วันพุธ ที่ 19 สิงหาคม 2569

Login
Login

จน เครียด สมองเสื่อม! วิจัยชี้ ยิ่งจนนาน ยิ่งสมองฝ่อเร็ว

“ความเครียดเรื่องเงิน” อาจไม่ได้ส่งผลต่อความกังวล นอนไม่หลับ หรือความรู้สึกไม่มั่นคงในชีวิตอย่างเดียว เพราะงานวิจัยล่าสุดพบว่า การเผชิญกับปัญหาทางการเงินอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปี อาจสัมพันธ์กับการทำงานของสมองที่เปลี่ยนแปลงไป ทั้งความจำและความเร็วในการประมวลผลข้อมูลที่ลดลงตั้งแต่วัยกลางคน

เมื่อเข้าสู่วัยสูงอายุ นักวิจัยยังพบความแตกต่างของโครงสร้างสมองในกลุ่มที่มีรายได้น้อยอย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นว่า “สถานะทางการเงิน” อาจไม่ได้ส่งผลเฉพาะต่อคุณภาพชีวิตในวันนี้ แต่ยังเชื่อมโยงกับสุขภาพสมองในระยะยาวด้วย

กรุงเทพธุรกิจ ชวนผู้อ่านสำรวจว่า ทำไมความเครียดเรื่องเงินที่สะสมเป็นเวลานานจึงอาจส่งผลต่อสมอง งานวิจัยพบการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง และทำไมปัญหาทางการเงินจึงอาจเป็นมากกว่าเรื่องของเงิน แต่เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ควรให้ความสำคัญเมื่อพูดถึงสุขภาพสมองในระยะยาว

งานวิจัยติดตามกว่า 2,700 คน ยาวนานหลายทศวรรษ

งานวิจัยจาก University College London ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Innovation in Aging วิเคราะห์ข้อมูลของชาวอังกฤษ 2,759 คน จากโครงการ MRC National Survey of Health and Development หรือที่รู้จักกันในชื่อ “1946 British birth cohort” กลุ่มประชากรที่เกิดในสัปดาห์เดียวกันในเดือนมีนาคมปี ค.ศ. 1946 และได้รับการติดตามสุขภาพและสภาพชีวิตต่อเนื่องมาเป็นเวลาหลายทศวรรษ

จุดเด่นของการศึกษาครั้งนี้จึงอยู่ที่ นักวิจัยไม่ได้สำรวจว่าคนคนหนึ่งมีฐานะทางการเงินอย่างไรเพียงช่วงเวลาเดียว แต่สามารถย้อนดู “เส้นทางทางการเงิน” ตั้งแต่วัยผู้ใหญ่ตอนต้นไปจนถึงวัยกลางคน แล้วนำมาเปรียบเทียบกับการเปลี่ยนแปลงของความสามารถด้านการคิดและโครงสร้างสมองเมื่ออายุมากขึ้น

จน เครียด สมองเสื่อม! วิจัยชี้ ยิ่งจนนาน ยิ่งสมองฝ่อเร็ว

นักวิจัยพิจารณาทั้งระดับรายได้ครัวเรือนและประสบการณ์ความยากลำบากทางการเงินระหว่างอายุ 26 - 53 ปี เช่น การมีปัญหาในการจ่ายค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ก่อนประเมินความสามารถทางการคิดเมื่ออายุ 53 ปี ติดตามการเปลี่ยนแปลงจนถึงอายุ 69 ปี และตรวจภาพสมองในกลุ่มย่อยเมื่ออายุประมาณ 69 - 71 ปี

ยิ่งเครียดเรื่องเงินสะสมนาน สมองยิ่งได้รับผลกระทบ

ผลการศึกษาพบว่า ผู้ที่มีรายได้น้อยหรือความยากลำบากทางการเงินอย่างต่อเนื่อง มีผลทดสอบด้าน ความเร็วในการประมวลผลข้อมูล และ ความจำด้านภาษา ต่ำกว่าเมื่ออายุ 53 ปี

กล่าวง่าย ๆ คือ คน ๆ นั้นอาจใช้เวลานานขึ้นในการรับและประมวลผลข้อมูล รวมถึงมีประสิทธิภาพในการจดจำและเรียกคืนข้อมูลลดลงเมื่อเทียบกับผู้ที่มีสถานะทางการเงินมั่นคงกว่า

ที่น่าสนใจคือ ความสัมพันธ์ดังกล่าวยังคงปรากฏแม้นักวิจัยจะนำปัจจัยอื่น ๆ ที่อาจมีผลต่อสมองมาพิจารณาร่วมด้วย ไม่ว่าจะเป็นความสามารถทางการคิดในวัยเด็ก ระดับการศึกษา หรือความเสียเปรียบทางเศรษฐกิจและสังคมในวัยเด็ก

ฌาคส์ เวลส์ (Jacques Wels) นักสังคมวิทยาเชิงปริมาณและผู้เขียนงานวิจัย อธิบายว่า จุดสำคัญไม่ได้อยู่ที่การประสบปัญหาการเงินเป็นครั้งคราว แต่เป็นการสะสมของความยากลำบากตลอดหลายปี ซึ่งสัมพันธ์กับผลลัพธ์ด้านสุขภาพสมองที่แย่กว่า

วิจัยพบความแตกต่างใน “โครงสร้างสมอง”

สิ่งที่ทำให้งานวิจัยนี้น่าสนใจยิ่งขึ้น คือ นักวิจัยไม่ได้วัดเพียงคะแนนทดสอบความจำหรือการคิดเท่านั้น

ในกลุ่มตัวอย่างที่ได้รับการตรวจสมองด้วย MRI ในช่วงอายุประมาณ 69 - 71 ปี พบว่า ผู้ที่มีรายได้น้อยอย่างต่อเนื่องมีปริมาตรโพรงสมองมากกว่า ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดที่สัมพันธ์กับการฝ่อของเนื้อสมองและการเปลี่ยนแปลงของสมองตามอายุ

จน เครียด สมองเสื่อม! วิจัยชี้ ยิ่งจนนาน ยิ่งสมองฝ่อเร็ว

นอกจากนี้ กลุ่มที่มีรายได้น้อยต่อเนื่องยังมีสัญญาณสุขภาพสมองที่แย่กว่า รวมถึงการหดตัวของสมองมากกว่าในวัยสูงอายุด้วย

ซึ่งหมายความว่า ผลกระทบที่สัมพันธ์กับความยากลำบากทางการเงินอาจไม่ได้ปรากฏเพียงในรูปของ “รู้สึกว่าความจำไม่ดีเหมือนเดิม” แต่สามารถพบความแตกต่างในโครงสร้างทางชีวภาพของสมองได้ด้วย

ทำไม “ความเครียดเรื่องเงิน” จึงกินพื้นที่ในสมอง?

หนึ่งในคำอธิบายที่นักวิจัยเสนอคือ Cognitive Load หรือภาระทางความคิด

เมื่อสมองต้องวนเวียนอยู่กับคำถามเดิม ๆ ว่า เงินจะพอถึงสิ้นเดือนหรือไม่ จะจ่ายค่าเช่า ค่าบ้าน ค่ารักษาพยาบาล หรือหนี้สินอย่างไร ทรัพยากรทางความคิดส่วนหนึ่งจึงต้องถูกใช้ไปกับการรับมือปัญหาเหล่านี้อยู่ตลอดเวลา

เวลส์ อธิบายว่า “ภาระทางการเงินกินพื้นที่ในสมองอย่างมาก”

อีกกลไกที่เป็นไปได้คือ “ความเครียดเรื้อรัง” เมื่อร่างกายอยู่ภายใต้ความกดดันเป็นเวลานาน ระบบตอบสนองต่อความเครียดจะถูกกระตุ้นซ้ำ ๆ และอาจเชื่อมโยงกับกระบวนการอักเสบในร่างกาย ซึ่งเป็นหนึ่งในกลไกที่นักวิจัยตั้งสมมติฐานว่าอาจมีส่วนต่อสุขภาพสมองในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม นักวิจัยยอมรับว่ายังไม่สามารถแยกได้ทั้งหมดว่า ผลที่พบเกิดจากความเครียดทางการเงินโดยตรงมากน้อยเพียงใด หรือเกิดผ่านปัจจัยอื่นที่มักมาพร้อมกับความยากลำบากทางเศรษฐกิจ เช่น การสูบบุหรี่ การดื่มแอลกอฮอล์ การนอนหลับ หรือพฤติกรรมทางสุขภาพอื่น ๆ

งานวิจัยจากฟินแลนด์ที่ติดตามประชากร 1,497 คนเป็นเวลาเฉลี่ยกว่า 20 ปี ก็พบความสัมพันธ์ระหว่างความเครียดทางการเงินในวัยกลางคนกับความบกพร่องด้านการคิดและร่างกายในวัยสูงอายุ โดยศึกษาปัจจัยที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้อง เช่น การสูบบุหรี่ แอลกอฮอล์ การออกกำลังกาย และปัญหาการนอนหลับด้วย

ทำไมคนที่เครียดเรื่องเงิน กลับดูเหมือนสมองเสื่อม “ช้ากว่า” ในช่วงหลัง?

ผลการศึกษามีอีกจุดหนึ่งที่ดูย้อนแย้ง คือ หลังอายุ 53 ปี กลุ่มที่มีความยากลำบากทางการเงินกลับมีอัตราการลดลงของความจำบางด้านช้ากว่ากลุ่มที่มีฐานะดีกว่า

แต่นักวิจัยเตือนว่า ไม่ควรตีความว่า “ความจนช่วยปกป้องสมอง”

คำอธิบายที่เป็นไปได้คือ กลุ่มดังกล่าวมีคะแนนความสามารถทางการคิดต่ำกว่าอยู่แล้วเมื่อเริ่มต้นการติดตามในวัยกลางคน จึงมีระยะให้คะแนนลดลงต่ออีกน้อยกว่า หรือที่เรียกว่า lower baseline score

นอกจากนี้ อาร์ลีน เจอโรนิมัส (Arline Geronimus) ศาสตราจารย์จาก University of Michigan ได้ตั้งข้อสังเกตถึงสิ่งที่เรียกว่า “survivor effect” กล่าวคือ ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากความเครียดและความเสียเปรียบทางสังคมรุนแรงที่สุดบางส่วน อาจเสียชีวิตจากโรคต่าง ๆ เช่น โรคหัวใจหรือมะเร็งไปก่อนเข้าสู่วัยสูงอายุ ทำให้กลุ่มที่เหลืออยู่ในการศึกษาระยะยาวอาจไม่ได้สะท้อนผู้ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดทั้งหมด

ความเครียดเรื่องเงิน อาจกระทบสมองแต่ละคนไม่เท่ากัน

งานวิจัยยังพบว่า ผลกระทบจากความยากลำบากทางการเงินอาจไม่ได้เกิดขึ้นเท่ากันในทุกคน โดยความสัมพันธ์กับการฝ่อของสมองพบเด่นชัดขึ้นในบางกลุ่ม เช่น ผู้ชาย ผู้ที่เติบโตมาในครอบครัวที่เสียเปรียบทางเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงผู้ที่มีปัจจัยทางพันธุกรรมที่สัมพันธ์กับความเสี่ยงโรคอัลไซเมอร์สูงขึ้น

อย่างไรก็ตาม นักวิจัยเตือนว่า ผลที่พบในผู้ชายอาจไม่สามารถนำมาอธิบายคนรุ่นปัจจุบันได้โดยตรง เนื่องจากผู้เข้าร่วมการศึกษาทั้งหมดเกิดในปี ค.ศ. 1946 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ผู้ชายมักถูกคาดหวังให้เป็นผู้หารายได้หลักของครอบครัว และอาจต้องเผชิญแรงกดดันทางการเงินในรูปแบบที่แตกต่างจากคนในปัจจุบัน

นี่จึงเป็นข้อจำกัดหนึ่งของการศึกษาที่ติดตามผู้คนเป็นเวลาหลายสิบปี แม้ข้อดีคือช่วยให้เห็นผลกระทบที่สะสมตลอดช่วงชีวิต แต่บริบททางสังคม เศรษฐกิจ และประสบการณ์ของคนแต่ละรุ่นย่อมแตกต่างกัน และควรนำมาพิจารณาเมื่อตีความผลการศึกษา

ปัญหานี้เป็นเรื่องของความเหลื่อมล้ำด้วย

คำถามต่อมาคือ หากกำลังเผชิญปัญหาทางการเงิน เราจะทำอย่างไรเพื่อปกป้องสมอง?

การจะมาบอกให้คนที่กำลังเผชิญปัญหาเรื่องค่าครองชีพ หนี้สิน หรือรายได้ไม่เพียงพอ ให้ “เครียดให้น้อยลง” อาจไม่สามารถแก้ปัญหาที่ต้นเหตุได้

เจอโรนิมัส เตือนว่า ไม่ควรมองความสัมพันธ์นี้ว่าเป็นเพียงเรื่องของ “เงิน” เท่านั้น แต่ควรมองไปถึง ความไม่เท่าเทียมทางสังคมที่สามารถทำร้ายสุขภาพสมองได้

ในมุมของเวลส์ ผลการศึกษาจึงไม่ได้ส่งสารถึงเฉพาะบุคคล แต่ยังรวมถึงผู้กำหนดนโยบาย เพราะหากความยากลำบากทางการเงินในวัยทำงานสามารถสะสมจนสัมพันธ์กับสุขภาพสมองในอีกหลายสิบปีต่อมา การลดความยากจนและสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจอาจมีความหมายมากกว่าเรื่องรายได้หรือคุณภาพชีวิตในปัจจุบัน แต่ยังอาจเป็นส่วนหนึ่งของการป้องกันปัญหาสุขภาพและภาวะสมองเสื่อมในประชากรสูงวัยด้วย

อย่างไรก็ตาม งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาเชิงสังเกต จึงยังไม่สามารถยืนยันได้ว่า หากสถานะทางการเงินของคนดีขึ้นแล้ว ความเสี่ยงด้านการเสื่อมของสมองจะลดลงโดยตรงหรือไม่ จำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อพิสูจน์ความสัมพันธ์ดังกล่าว

สิ่งที่งานวิจัยชิ้นนี้ทำให้เห็นชัดขึ้นคือ สุขภาพสมองไม่ได้ถูกกำหนดด้วยพันธุกรรม อาหาร การออกกำลังกาย หรือพฤติกรรมส่วนบุคคลเพียงอย่างเดียว แต่ยังเชื่อมโยงกับเงื่อนไขทางสังคมและเศรษฐกิจที่คนคนหนึ่งต้องเผชิญตลอดชีวิต

เมื่อความกังวลว่าเงินเดือนจะพอใช้หรือไม่ หนี้จะจ่ายอย่างไร หรือเดือนหน้าจะมีเงินพอสำหรับค่าใช้จ่ายหรือเปล่า เกิดขึ้นซ้ำ ๆ ต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปี ผลกระทบอาจไม่ได้หยุดอยู่แค่ความเครียดในแต่ละวัน แต่ อาจสะสมและสัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงของสมองเมื่ออายุมากขึ้น

 

อ้างอิง washingtonpost , academic