วันพุธ ที่ 15 กรกฎาคม 2569

Login
Login

'สีดวงตา' บ่งบอกโรค เช็กสัญญาณเตือนสุขภาพที่ต้องระวัง

“ดวงตา” เป็นหนึ่งอวัยวะที่มีความสำคัญต่อคนเราอย่างมาก  ซึ่งไม่ใช่เป็นอวัยวะสำหรับการมองเห็นเท่านั้น แต่ยังบ่งบอกถึงโรคที่ซ่อนอยู่ และสุขภาพภายในร่างกายได้ โดยสีดวงตาที่เปลี่ยนไปบอกว่าเรากำลังเป็นโรคอะไร เช่น ตาขาวมีสีเหลือง ตาแดง หรือขอบตาคล้ำ อาจเป็นสัญญาณเตือนถึง ปัญหาสุขภาพที่ซ่อนอยู่ เช่น โรคตับ ภูมิแพ้ หรือโรคต้อกระจก การสังเกตดวงตาของตนเองเป็นประจำและใส่ใจกับความผิดปกติที่เกิดขึ้น สามารถช่วยให้รับมือกับโรคต่างๆ ได้ตั้งแต่ระยะเริ่มแรก

ฉะนั้น เมื่อสีของดวงตามีความแตกต่างไปจากเดิม หรือมีอาการผิดปกติ จะต้องรีบไปตรวจตากับทางจักษุแพทย์หรือตรวจสุขภาพดวงตาเป็นประจำทุกปี เพราไม่เพียงช่วยให้สามารถรักษาปัญหาสายตาได้ทันท่วงที แต่ยังช่วยป้องกันภาวะแทรกซ้อนและรักษาสุขภาพโดยรวมให้ดีไปพร้อมกัน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

สารอาหาร-วิตามินที่ 'คนวัยทำงาน' ขาดแบบไม่รู้ตัว ทานไม่พอ

10 อาหารสุดฮิต กินยังไงให้อิ่มนาน ดีต่อใจ น้ำตาลในเลือดไม่พุ่ง

คนเรามี สีดวงตา แตกต่างกัน

รศ. พญ.วฎาการ วุฒิศิริ สาขาวิชากล้ามเนื้อตาและโรคตาในเด็ก ภาควิชาจักษุวิทยา คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล อธิบายถึงหน้าที่ของดวงตาว่า ดวงตาเป็นอวัยวะที่สำคัญของร่างกาย ทำหน้าที่ในการเปลี่ยนแสงให้กลายเป็นคลื่นไฟฟ้า และส่งไปที่สมอง แล้วแปลผลกลายเป็นภาพให้เรามองเห็น

โดยปัจจัยที่ทำให้สีดวงตาของคนเราแตกต่างกันมาจาก “เชื้อชาติ” เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้สีดวงตาไม่เหมือนกัน ไม่เฉพาะแค่ สีดวงตา เท่านั้น ชนิดและจำนวนของเม็ดสีเมลานินในเชื้อชาติที่แตกต่างกันยังส่งผลต่อสีผมและสีผิวอีกด้วย คนเอเชียมีผมสีดำ ผิวสีเข้ม ตาสีน้ำตาล ขณะที่ชาวต่างชาติมีสีตาที่สวยงามกว่า เช่น สีเขียว สีฟ้า สีเทา เนื่องจากมีปริมาณเม็ดสีเมลานินที่น้อยกว่า

สีดวงตาบอกโรค บ่งบอกโรคได้

แม้คนเอเชียจะมีเม็ดสีเมลานินที่เข้ม แต่ในบางคนอาจพบว่าม่านตามีสีอ่อน กรณีนี้ควรพบจักษุแพทย์เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง เพราะคนไข้อาจมีโรคบางอย่างซ่อนอยู่ เช่น โรคผิวเผือกที่ส่งผลเฉพาะที่ตา โรควาร์เดนเบิร์กซินโดรม (Waardenburg syndrome) ซึ่งเป็นโรคทางพันธุกรรมที่ทำให้ตามีสีฟ้า หรือโรคที่ทำให้เกิดการอักเสบที่ม่านตา และทำให้เม็ดสีเมลานินที่ดวงตาข้างนั้นลดลงจนเห็นว่าตามีสีอ่อนลงเมื่อเทียบกับสีตาอีกข้าง นอกจากสีตรงบริเวณม่านตาที่บ่งชี้ถึงอาการของโรคแล้ว สีของดวงตาตรงบริเวณตาขาวก็สามารถบ่งชี้ถึงโรคบางอย่างได้เช่นกัน ตัวอย่างเช่น การที่คนไข้มีตาสีเหลืองที่พบร่วมกับตัวเหลืองในภาวะดีซ่าน หรือคนไข้บางคนที่ตาขาวบริเวณหัวตาและหางตาเป็นออกเหลือง ๆ เนื่องจากการโดนลมและแดดทำให้มีภาวะต้อลมก็จะดูเหมือนกับเป็นโรคดีซ่านได้เช่นกัน

1. ตาขาวเหลือง – สัญญาณของตับและท่อน้ำดี

อาการ : ตาขาวมีสีเหลืองร่วมกับผิวกายเหลือง อาจมีอาการตัวซีด อ่อนเพลีย หรือปัสสาวะสีเข้ม

สาเหตุ :

  • เกิดจาก ตับอักเสบ โรคดีซ่าน หรือปัญหาท่อน้ำดีอุดตัน ทำให้สารบิลิรูบิน (Bilirubin) ซึ่งเป็นของเสียจากการสลายเม็ดเลือดแดงสะสมในร่างกาย
  • ความสำคัญ : หากปล่อยทิ้งไว้อาจทำให้เกิด ภาวะตับวายหรือโรคตับเรื้อรัง การสังเกตดวงตาเป็นสัญญาณแรกสามารถช่วยให้รักษาได้ทันเวลา

คำแนะนำ :

  • เข้ารับการตรวจเลือดเพื่อวัดค่าตับและบิลิรูบิน
  • หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และอาหารมันจัด
  • ปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต เช่น นอนพักเพียงพอ ออกกำลังกายแบบพอดี

2. ตาขาวแดง – สัญญาณของตาอักเสบหรือระคายเคือง

อาการ : ตาแดง มีเส้นเลือดฝอยมองเห็นชัด เจ็บหรือแสบตา น้ำตาไหล

สาเหตุ :

  • การระคายเคืองจากสิ่งแวดล้อม เช่น ฝุ่น ควัน แสงแดด
  • การติดเชื้อในตา เช่น เยื่อบุตาอักเสบจากเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรีย
  • ภูมิแพ้ ทำให้เส้นเลือดขยายตัวและบวม
  • ความสำคัญ : หากตาแดงร่วมกับอาการปวดรุนแรง มองไม่ชัด มีขี้ตามาก ควรรีบพบแพทย์ เพราะอาจเป็นสัญญาณของ การติดเชื้อรุนแรง

คำแนะนำ :

  • หลีกเลี่ยงการขยี้ตา
  • ใช้น้ำตาเทียมเพื่อลดความระคายเคือง
  • รักษาความสะอาดมือและสิ่งของที่สัมผัสตา

3. จุดเหลืองที่หัวตา – ภาวะต้อลม

อาการ : มีจุดหรือแถบสีเหลืองที่หัวตา เยื่อบุตาหนาและคล้ำกว่าปกติ

สาเหตุ :

  • เกิดจาก เยื่อบุตาโดนลมหรือรังสี UV จากแสงแดดเป็นเวลานาน ทำให้เนื้อเยื่อบริเวณนี้หนาขึ้น
  • ความสำคัญ : หากปล่อยไว้อาจลุกลามจนถึง ตาดำ ทำให้เกิดการมองเห็นผิดปกติ และเสี่ยงต่อการเกิด ต้อเนื้อ (Pterygium)

คำแนะนำ :

  • สวมแว่นกันแดดและหมวกเมื่อออกแดด
  • หลีกเลี่ยงการอยู่กลางแดดจัดเป็นเวลานาน
  • พบจักษุแพทย์หากจุดเหลืองขยายตัวหรือมีอาการระคายเคือง 

4. ตาดำขุ่น – ภาวะต้อกระจก

อาการ : เลนส์ตาขุ่น มองเห็นพร่ามัวเหมือนมีหมอกบัง แสงจ้าแล้วแสบตา

สาเหตุ :

  • เกิดจาก การเสื่อมสภาพของเลนส์ตา โดยปกติจะเกิดกับผู้สูงอายุ แต่บางครั้งเกิดจาก โรคเบาหวาน การได้รับรังสี UV หรือการใช้ยาบางชนิด
  • ความสำคัญ : ต้อกระจกเป็นสาเหตุสำคัญของ การสูญเสียการมองเห็น หากไม่รักษาอาจถึงขั้นตาบอด

คำแนะนำ :

  • ตรวจสายตาเป็นประจำทุกปี
  • ป้องกันด้วยแว่นกันแดดและหมวก
  • รักษาโรคประจำตัวเช่น เบาหวานให้ดี
  • หากต้อกระจกรุนแรง แพทย์อาจแนะนำ ผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์ตา

5. ขอบตาคล้ำ – สัญญาณภูมิแพ้และการไหลเวียนเลือดไม่ดี

อาการ : รอบดวงตาคล้ำ มักมีอาการคันร่วมกับการขยี้ตาบ่อย

สาเหตุ :

  • ภูมิแพ้ ไซนัสอักเสบ
  • การไหลเวียนเลือดรอบดวงตาไม่ดี
  • การขยี้ตาบ่อยทำให้เส้นเลือดช้ำ
  • ความสำคัญ: ขอบตาคล้ำอาจไม่ใช่แค่เรื่องความสวยงาม แต่ยังสะท้อน สุขภาพภูมิแพ้และระบบเลือด

คำแนะนำ:

  • นอนพักให้เพียงพอ
  • หลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นภูมิแพ้ เช่น ฝุ่น ควัน หรือสารเคมี
  • ใช้น้ำเย็นประคบเพื่อลดอาการบวมและคล้ำ

อาการผิดปกติกับดวงตาที่ไม่ควรมองข้าม

  • เห็นภาพซ้อน ตาเข ตาเหล่ 

อาการนี้อาจเป็นอาการของโรคทางสมองได้ หากหลับตา 1 ข้างแล้วภาพซ้อนหายไปแสดงว่ามีภาวะตาเข ตาเหล่ ซึ่งอาจเกิดจากเส้นประสาทสมองที่มาเลี้ยงกล้ามเนื้อตาผิดปกติไป ได้แก่ เส้นประสาทสมองคู่ที่ 3 คู่ที่ 4 และคู่ที่ 6

  • การมองเห็นลดลงหรือตามัวอย่างเฉียบพลัน

เกิดได้จากหลายสาเหตุแต่สาเหตุที่ฉุกเฉินและส่งผลเสียรุนแรงต่อการมองเห็น คือ สาเหตุจากหลอดเลือดแดงที่ตาอุดตันฉับพลัน คนไข้ควรรีบมาพบจักษุแพทย์ภายใน 90 นาที

  • หนังตาตก

อาการนี้อาจรบกวนการมองเห็นได้ หากเป็นตั้งแต่เด็กและไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสม อาจทำให้เกิดภาวะตาขี้เกียจ ส่วนในผู้สูงวัยส่งผลให้มองเห็นลำบาก หรือหนังตาตกอาจเกิดจากความผิดปกติของระบบเส้นประสาทสมองคู่ที่ 3 ผิดปกติ นอกจากนี้การมีก้อนเนื้องอกหรือเปลือกตาบวม ก็ส่งผลให้หนังตาตกได้เช่นกัน

  • ตาคล้ำ

บางคนมีอาการตาคล้ำโดยที่ไม่ได้เกิดจากการอดนอน แต่ที่ส่งผลให้การไหลเวียนของน้ำเหลืองบริเวณใบหน้าไม่ดีเหมือนเดิม ส่งผลให้ขอบตาดูคล้ำลง

คำแนะนำในการตรวจดวงตาด้วยตนเอง

วิธีตรวจดวงตาแบบง่าย ๆ ว่ายังมองเห็นชัดเจนดีทั้งสองข้างหรือไม่ คือ การปิดตาสลับกันทีละข้างหลังตื่นนอนในตอนเช้า

ใส่คอนแทคเลนส์สี เสี่ยงตาติดเชื้อ

วัยรุ่นสมัยนี้ส่วนหนึ่งซื้อคอนแทคเลนส์สีแบบบิ๊กอายมาใส่เพื่อความสวยงาม โดยไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อแก้ค่าสายตาให้มองได้ชัดขึ้น กรณีนี้อาจก่อให้เกิดการติดเชื้อและตาบอดได้ หากจำเป็นต้องใส่คอนแทคเลนส์ แนะนำให้ใส่เพื่อแก้ค่าสายตาเพียงอย่างเดียว หรือแม้แต่คอนแทคเลนส์ที่ใส่เพื่อแก้ค่าสายตา หากดูแลรักษาความสะอาดได้ไม่ดีก็สามารถเกิดการติดเชื้อและตาบอดได้เช่นกัน

ดวงตา เป็นหนึ่งในอวัยวะที่สำคัญของร่างกาย การหมั่นสังเกตความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับดวงตา และรีบไปพบจักษุแพทย์เพื่อทำการวินิจฉัยและรับการรักษาที่ถูกต้องจะช่วยให้มีสุขภาพตาที่ดีไปจนถึงวัยสูงอายุ

อ้างอิง: Rama Channel ,โรงพยาบาลบางปะกอก สมุทรปราการ