การขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ (Medical Hub) ระดับโลก ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการจัดหาเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยที่สุดเท่านั้น แต่ต้องสร้าง "Ecosystem" ที่หลอมรวมระหว่างความเชี่ยวชาญทางคลินิก และความเชื่อมั่นในนวัตกรรมระดับโลก
ล่าสุด การยกระดับความร่วมมือระหว่าง โรงพยาบาลกรุงเทพ และ Straumann ผู้นำนวัตกรรมรากฟันเทียมจากสวิตเซอร์แลนด์ สู่การเปิดตัว “Straumann Center of Dental Education (CoDE)” แห่งแรกในไทย ไม่เพียงแต่เป็นก้าวสำคัญของสถานพยาบาล แต่จะเป็นกลยุทธ์สำคัญในการปักหมุดประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้และรักษาทางทันตกรรมที่ทรงอิทธิพลที่สุดในภูมิภาคเอเชีย
โดยศูนย์ CoDE จะทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในการ Up-skill ทันตแพทย์ ทั้งในเครือข่ายรพ.กรุงเทพ และต่างประเทศ โดยเฉพาะทันตแพทย์รุ่นใหญ่ที่จบการศึกษามานานกว่า 20 ปี ให้ก้าวทันโลก Digital Dentistry ผ่านหลักสูตรที่จัดขึ้นอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง ซึ่งครอบคลุม 3 องค์ประกอบหลัก
- Lecture: การถ่ายทอดทฤษฎีและแนวทางโปรโตคอลการรักษาล่าสุด
- Hands-on: การฝึกปฏิบัติกับเครื่องมือและอุปกรณ์จริงระดับไฮเอนด์
- Live Surgery: การสังเกตการณ์การผ่าตัดจริงเพื่อสร้างความเข้าใจในระดับปฏิบัติการ
การสร้างมาตรฐานการสอนระดับสากลดังกล่าว เป็นการ "ความเชื่อมั่น" ที่แข็งแกร่งเพื่อรองรับการขยายตัวของกลุ่มคนไข้ต่างชาติอย่างเป็นระบบ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
รพ.กรุงเทพอินเตอร์ฯ ลุย Expat โต 20% เปิด Revision Services
'WellEra Bangkok' 2.9 หมื่นล้านบาท BDMS ปั้น เวลเนสคอมเพล็กซ์แห่งใหม่
จาก ‘ผู้ให้บริการ’ สู่ Learning Hub
“ทพญ.วลัยลักษณ์ เกียรติธนากร” ผู้อำนวยการอาวุโส ศูนย์ทันตกรรมรากเทียมกรุงเทพ ให้สัมภาษณ์ “กรุงเทพธุรกิจ”ว่า โรงพยาบาลกรุงเทพและ Straumann มีความร่วมมือกันมากว่า 20 ปี ซึ่งก่อตัวขึ้นบนพื้นฐานของ Doctor-Led Standard การเปิดตัว Straumann Center of Dental Education (CoDE) แห่งแรกในไทยและเป็น ลำดับที่ 60 ของโลก นั้น ถือเป็นการปรับกลยุทธ์จาก Service Provider สู่การเป็น Learning Hub อย่างเต็มรูปแบบ และที่นี่ไม่ใช่เพียงสถานฝึกอบรม แต่จะเป็นระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่เชื่อมโยงทันตแพทย์ไทยเข้ากับ Worldwide Network
“ในเชิงธุรกิจการแพทย์ การเป็น Beta Tester สำหรับเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น AI และ Digital Dentistry ถือเป็นความได้เปรียบด้าน Time-to-Market Advantage ทำให้ประเทศไทยสามารถกำหนดมาตรฐานใหม่และเข้าถึงนวัตกรรมล่าสุดได้ทันทีที่ผลิตภัณฑ์ออกจากห้องแล็บในสวิตเซอร์แลนด์ และการันตีด้วยข้อตกลงการจัดหลักสูตรอัปเดตความรู้ระดับสากลอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง เพื่อรักษามาตรฐานการรักษาให้เป็นปัจจุบัน เพราะเมื่อเทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ทันตแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญจำเป็นต้องพัฒนาทักษะ ความรู้ความชำนาญให้เท่าทัน และใช้นวัตกรรมต่างๆ ให้เกิดประสิทธิภาพภายใต้ความปลอดภัย และคำนึงถึงผู้ป่วยเป็นสำคัญ” ทพญ.วลัยลักษณ์ กล่าว
คนไข้ต่างชาติมาใช้บริการทันตกรรม 20%
ปัจจุบันศูนย์ทันตกรรม รพ.กรุงเทพ มีสัดส่วนคนไข้ต่างชาติประมาณ 20% โดยมีกลุ่มเป้าหมายหลัก 5 อันดับแรก ได้แก่ พม่า, จีน, สหรัฐอเมริกา, กลุ่มประเทศตะวันออกกลาง (Middle East) และยุโรป ซึ่งศูนย์ทันตกรรม จะมีความได้เปรียบมากกว่าคลินิกทั่วไปที่อาจมีข้อจำกัดด้านเครื่องมือฉุกเฉิน แต่โรงพยาบาลกรุงเทพมีทีมแพทย์ฉุกเฉินที่พร้อมถึงตัวคนไข้ภายใน 8 นาที ถือเป็นปัจจัยตัดสินใจสำคัญ สำหรับกลุ่มผู้สูงอายุหรือคนไข้ที่มีโรคประจำตัว
นอกจากนั้น B2B & G2G Trust มีความร่วมมือกับรัฐบาลต่างประเทศ เช่น UAE และกาตาร์ ที่ให้การรับรองและส่งคนไข้มารักษา สะท้อนถึงความเชื่อมั่นในมาตรฐานการรักษาที่สูงกว่าค่าเฉลี่ย และศูนย์ทันตกรรม รพ.กรุงเทพ มีการลงทุนสูงในเครื่องสแกนและซอฟต์แวร์ทันสมัย (High CapEx) ช่วยลดระยะเวลาการรักษาเป็น One Day Solution ตอบโจทย์คนไข้ต่างชาติที่ต้องการคุณภาพในระยะเวลาที่จำกัด เช่น กลุ่มที่บินมารักษาเพียง 2-3 สัปดาห์
ตั้งเป้า “Dental Hub of Asia” ภายใน 5 ปี
การเปลี่ยนความเชื่อมั่นสู่ "Patient Lifetime Value" การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีงานวิจัยรองรับ ส่งผลโดยตรงต่อความมั่นใจในผลลัพธ์การรักษาระยะยาว ซึ่งข้อมูลสถิติทั่วโลกยืนยันอายุการใช้งานของนวัตกรรมรากฟันเทียมของ Straumann เฉลี่ย 10-15 ปี และในบางกรณี สามารถคงอยู่ได้ยาวนานกว่า 20 ปี ขึ้นอยู่กับการดูแลรายบุคคล ขณะเดียวกันความคุ้นชินในโปรโตคอลที่แม่นยำช่วยให้ทีมทันตแพทย์สามารถส่งมอบ “Patient Experience” ที่เหนือระดับ ลดความเสี่ยงจากการล้มเหลวของรากเทียม ซึ่งถือเป็นการปกป้องชื่อเสียงระดับสากลของโรงพยาบาล
“ศูนย์ทันตกรรม ตั้งเป้าหมายจะผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น Dental Hub of Asia ภายใน 5 ปี โดยเน้นการเป็นศูนย์กลางการรักษาแบบองค์รวม และการผสานความร่วมมือทุกๆ แผนกของเครือโรงพยาบาลกรุงเทพทั้งหมด อาทิ ความร่วมมือระหว่างศูนย์ทันตกรรมและศูนย์มะเร็ง เพื่อดูแลคนไข้มะเร็งในช่องปาก เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการสร้าง Quality of Life รากฟันเทียมระดับสูงช่วยเปลี่ยนชีวิตคนไข้จากการต้องทานอาหารเหลวหรือมีใบหน้าที่ผิดรูป ให้กลับมามีรอยยิ้มและความมั่นใจได้อีกครั้ง เป็นต้น” ทพญ.วลัยลักษณ์ กล่าว
ขณะที่มีคลินิก และศูนย์ทันตกรรมเกิดขึ้นจำนวนมาก และการใช้บริการทันตกรรมในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็น ขูดหินปูน อุดฟัน ถอดฟัน ผ่าตัดฟันคุด รักษารากฟัน ทันตกรรมประดิษฐ์และรากเทียม วีเนียร์ ทันตกรรมจัดฟัน และทันตกรรมเพื่อความสวยงาม อย่าง ฟอกสีฟัน ทำวีเนียร์ ล้วนได้รับความนิยมจากทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ เพราะการบริการที่ไทย นอกจากมีเครื่องมือ นวัตกรรมที่ทันสมัยแล้ว การบริการจากทันตแพทย์ พยาบาล หรือเจ้าหน้าที่ต่างให้บริการด้วยใจ ไม่น่ากลัว
‘Reskilling’ 2027 เตรียมพร้อมสู่มาตรฐานสากล
ทพญ.วลัยลักษณ์ อธิบายต่อว่าหัวใจหลักของการเป็น Hub คือ “คุณภาพของบุคลากร” โรงพยาบาลกรุงเทพได้ประกาศหลักสูตรการเรียนรู้ที่จะเปิดตัวอย่างเต็มรูปแบบในปี 2027 เพราะทันตแพทย์จำเป็นต้อง “Reskilling” ปรับตัวเข้าสู่ระบบดิจิทัลและ AI อย่างสมบูรณ์ โดยนำร่องจะเปิด 2 หลักสูตร ได้แก่
1.หลักสูตร Digital Pro Arch Workflow Course หลักสูตรอบรมหรือการศึกษาต่อเนื่อง เพื่อเรียนรู้กระบวนการทำรากฟันเทียมและใส่ฟันทั้งปาก ตั้งแต่การเก็บข้อมูล การวางแผนการรักษา ไปจนถึงการบูรณะขั้นสุดท้าย เพื่อเพิ่มความเข้าใจและทักษะในการประยุกต์ใช้ Digital Workflow ในการรักษาผู้ป่วยที่ต้องการฟื้นฟูช่องปากทั้งขากรรไกร
และ2. Single Anterior Course หลักสูตรการทำรากฟันเทียมฟันหน้าด้วยระบบดิจิทัล ตั้งแต่วางแผนจนถึงฝังรากเทียมและใส่ฟันชั่วคราว ไปจนถึงการบูรณะขั้นสุดท้าย เป้าหมายคือลดขั้นตอนทางคลินิกเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่สวยงาม
“ทันตแพทย์ไทยไม่แพ้ใครในโลก ทั้งในเรื่องฝีมือ ความเชี่ยวชาญ และการดูแลคนไข้ ซึ่งทำให้ผลลัพธ์ของการรักษาออกมาดีมากๆ ฉะนั้น สิ่งนี้รพ.กรุงเทพอยากทำให้ทั่วโลก หรือต่างประเทศได้รับทราบ คือ เราต้องการให้คนไข้ทั่วโลก ไม่ใช่เฉพาะคนไทย ได้เข้ามารักษาและทำรากเทียมที่รพ. พร้อมทั้งการเป็นแหล่งเรียนรู้ให้แก่ทันตแพทย์ทั่วโลก” ทพญ.วลัยลักษณ์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม ทั้ง 2 หลักสูตรที่เปิดนี้ คาดว่าจะมีกลุ่มทันตแพทย์จีนมาเรียนเป็นกลุ่มแรก และจะเปิดทันตแพทย์ทุกประเทศเข้าร่วม รวมถึงทันตแพทย์ไทย เบื้องต้นจะเปิดรับประมาณ 20 คน และหากการจัดหลักสูตรระดับสากลอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง ตามเงื่อนไขการเป็นศูนย์ CoDE กำหนด หรือมีเทคโนโลยี AI ใหม่ๆ รวมถึงหุ่นยนต์ ก็จะมีการเปิดหลักสูตรต่อไป



