โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย แถลงความสำเร็จในโครงการวิจัยระดับสูงการแพทย์ด้านการทรงตัว นำเสนอนวัตกรรมสมัยใหม่อย่าง แว่นตาเสมือนจริง(AR)และระบบการแพทย์ทางไกล เพื่อยกระดับการรักษาผู้ป่วยให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
KEY POINTS
- โครงการ TeleRehaB DSS ผสานเทคโนโลยีหลายชั้นเข้าด้วยกัน โดยมีแนวคิดหลักคือให้ผู้ป่วยฝึกฟื้นฟูที่บ้านได้ ขณะที่ข้อมูลสุขภาพและการเคลื่อนไหวถูกส่งกลับให้ทีมแพทย์วิเคราะห์และปรับโปรแกรมแบบเรียลไทม์
- การทรงตัวผ่านแว่นตา คือการใช้ระบบ AR เข้ามาทำ "การจำลองสภาวะทางพยาธิวิทยา" เพื่อทดสอบปฏิกิริยาตอบสนองของระบบประสาทและหูชั้นในผ่านสถานการณ์เสมือนจริง
- การนำระบบปัญญาประดิษฐ์มาประยุกต์ใช้ร่วมกับฐานข้อมูลการรักษาเพื่อเพิ่มความแม่นยำในการพยากรณ์โรค
“เดินเซ ทรงตัวไม่อยู่ เวียนหัว ยืนไม่ตรง” อาการเหล่านี้ มักจะพบเห็นได้บ่อยๆ ในกลุ่มของผู้สูงอายุ ที่นำไปสู่ “การพลัดตกหกล้ม” ที่ปัญหาการทรงตัวและเดินเซเป็นสาเหตุการเสียชีวิตจากการบาดเจ็บโดยไม่ตั้งใจสูงเป็น อันดับ 2 ของโลก โดยมีผู้เสียชีวิตราว 684,000 คนต่อปี และส่วนใหญ่เกิดขึ้นในกลุ่มผู้สูงอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป
บ่อยครั้งที่คนมักสรุปอาการบ้านหมุน หันศีรษะกะทันหัน หรือก้มลงเก็บของแล้วรู้สึกหน้ามืด เวียนหัว ทรงตัวไม่อยู่ ว่าเกิดจากการพักผ่อนไม่เพียงพอหรือความดันโลหิตต่ำ แต่ในมิติของการแพทย์ “ปัญหาการทรงตัว” คือกลไกที่ซับซ้อนของระบบประสาทและหูชั้นในที่ต้องการการวินิจฉัยอย่างแม่นยำ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
รพ.กรุงเทพ ปักหมุดศูนย์ 'CoDE' ตั้งเป้า 5 ปี ดันไทยสู่ 'Dental Hub of Asia'
แว่นตา AR ผสาน AI ฟื้นฟูการทรงตัว
เมื่อเร็วๆ นี้ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ร่วมกับเครือข่ายสหภาพยุโรป แถลงความสำเร็จของการวิจัยและพัฒนาแว่นตา AR ผสานปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อฟื้นฟูการทรงตัวของผู้ป่วยที่เสี่ยงพลัดตกหกล้ม ภายใต้โครงการ TeleRehaB DSS (TeleRehabilitation of Balance Clinical and Economic Decision Support System)
โดยโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์เป็น 1 ใน 5 ศูนย์ทดสอบทางคลินิกของโครงการ และไทยเป็นประเทศนอกยุโรปประเทศเดียวที่ได้รับเลือกร่วมกับ University College London (สหราชอาณาจักร), National and Kapodistrian University of Athens (กรีซ), University Medical Centre Freiburg (เยอรมนี) และ Madeira Health Service/IDEA (โปรตุเกส) พบผลว่าเทคโนโลยีช่วยสร้างแรงจูงใจให้ผู้ป่วยออกกำลังกายฟื้นฟูได้ดีกว่าการฝึกด้วยตนเองแบบเดิม และกำลังเข้าสู่ระยะที่ 2 เพื่อย่อขนาดอุปกรณ์และขยายผลสู่ผู้ป่วยที่กว้างขวางขึ้น
โครงการ TeleRehaB DSS ได้รับทุนสนับสนุนภายใต้ Horizon Europe - Health ของสหภาพยุโรป มีมูลค่าโครงการรวมกว่า 5.06 ล้านยูโร เริ่มดำเนินโครงการตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค. 2565 ถึง 31 ส.ค. 2569 ต่อยอดจากเทคโนโลยี HOLOBALANCE สู่การพัฒนาระบบที่ผสาน AI, Augmented Reality (AR), Wearable Devices และ IoT เพื่อสนับสนุนการฟื้นฟูการทรงตัวและการติดตามผู้ป่วยจากระยะไกล
การทรงตัวผ่านแว่นตา ตัวช่วยสูงวัย
ผศ.ดร.พญ.นัตวรรณ อุทุมพฤกษ์พร แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโสตประสาทและการทรงตัว คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และหัวหน้าโครงการวิจัยประจำประเทศไทย กล่าวว่าโครงการดังกล่าว ไม่ได้เป็นเพียงการสร้างเทคโนโลยีใหม่ แต่ทำให้ผู้ป่วยเข้าใกล้การฟื้นฟูมากขึ้น เพราะจากเดิมต้องเดินทางมาโรงพยาบาลถึงจะฝึกการทรงตัว การมีเทคโนโลยีดังกล่าว ทำให้ผู้ป่วยฝึกได้อย่างต่อเนื่องที่บ้าน โดยมีทีมผู้เชี่ยวชาญคอยติดตาม ในไทยการศึกษาจะครอบคลุมผู้ป่วย โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke), ภาวะบกพร่องทางการรู้คิดเล็กน้อย (Mild Cognitive Impairment: MCI) และความผิดปกติของระบบการทรงตัวจากหูชั้นในหรือระบบเวสติบูลาร์ (Vestibular Disorders)
ในอดีต แว่น AR อาจเป็นเพียงอุปกรณ์เพื่อความบันเทิง สำหรับงานวิจัยล่าสุดนี้ นวัตกรรมแว่นตาเสมือนจริงได้กลายเป็น Game Changer ในการทำ Balance Medicine หรือเวชศาสตร์การทรงตัวอย่างเต็มตัว
"การทรงตัวผ่านแว่นตา ในเชิงนวัตกรรมการแพทย์ คือการใช้ระบบ AR เข้ามาทำ "การจำลองสภาวะทางพยาธิวิทยา" เพื่อทดสอบปฏิกิริยาตอบสนองของระบบประสาทและหูชั้นในผ่านสถานการณ์เสมือนจริงที่ถูกควบคุมอย่างละเอียด ช่วยให้แพทย์สามารถทำการ "ประเมินเชิงสถิติ" (Statistical Assessment) และเห็นความผิดปกติที่การตรวจแบบดั้งเดิมอาจมองไม่เห็น ซึ่งความแม่นยำนี้เองที่จะนำไปสู่โปรแกรมการฟื้นฟูที่เฉพาะเจาะจง (Personalized Rehabilitation) สำหรับผู้ป่วยแต่ละราย"
ศูนย์การรักษาเฉพาะทางในห้องนั่งเล่น
ผศ.ดร.พญ.นัตวรรณ กล่าวต่อไปว่าอุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดของผู้ป่วยที่มีปัญหาการทรงตัวคือ “การเดินทาง” เพราะความเสี่ยงต่อการล้มหรืออาการวิงเวียนที่กำเริบระหว่างทางเป็นอันตรายอย่างยิ่ง การนำ การแพทย์ทางไกล (Telemedicine) มาบูรณาการเข้ากับระบบการตรวจรักษา จึงเป็นการปรับปรุง Patient Journey ให้มีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูงสุด
“การผสานเทคโนโลยีการแพทย์ทางไกลเข้ากับงานวิจัยขั้นสูง ช่วยให้ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงการดูแลจากผู้เชี่ยวชาญได้จากที่บ้าน ลดความเสี่ยงจากการเคลื่อนย้ายร่างกาย และช่วยให้ทีมแพทย์ติดตามผลการฟื้นฟูในสภาพแวดล้อมจริงของผู้ป่วยได้ทันที การรักษาในรูปแบบนี้ไม่ได้ช่วยเพียงแค่ความสะดวก แต่เป็นการนำ “ศูนย์การรักษาเฉพาะทาง” ไปไว้ในห้องนั่งเล่นของผู้ป่วย ช่วยลดภาระทางเศรษฐกิจและจิตใจของทั้งตัวผู้ป่วยและครอบครัวได้”
วิจัย นวัตกรรมทางการแพทย์ช่วยผู้ป่วย
ผศ.ดร.พญ.นัตวรรณ กล่าวด้วยว่า นวัตกรรมที่ล้ำสมัยต้องวางอยู่บนฐานความเชี่ยวชาญที่แข็งแกร่ง ความสำเร็จในงานวิจัยดังกล่าว เป็นส่วนหนึ่งของการฉลองวาระ 40 ปี แห่งการบุกเบิกและความก้าวหน้าเพื่อการได้ยิน (40 years of Pioneering and Advancing Hearing Care) ของฝ่ายโสต ศอ นาสิกวิทยา โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ซึ่งตอกย้ำความเป็นผู้นำระดับภูมิภาค และเป็นสะสมองค์ความรู้เฉพาะทาง ต่อยอดประสบการณ์การดูแลระบบการได้ยินและการทรงตัวมานานกว่า 4 ทศวรรษ
“การสนับสนุนงานวิจัยทางการแพทย์ จำเป็นที่ต้องได้รับการมีส่วนร่วมของประชาชน และอาสาสมัคร ซึ่งมีการนำระบบปัญญาประดิษฐ์มาประยุกต์ใช้ร่วมกับฐานข้อมูลการรักษาเพื่อเพิ่มความแม่นยำในการพยากรณ์โรค จะทำให้การพัฒนานวัตกรรมไม่ได้มีเพียงแค่เทคโนโลยี แต่มีหัวใจของการดูแลเพื่อนมนุษย์ควบคู่ไปด้วย และเป็นนวัตกรรม เครื่องมือที่ใช้กับผู้ป่วยได้จริง”
ทำความเข้าใจ “โครงการ TeleRehaB DSS”
สำหรับโครงการ TeleRehaB DSS ผสานเทคโนโลยีหลายชั้นเข้าด้วยกัน โดยมีแนวคิดหลักคือให้ผู้ป่วยฝึกฟื้นฟูที่บ้านได้ ขณะที่ข้อมูลสุขภาพและการเคลื่อนไหวถูกส่งกลับให้ทีมแพทย์วิเคราะห์และปรับโปรแกรมแบบเรียลไทม์ องค์ประกอบของระบบประกอบด้วย
1.กล้องวัดความลึก (Depth Camera) ติดตามการเคลื่อนไหวของร่างกายใน 3 มิติ โดยใช้หลักการปล่อยและรับแสงอินฟราเรดเพื่อคำนวณระยะและท่าทาง
2. เซนเซอร์ IMU (Inertial Measurement Unit) ที่สวมบนร่างกาย วัดความเร่งและอัตราการหมุนในแต่ละแกน ทำหน้าที่คล้ายหูชั้นในเทียมที่บอกว่าศีรษะและลำตัวเคลื่อนที่ไปทิศใด
3.แว่น Head-mounted display ฉายภาพเสมือนจริงเป็นชั้นซ้อนทับบนโลกจริง (Augmented Reality หรือ AR) ทำให้ผู้ป่วยเห็นตัวอย่างท่าออกกำลังกายและสามารถปฏิบัติตามได้ทันที ขณะที่ผู้ฝึกสอนเสมือนจริงให้คำแนะนำ
4.อุปกรณ์ติดตามอัตราการเต้นหัวใจ สมาร์ตวอตช์ สมาร์ตโฟน/แท็บเล็ต รวบรวมข้อมูลสรีรวิทยาและส่งเข้าระบบประมวลผล และ
5.AI หรือระบบสนับสนุนการตัดสินใจทางคลินิก (Decision Support System) นำข้อมูลทั้งหมดมาเรียนรู้และวิเคราะห์เพื่อแนะนำแผนฟื้นฟูเฉพาะบุคคล สะท้อนแนวคิดการแพทย์แม่นยำ (precision medicine) ที่ปรับการรักษาให้เหมาะกับผู้ป่วยแต่ละราย ไม่ใช่แบบแผนเดียวทุกคน





