"ภาวะสมองเสื่อม" ในประเทศไทยไม่ใช่เพียงปัญหาสุขภาพของปัจเจกบุคคล แต่เป็น "สึนามิเงียบ" ที่กำลังเคลื่อนตัวเข้าปะทะโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมอย่างรุนแรงยิ่งกว่าประเทศญี่ปุ่น ด้วยความเร็วในการก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด (Super Aged Society) ที่ระบบรองรับของไทยยังมีความพร้อมไม่เท่าเทียม
โดยเฉพาะกลุ่ม Sandwich Generation อย่าง Gen X และ Gen Y ที่ต้องเป็น "เดอะแบก" ในการดูแลทั้งบุพการีและบุตรหลาน ข้อมูลเชิงสถิติระบุว่าประชากรไทยกว่า 40% ในปัจจุบันคือกลุ่มเสี่ยงที่จะเผชิญภาวะสมองเสื่อมในอีก 10 ปีข้างหน้า ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ Gen Y จะเปลี่ยนบทบาทจาก "ผู้ดูแล" กลายเป็น "กลุ่มเสี่ยง" เสียเอง
ความกลัวที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของ “อัลไซเมอร์ สมองเสื่อม” ไม่ใช่เรื่องค่าใช้จ่าย แต่คือวินาทีที่คนที่เรารัก หรือคนในครอบครัว คนใกล้ชิดจำชื่อเรา จำเราไม่ได้ หรือแม้แต่การสังเกตเห็นตัวเองเริ่ม "หลงลืม" จนใจหาย
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
'โรคอ้วน' เสี่ยง 'สมองแก่ก่อนวัย' ดูแลสมอง ไม่ใช่เรื่องของคนแก่
'ช่วงเวลาดื่มน้ำ' ที่ร่างกายต้องการ ดูแลสุขภาพ ปลุกสมอง ลดโรค
อัลไซเมอร์ไม่ใช่เรื่องของคนสูงวัย
นพ.ชาคร จันทร์สกุล อายุรแพทย์สมองและระบบประสาท โรงพยาบาลกรุงเทพอินเตอร์เนชั่นแนล กล่าวในงานเปิดตัว “โครงการ hhc Audiobook : MCI Prevention Project” จัดโดย บริษัท เอไซ (ประเทศไทย) มาร์เก็ตติ้ง จำกัด เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา ว่าภาวะบกพร่องทางสติปัญญาเล็กน้อย (Mild Cognitive Impairment: MCI) คือระยะรอยต่อระหว่างการหลงลืมตามวัยปกติกับการก้าวเข้าสู่ภาวะสมองเสื่อม การตรวจพบในระยะนี้เปรียบเสมือนการพบจุดรั่วซึมก่อนที่เขื่อนจะแตก โดยมีเกณฑ์ "รู้-อยู่-รอด" จำแนกความแตกต่างที่ทุกคนต้องตระหนัก ดังนี้
"รู้ตัว"
- ภาวะ MCI จะเดินมาหาหมอเอง เพราะรู้ตัวว่าเริ่มลืม
- ภาวะสมองเสื่อม จะถูกพามาโดยญาติ เพราะสูญเสียความสามารถในการประเมินตนเอง ไม่รู้ตัวว่าหลงลืม
"อยู่" :
- ภาวะ MCI จะ"อยู่ได้": ยังทำกิจวัตรและทำงานได้ปกติ แต่อาจช้าลงหรือต้องใช้ความพยายามมากขึ้น
- ภาวะสมองเสื่อมจะ "อยู่ลำบาก" สูญเสียฟังก์ชันการใช้ชีวิตพื้นฐาน ต้องมีผู้ดูแลคอยช่วยเหลือตลอดเวลา
"รอด":
- ภาวะ MCI "รอด" ยังกลับบ้านเองได้ มีสติสัมปชัญญะในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า
- ภาวะสมองเสื่อม "ไม่รอด" มักหลงทางแม้ในที่คุ้นเคย ไม่สามารถหาทางกลับบ้านเองได้
“ปัจจุบันมีคนไข้อายุน้อยลงมากขึ้น ซึ่งอัลไซเมอร์ ไม่ใช่เรื่องของคนอายุ 60-70 ปี อีกต่อไป แต่ "ขยะโปรตีน" ที่ชื่อว่า เบต้าอะไมลอยด์ (Amyloid Beta) ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการเกิดโรคอัลไซเมอร์ โดยโปรตีนชนิดนี้จะจับตัวกันเป็นก้อน เหนียว เกาะรอบเซลล์สมอง ทำลายการเชื่อมต่อ และทำให้เซลล์สมองตายในที่สุด ซึ่งมักใช้เวลาก่อตัวนานถึง 10-15 ปีก่อนจะมีอาการหลงลืมรุนแรง ดังนั้น ขยะโปรตีนในสมองจะเริ่มสะสมตั้งแต่อายุ 30-40 ปี เป็นช่วงที่คนทำงานหนักที่สุด”
เปลี่ยนพฤติกรรม ชะลออัลไซเมอร์
การเผชิญหน้ากับภาวะสมองเสื่อมต้องถูกยกระดับจากการเป็น "เรื่องน่าอาย" ไปสู่การเป็น "New Normal" ที่ทุกคนต้องพบเจอและรับมือร่วมกันอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ ความเข้าใจสำคัญกว่าความกลัว และการตระหนักรู้คือจุดเริ่มต้นของการป้องกัน
นพ.ชาคร กล่าวต่อว่าเบต้าอะไมลอยด์ เป็นโปรตีนที่ร่างกายสร้างขึ้น และสามารถกำจัดออกไปได้ หรือชะลอการเกิดภาวะสมองเสื่อมได้ จากการปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ โดยเฉพาะการนอนหลับที่มีคุณภาพ ซึ่งสำคัญต่อการกำจัดขยะในสมองอย่างมาก เพราะการนอนหลับไม่ใช่แค่การพักผ่อน แต่เป็นกระบวนการ "กำจัด โปรตีนเบต้าอะไมลอยด์ ออกจากสมอง โดยต้องเป็นการนอนให้หลับลึก (Deep Sleep)
“การนอนไม่พอเพียงแค่คืนเดียว สามารถเพิ่มปริมาณโปรตีนที่เป็นพิษในสมองได้ทันที และควรหลีกเลี่ยงการใช้มือถือส่องข่าวก่อนนอน เพราะทำให้สมองไม่ได้หยุดพักและส่งผลต่อคุณภาพการนอน”
นอกจากนั้น การรับประทานอาหารและออกกำลังกาย ก็ส่งผลต่อการดูแลสุขภาพกายส่งผลโดยตรงต่อสุขภาพสมอง โดยอาหาร ควรรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ มีไฟเบอร์สูง ลดเนื้อแดง และหลีกเลี่ยงอาหารที่เค็มจัดหรือหวานจัด และการออกกำลังกาย ควรขยับแขนขาเป็นการออกกำลังสมองส่วนที่ควบคุมการเคลื่อนไหวไปในตัว ช่วยให้เส้นเลือดแข็งแรงและลดความเสี่ยงสมองเสื่อมจากโรคหลอดเลือดสมอง
“การฝึกสมองและเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เป็นสิ่งที่ชะลอการอัลไซเมอร์ หรือภาวะสมองเสื่อมได้อย่างดี เนื่งจากการทำอะไรซ้ำซากจำเจหรือใช้ชีวิตแบบ Auto-pilot ไม่ส่งผลดีต่อสมอง ฉะนั้น ควรเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ เช่น การเรียนศิลปะ, การหัดใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ หรือแม้แต่การลองแปรงฟันด้วยมือข้างที่ไม่ถนัด เพื่อกระตุ้นเซลล์สมอง และการฟังหนังสือเสียง (Audiobook) การฟังเนื้อหาที่ต้องใช้ความคิดตาม เช่น นิทาน นิยาย หรือประวัติศาสตร์ จะช่วยกระตุ้นสมองได้ดีกว่าการฟังเพลงเพียงอย่างเดียว ,การเข้าสังคมและรักษาสุขภาพใจ เพื่อลดปัญหาความเหงาและความซึมเศร้าที่จะเกิดขึ้น”
ตระหนักรู้-การตรวจคัดกรองตั้งแต่เนิ่น ๆ
นพ.ชาคร กล่าวอีกว่าการป้องกันที่ดีที่สุดคือการไม่กลัวที่จะรู้ความจริง และสังเกตอาการ รู้ อยู่ รอดหากเริ่มมีอาการเหล่านี้ควรปรึกษาแพทย์ทันที เพราะยังเป็นระยะที่ชะลอได้ รวมถึงควรใช้เครื่องมือช่วย เช่น การทำแบบประเมินสุขภาพสมองผ่านแอปพลิเคชัน (360 AD Wellness) หรือ Line Official เพื่อคัดกรองความเสี่ยงเบื้องต้น ที่สำคัญ คือ การยอมรับว่าตนเองอยู่ในภาวะ MCI (ภาวะก่อนสมองเสื่อม) จะช่วยให้คนรอบข้างเข้าใจและช่วยเหลือได้ถูกต้องตามกระบวนการรักษา
เต๊ะ ศตวรรษ เศรษฐกร อายุประมาณ 40 ปี นักแสดงที่เคยเผชิญภาวะ MCI ทำให้มีอาการความจำหาย ลืมคำศัพท์ ลืมตัวละคร และเริ่มจำหน้าช่างทำบ้านที่นัดกันไว้ไม่ได้ จนกระทั่งเกิดความกลัวลืมหน้าลูก ทำให้ตัดสินใจไปพบแพทย์ และได้รับการทดสอบด้วยการ "วาดรูปนาฬิกา" แต่สมองกลับไม่รับรู้ว่ามีเลข 12 อยู่บนหน้าปัด และการทำโจทย์คิดเลขง่ายๆ อย่าง "100 -7 ไปเรื่อยๆ" เขากลับทำไม่ได้ เพราะสมองสูญเสียสมาธิและการประมวลผล
“ช่วงที่มีอาการภาวะ MCI เป็นช่วงที่ทำงานหนักมาก นอนไม่พอ ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้กลไกการกำจัดเบต้าอะไมลอยด์มีปัญหา ดังนั้น เมื่อไปพบแพทย์และได้รับการรักษาโดยเริ่มจากปรับไลฟ์สไตล์และการพักผ่อน ซึ่งผมหยุดทำงานเป็นเวลา 1 เดือน เพื่อโฟกัสกับการนอนและปรับเวลานอนใหม่ให้เพียงพอ ให้ความสำคัญกับการนอนหลับลึก (Deep Sleep) เพราะการทำงานหนักและเสพข้อมูลจากมือถือตลอดเวลาทำให้สมองไม่ได้หยุดพัก ซึ่งส่งผลเสียต่อสมองในระยะยาว”
นอกจากนั้น มีการใช้ยาตามที่แพทย์แนะนำควบคู่ไปกับการปรับพฤติกรรมเพื่อให้หลับได้ง่ายขึ้นและรักษาการทำงานของสมอง และที่สำคัญต้องเผชิญหน้าและความกล้าที่จะไปพบแพทย์ "อย่าดื้อ" และอย่ากลัวการตรวจ เชื่อฟังคนใกล้ชิด เพราะการตรวจให้รู้ตั้งแต่เนิ่นๆ จะสามารถช่วยให้เราสามารถวางแผนชีวิตใหม่และรักษาเซลล์สมองที่ยังทำงานปกติอยู่ได้ ก่อนที่มันจะเสียหายถาวร
“MCI ไม่ใช่เรื่องน่าอาย อย่ากลัวที่จะบอกคนอื่น เพราะหากกล้าเปิดตัวและบอกคนรอบข้างว่าเราอยู่ในภาวะนี้ เพื่อให้คนอื่นเข้าใจและรู้วิธีปฏิบัติต่อเราอย่างเหมาะสม ซึ่งจะช่วยลดความเครียดและปัจจัยกระตุ้นทางอารมณ์ได้ เปลี่ยนความกลัวเป็นความรักตัวเอง กลับมาดูแลตัวเองให้มากขึ้น”
MCI "หน้าต่างแห่งโอกาส" สร้าง Digital Ecosystem
คนเรามักเชื่อมว่าสมองมีแค่ 'ปกติ' กับ 'สมองเสื่อม' แต่ความจริงมีรอยต่อสำคัญที่เรียกว่า MCI ซึ่งเป็น "Trigger Point" ที่หากเราตรวจเจอและรักษาในระยะนี้ อาจไม่ต้องก้าวไปถึงจุดที่เป็นอัลไซเมอร์
เภสัชกรกนกสิทธิ์ มหัธธัญญวาณิชย์ Head of Ecosystem Department บริษัท เอไซ (ประเทศไทย) มาร์เก็ตติ้ง จำกัด กล่าวว่าการรับมือกับโรคนี้ต้องใช้มากกว่าแค่ยา ซึ่งยาใช้เพื่อบรรเทาอาการ แต่โรคนี้ต้องสร้างระบบที่รองรับทั้งสุขภาพและคุณภาพชีวิตผ่านความร่วมมือของพาร์ทเนอร์ในทุกมิติ เน้นสร้าง Digital Ecosystem (ระบบนิเวศดิจิทัล) เพื่อดูแลผู้ป่วยตลอดเส้นทาง
“ขณะนี้มีการพัฒนาแอปพลิเคชัน 360 AD Wellness เพื่อเป็น Hub ศูนย์กลางที่ช่วยให้คนเข้าถึงข้อมูลการป้องกันและการดูแลตัวเองได้ง่ายขึ้น และมีเครื่องมือคัดกรอง CMAT ซึ่งเป็นนวัตกรรมแบบประเมินสุขภาพสมองด้วยตนเอง (Self-assessment) ที่อ้างอิงข้อมูลทางคลินิก เพื่อให้คนไทยตรวจสุขภาพสมองได้บ่อยตามต้องการ นอกจากนั้น ได้มีความร่วมมือกับไทยประกันชีวิต ออกผลิตภัณฑ์ "Easy C" ที่ให้ความคุ้มครองครอบคลุมตั้งแตระยะเริ่มต้น (MCI) ไปจนถึงระยะรุนแรง ช่วยลดความกังวลเรื่องภาระค่าใช้จ่ายระยะยาว และคอมมูนิตี้จาก YoungHappy”
อย่างไรก็ตาม เอไซพยายามขับเคลื่อนให้คำว่า "MCI" เป็นที่รู้จักในวงกว้าง เพื่อเปลี่ยนความกลัวให้เป็นความเข้าใจ เน้นการป้องกัน เพื่อมุ่งหวังให้คนไทยตระหนักถึงการตรวจคัดกรองตั้งแต่ระยะเริ่มแรก เพราะการวินิจฉัยและรักษาเร็วจะส่งผลดีที่สุด โดยยึดหลัก hhc (human health care) ให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตของทั้งผู้ป่วยและผู้ดูแล ไม่ใช่แค่เรื่องของการรักษาโรคเพียงอย่างเดียว





