มน้ำ' ที่ร่างกายต้องการ ดูแลสุขภาพ ปลุกสมอง ลดโรค
ฝุ่น PM2.5 สร้างความเสียหายของระบบประสาทในหลายมิติ
ฝุ่นละอองขนาดเล็กที่สามารถหายใจเข้าไปได้ (PM 2.5 ) เป็นหนึ่งในตัวชี้วัดมลพิษที่ได้รับการเผยแพร่อย่างกว้างขวางที่สุดในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา การศึกษาทางระบาดวิทยาได้แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นระหว่าง PM 2.5 กับโรคปอดและโรคหัวใจและหลอดเลือด
การศึกษาล่าสุดแสดงให้เห็นว่า PM 2.5ยังมีความสัมพันธ์อย่างมากกับความเสียหายของสมอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเสียหายของหลอดเลือดสมอง (โรคหลอดเลือดสมอง) และความเสียหายทางระบบประสาทในสมอง (การเปลี่ยนแปลงในการทำงานของสมอง ภาวะสมองเสื่อม ความผิดปกติทางจิตเวช ฯลฯ) PM 2.5 สามารถผ่านเข้าสู่ปอดและแกน "ลำไส้-จุลินทรีย์-สมอง" เพื่อก่อให้เกิดความเครียดออกซิเดชันและการอักเสบในระบบ หรือเข้าสู่เนื้อเยื่อสมองโดยตรงผ่านเส้นประสาทรับกลิ่น ซึ่งในที่สุดจะทำลายหลอดเลือดในสมองและเส้นประสาทในสมอง
เป็นที่น่ากล่าวถึงว่ามีช่วงเวลาหนึ่งที่ความเสียหายของสมองที่เกิดจาก PM 2.5สามารถซ่อมแซมตัวเองได้ อย่างไรก็ตาม กลไกทางพยาธิสรีรวิทยาที่แท้จริงของการบาดเจ็บและการซ่อมแซมสมองยังไม่เป็นที่เข้าใจอย่างถ่องแท้ บทความนี้รวบรวมและอภิปรายกลไกการบาดเจ็บของสมองที่เกิดจาก PM 2.5และการซ่อมแซมตัวเองหลังการบาดเจ็บ ซึ่งอาจเป็นแนวคิดใหม่สำหรับการป้องกันและรักษาโรคหลอดเลือดสมองและโรคทางระบบประสาทในสมอง
สมองทุกช่วงวัยได้รับผลจากฝุ่น PM2.5
ผศ.นพ.สุรัตน์ ตันประเวช ผู้ช่วยคณบดีและหัวหน้าหน่วยวิชาประสาทวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มช. เปิดเผยว่า ฝุ่น PM2.5 มีขนาดเล็กสามารถเข้าสู่ร่างกาย ผ่านระบบทางเดินหายใจและกระแสเลือด โดยผ่านกลไกสำคัญ เช่น ผนังกั้นปอด การแลกเปลี่ยนแก๊ซ กระแสเลือด (Lung-Gas-Blood Barrier) , ลำไส้ ไมโครเบียลและสมอง (Gut-Microbiota-Brain Axis) เมื่อเข้าสู่ร่างกาย PM2.5 จะไปกระตุ้นให้เกิดภาวะ ความเครียดของเซลล์หลอดเลือด(oxidative stress) ส่งผลให้เซลล์หลอดเลือดทำงานผิดปกติ เกิดการอักเสบ และลดความยืดหยุ่นของหลอดเลือด ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญของโรคหลอดเลือดสมอง ขณะเดียวกันมีหลักฐานจากการทดลองในสัตว์ โดยให้สัมผัส PM2.5 ผ่านการสูดดม ต่อเนื่องเป็นเวลา 12 สัปดาห์ พบว่า PM2.5 ส่งผลทำให้หลอดเลือดในสมองเกิดการแข็งตัวได้
ข้อมูลการศึกษาในระดับประชากรยังพบว่า การเพิ่มขึ้นของ PM2.5 มีความสัมพันธ์กับอัตราการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง โดยทุกการเพิ่มขึ้นของ PM2.5 จำนวน 5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร จะเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดอัมพาตและการเกิดซ้ำของโรคหลอดเลือดสมองถึง 24% และเพิ่มความรุนแรงจนถึงขั้นเสียชีวิตได้ถึง 30% โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุ และผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน และไขมันในเลือดสูง
นอกจากนี้การได้รับฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 จากอากาศเป็นเวลาหลายปี ยังส่งผลให้สมองสะสมโปรตีนอะไมลอยด์ (Aβ42) มากขึ้น ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดโรคอัลไซเมอร์ โดยผลการศึกษาประชากรจำนวน 1,113 คน อายุ 45-75 ปี ที่มีสุขภาพสมองปกติ พบว่า
• การได้รับ PM2.5 เป็นเวลา 1 ปี ทำให้ระดับโปรตีนอะไมลอยด์ ลดลง 10.1%
• การได้รับ PM2.5 เป็นเวลา 3 ปี ทำให้ระดับ Aβ42 ลดลง 7.8%
• การได้รับ PM2.5 เป็นเวลา 5 ปี มีแนวโน้มลดลง 7.6% แต่ยังไม่แน่ชัดทางสถิติ
ผศ.นพ.สุรัตน์ กล่าวต่อว่า การศึกษาในปี พ.ศ. 2566 ในวารสารด้านประสาทวิทยา ยืนยันว่า ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5นี้ มีบทบาทสำคัญต่อการเกิดความเสียหายของระบบประสาทในหลายมิติ ตั้งแต่ช่วงวัยเด็ก ส่งผลให้มีแนวโน้มพัฒนาการสมองล่าช้า ระดับสติปัญญา หรือ IQ ต่ำ ซึ่งมีความเสี่ยงต่อปัญหาด้านการเรียนรู้ ความโง่ ความฉลาด และอารมณ์ในวัยรุ่น โดยเฉพาะอาการซึมเศร้า ที่นำไปสู่การฆ่าตัวตาย ตลอดจนการเกิดโรคหลอดเลือดสมองและอัลไซเมอร์อย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตามในช่วงที่ค่าฝุ่น PM2.5 สูง แนะนำให้ประชาชนป้องกันตนเองได้ด้วยการสวมหน้ากากอนามัย , ติดตั้งเครื่องฟอกอากาศในห้องนอนหรือในบ้าน , หลีกเลี่ยงการอยู่ในพื้นที่ที่มีมลพิษสูง และควรงดกิจกรรมกลางแจ้งทุกประเภท
สาเหตุหลักเกิดฝุ่น PM2.5ในไทย
อย่างไรก็ตาม สาเหตุหลักของการเกิดฝุ่น PM2.5 ในประเทศไทยนั้นมาจากหลายปัจจัยที่ซับซ้อน ไม่ว่าจะเป็นการเผาป่า การการเผาในที่โล่งหรือวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร การเผาขยะ ที่ถือเป็นสาเหตุสำคัญอันดับต้น ๆ ในการก่อให้เกิดมลพิษอากาศ นอกจากนี้ ระบบขนส่งในเขตเมืองใหญ่ที่มีการจราจรหนาแน่นก็เป็นอีกแหล่งกำเนิดสำคัญของ ฝุ่น PM2.5 รถยนต์ดีเซลก็ถูกระบุให้เป็นตัวการสำคัญในการปล่อยมลพิษทางอากาศอีกด้วย
อีกปัจจัยที่ไม่ควรมองข้ามคือ ภาคอุตสาหกรรมโดยโรงงานอุตสาหกรรมบางแห่งยังคงปล่อยมลพิษทางอากาศ และเป็นหนึ่งในอีกสาเหตุของการเกิดฝุ่น PM2.5 ยิ่งไปกว่านั้นสภาพอากาศที่แห้งและลมสงบยังมีส่วนสำคัญที่ทำให้ฝุ่น PM2.5 สะสมอยู่ในอากาศมากขึ้น ปัจจัยเหล่านี้เมื่อทำงานร่วมกัน จึงทำให้สถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ในประเทศไทยยังคงเป็นปัญหาที่ท้าทายในการแก้ไขอย่างยิ่ง
ในปัจจุบัน ปัญหามลพิษทางอากาศทั่วโลกทวีความรุนแรงขึ้น และการสัมผัสกับฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5ในอากาศก็กลายเป็นปัญหาที่คุกคามสุขภาพและความปลอดภัยของมนุษย์ ผลการทดลองในสัตว์และการศึกษาทางระบาดวิทยาในและต่างประเทศแสดงให้เห็นว่า การสัมผัสกับ PM 2.5สามารถก่อให้เกิดโรคระบบทางเดินหายใจและหัวใจและหลอดเลือดอย่างรุนแรง รวมถึงทำลายระบบประสาทได้หลายวิธี
กลไกการทำลายที่พบส่วนใหญ่ ได้แก่ ภาวะเครียดออกซิเดชันและกระบวนการอักเสบของระบบประสาท การเปลี่ยนแปลงระดับการแสดงออกของ miRNA กระบวนการออโตฟาจี เส้นทางการส่งสัญญาณ PKA/CREB/BDNF และความผิดปกติของแกน HPA แกน “ลำไส้-จุลินทรีย์-สมอง” ก็เป็นประเด็นวิจัยที่ได้รับความสนใจอย่างมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ความเสียหายหลังจากการสัมผัสกับ PM 2.5ไม่ใช่กลไกเดียว แต่เป็นปฏิกิริยาลูกโซ่ การซ่อมแซมตัวเองของร่างกายหลังจากการบาดเจ็บที่สมองจาก PM 2.5 ก็เป็นเรื่องที่ควรค่าแก่การศึกษาเพิ่มเติม
การระบุจุดเวลาที่อาจเกิดการซ่อมแซมหรือเสื่อมสภาพในกระบวนการบาดเจ็บ และการป้องกันและควบคุมตั้งแต่เนิ่นๆ สามารถลดระดับความเสียหายของสมองได้อย่างมาก อย่างไรก็ตาม เนื่องจากความซับซ้อนและความหลากหลายของส่วนประกอบ PM ในสิ่งแวดล้อม และความเป็นพิษที่ไม่ชัดเจน ทำให้เกิดความท้าทายในการวิจัยเกี่ยวกับการบาดเจ็บที่สมองที่เกิดจาก PM 2.5การทำความเข้าใจการบาดเจ็บที่สมองที่เกิดขึ้นและกลไกที่ยังไม่ได้รับการวิจัยให้ชัดเจนยิ่งขึ้น คือความพยายามในอนาคตของเรา
อ้างอิง:คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ , กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม , National Library of Medicine (หอสมุดแห่งชาติทางการแพทย์)





