วันพุธ ที่ 15 กรกฎาคม 2569

Login
Login

10 อาหารสุดฮิต กินยังไงให้อิ่มนาน ดีต่อใจ น้ำตาลในเลือดไม่พุ่ง

ด้วยการใช้ชีวิตที่ต้องเร่งรีบ แข่งกันเวลา ไม่ว่าจะเป็น การเรียน หรือการทำงาน ดังนั้น หลายๆ คนต่อให้สนใจ รักสุขภาพ อยากรับประทานอาหารที่ดี อยากมีเวลาออกกำลังกาย อยากทำให้ตนเองมีสุขภาพที่ดีขึ้น อาจจะไม่เอื้ออำนวย โดยเฉพาะการรับประทานอาหาร ที่บางคนอาจจะมองว่า มีเวลากิน ก็ดีแล้ว

อาหารในปัจจุบันมีตัวเลือกหลากหลาย ทั้งอาหารเพื่อสุขภาพที่เน้นคุณค่าทางโภชนาการ และฟาสต์ฟู้ดที่สะดวก รวดเร็ว ผู้บริโภคสามารถบาลานซ์การใช้ชีวิตได้ โดยการเลือกทานแบบพอดี ปรับเปลี่ยนเมนูให้สมดุล และเลือกทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพแม้ในร้านฟาสต์ฟู้ด

เมื่อเร็วๆ นี้ นพ.เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา โพสต์ภาพข้อความผ่านเพจเฟซบุ๊กชื่อ “หมอเจด” ระบุว่า ตนเองไม่เชื่อว่า คนเราจะดูแลสุขภาพได้ด้วยการเลิกกินทุกอย่างที่ตัวเองชอบ เพราะชีวิตจริง… เรายังอยากกินกะเพรา ยังอยากกินหมูปิ้ง ยังอยากกินชานม และบางวันก็อยากนั่งหมูกระทะกับเพื่อนแบบไม่ต้องรู้สึกผิด

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

‘เส้นไข่ขาว’ นิ่มนิ่ม นวัตกรรมอาหาร ดูแลผู้ป่วย งานวิจัยสู่ตลาดโลก

'4 อาหารเช้าสุดฮิต' กินก่อน 9 โมง เสี่ยงโรคหัวใจ งดข้าวเช้าเสี่ยงสมองเสื่อม

10 เมนูยอดฮิต กินอย่างไรให้น้ำตาลไม่พุ่ง

เรื่องสำคัญจึงไม่ใช่ “ห้ามกิน” แต่คือ ลดจุดที่ทำให้น้ำตาลพุ่ง แล้วเพิ่มสิ่งที่ทำให้อิ่มนานขึ้น เมนูเดิมยังอยู่ครับ แค่ปรับให้ร่างกายรับมือได้ง่ายกว่าเดิม

1.ไก่ทอด → ไก่อบหรือไก่ย่างสมุนไพร

ไก่ยังต้องหอม ยังต้องมีรสครับ ไม่ใช่เปลี่ยนเป็นอกไก่ต้มจืดจนกินแล้วเศร้า ฝืนกลืนลงคอเพราะคำว่าสุขภาพ ลองเปลี่ยนมาหมักกระเทียม พริกไทย รากผักชี แล้วอบหรือย่างแทนการชุบแป้งทอด กินกับน้ำจิ้มแจ่วหวานน้อย ได้โปรตีนเหมือนเดิม แต่อมน้ำมันและแป้งน้อยลงเยอะ

2.เบอร์เกอร์ → Burger Bowl

เนื้อยังอยู่ ,ชีสยังมีได้ ,ซอสก็ไม่ต้องหาย

แค่ลดขนมปัง ของทอด และซอสที่ใส่หนักเกินไป แล้วเพิ่มผัก ไข่ เห็ด หรืออะโวคาโดแทน จะกินเป็นชามหรือใช้ผักห่อก็ได้ครับ หัวใจหลักคือ เนื้อต้องยังเต็มคำ ไม่ใช่เหลือแต่ผักแล้วบอกว่านี่คือเบอร์เกอร์

3.หมูปิ้ง → หอมเหมือนเดิม แต่หวานน้อยลง

หมูปิ้งอร่อยเพราะกลิ่นย่าง กระเทียม พริกไทย และรสของเนื้อครับ ไม่จำเป็นต้องหวานจนเคลือบลิ้น ลดน้ำตาลในน้ำหมัก เลือกหมูที่ไม่ติดมันมาก กินคู่แตงกวา แล้วลดข้าวเหนียวลงบางส่วน แค่นี้มื้อเดิมก็น้ำตาลขึ้นช้ากว่าเดิมได้

4.ชานมไข่มุก → หวานน้อย โปรตีนเพิ่ม

ชานมเลิกยาก เพราะมันมีทั้งกลิ่นชา ความมัน และไข่มุกหนึบ ๆ ครับ วิธีปรับคือ ลดระดับความหวาน ใช้นมหรือนมถั่วเหลืองไม่หวาน เพิ่มโปรตีน และเปลี่ยนไข่มุกบางส่วนเป็นบุก แต่จำไว้นะครับ เพิ่มโปรตีนแล้ว น้ำตาลต้องลดด้วย ไม่ใช่เติมทุกอย่างเท่าเดิม แล้วเรียกว่าแก้วสุขภาพ

5.ส้มตำ → เพิ่มโปรตีนให้เป็นมื้อจริง

ส้มตำพื้นฐานไม่ได้แย่ครับ ปัญหามักอยู่ที่น้ำปรุงหวาน ข้าวเหนียวเยอะ และของทอดที่ตามมาเต็มโต๊ะ ลองเพิ่มไข่ต้ม ไก่ย่าง ปลาเผา กุ้ง หรือเต้าหู้เข้าไปแทน แล้วลดข้าวเหนียวลงนิดหนึ่ง จากของกินเล่นก็กลายเป็นมื้อที่อิ่มจริงได้เลย

6.ข้าวกะเพรา → ข้าวลด เนื้อเพิ่ม

กะเพรายังกินได้ครับ ไม่ต้องลบออกจากชีวิต แค่ลดข้าวลงประมาณครึ่งหนึ่ง เพิ่มเนื้อ เพิ่มเห็ดหรือผัก และเปลี่ยนไข่ดาวอมน้ำมันเป็นไข่ดาวน้ำมันน้อยหรือไข่ต้ม จานยังดูเต็ม เพราะเราเพิ่มของที่ทำให้อิ่ม ไม่ใช่แค่ตักข้าวออกแล้วปล่อยให้จานดูน่าสงสารครับ

7. โจ๊ก → เพิ่มไข่ เพิ่มเนื้อ

โจ๊กเป็นเมนูย่อยง่าย แต่หิวใหม่เร็วครับ เพราะข้าวถูกต้มจนละเอียด และหลายชามมีโปรตีนน้อยมาก ลองเพิ่มไข่ 1–2 ฟอง หมูสับ ไก่ฉีก ปลา หรือเต้าหู้อ่อน เติมเห็ดกับขิงให้มากขึ้น โจ๊กยังเนียนเหมือนเดิม แต่อิ่มได้นานกว่าเดิม

8.ข้าวมันไก่ → ไก่เพิ่ม ข้าวพอดี

ข้าวมันไก่ไม่ได้พังเพราะไก่ จุดหนักอยู่ที่ข้าวมันเยอะ หนังเยอะ และน้ำจิ้มหวานเค็ม ลองสั่งข้าวน้อยลงหน่อย เพิ่มไก่ เพิ่มแตงกวาหรือผักลวก หนังไก่กินได้แต่ไม่ต้องทุกชิ้น น้ำจิ้มใช้พอมีรส ไม่ต้องเทจนข้าวแฉะ

9.หมูกระทะ → เนื้อสดเยอะ ของแปรรูปลดลง

หมูกระทะจริง ๆ ปรับง่ายมาก เพราะเราเป็นคนคีบเองทั้งหมด ให้เนื้อสด ไข่ เต้าหู้ เห็ด และผักเป็นหลัก ลดไส้กรอก ลูกชิ้น เบคอน บะหมี่ และน้ำจิ้มหวานลง มื้อนี้ยังสนุกเหมือนเดิมครับ แต่ถ้าคีบเนื้อกับผักก่อน แล้วค่อยแตะเส้นทีหลัง จะอิ่มเร็วและกินคาร์บน้อยลงเอง

10.พิซซ่า → แป้งบาง หน้าจัด

พิซซ่าไม่จำเป็นต้องกลายเป็นแผ่นผักแห้ง ๆ  เลือกแป้งบาง เพิ่มหน้าไก่ ทูน่า กุ้ง เห็ด และพริกหวาน ลดไส้กรอกกับเปปเปอโรนบางส่วน ชีสยังมีได้ แค่ไม่ต้องหนาจนทุกคำมีแต่น้ำมัน แบบนี้ยังเป็นพิซซ่าที่อยากกิน ไม่ใช่เมนูทดลองที่กินครั้งเดียวแล้วเลิก

จำง่าย ๆ เวลาปรับเมนูเดิม

• ลดข้าว แป้ง น้ำหวาน และซอสหวานที่มากเกินไป

• เพิ่มโปรตีนให้เห็นชัดในจาน

• เพิ่มผักหรือไฟเบอร์แบบที่ยังเข้ากับเมนู

• ของทอดเปลี่ยนเป็นย่าง อบ หรือน้ำมันน้อยลง

• ไม่ต้องตัดคาร์บหมด แค่ลดให้พอดี

• ให้มื้อนั้นยังอร่อยและยังดูเป็นอาหารที่เราอยากกิน

อาหารที่ดีไม่ควรทำให้เรารู้สึกว่ากำลังลงโทษตัวเอง กะเพรายังกินได้ ชานมก็ยังดื่มได้ หมูกระทะก็ยังนั่งกินกับเพื่อนได้ แค่รู้ว่าตรงไหนควรลด และตรงไหนควรเพิ่ม เพราะเวอร์ชันที่ทำต่อเนื่องได้ ย่อมดีกว่าเมนูคลีนที่ฝืนกินได้อยู่สามวันแล้วกลับไปหนักกว่าเดิม ใครมีคำถาม หรืออยากให้ผมเขียนความรู้เรื่องอะไรคอมเมนต์กันมาได้เลยนะครับ

ทำความเข้าใจ "ภาวะน้ำตาลพุ่ง"

"ภาวะน้ำตาลพุ่ง (Sugar Spike)” หรือ ชื่อเต็มๆว่า Blood Sugar Spike คือ ภาวะที่ระดับน้ำตาลในเลือดพุ่งสูงขึ้น อย่างรวดเร็วหลังจากที่เรากินอาหารที่มีน้ำตาลหรือคาร์โบไฮเดรตสูง เช่น โดนัท, ขนมปังขาว, ข้าวเหนียวมะม่วง, ชานมไข่มุก หรือแม้แต่ผลไม้หวานจัด

หลังจากกินอาหารแป้ง/น้ำตาล →ร่างกายย่อยและดูดซึมเร็ว → น้ำตาลในเลือดพุ่งสูง (Sugar Spike) → ตับอ่อนต้องรีบหลั่งอินซูลินมา “จับน้ำตาล” เข้าเซลล์ →แต่บางครั้งหลั่งมากไป →น้ำตาลตกวูบ (Sugar Crash)

ผลเสียที่เกิดขึ้น

ระยะสั้น:

  • ง่วงมากหลังมื้ออาหาร
  • หิวบ่อย หิวเร็ว วิงเวียนเหมือนจะเป็นลม
  • หงุดหงิดง่าย สมองเบลอ ไม่มีสมาธิ
  • อยากของหวานเพิ่มขึ้นอีก วนลูป

ระยะยาว:

  • เสี่ยง “เบาหวาน” และ “ไขมันในเลือดสูง”
  • น้ำหนักพุ่ง ไขมันหน้าท้องเพิ่ม
  • ร่างกายดื้อต่ออินซูลิน
  • หลอดเลือดเสื่อมเร็ว เสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด
  • ทำให้ผิวแก่เร็ว (เพราะน้ำตาลทำลายคอลลาเจน!)

ต้องทำอย่างไรถึงจะลด Sugar Spike ได้?

1. เริ่มมื้ออาหารด้วยผักหรือโปรตีน ก่อนแป้ง(ช่วยชะลอการดูดซึมน้ำตาล)

2. เลือกคาร์บเชิงซ้อน (whole grains) เช่น ข้าวกล้อง โฮลวีต มันเทศ

3. ลุกเดินเบา ๆ 10–15 นาทีหลังมื้ออาหาร

4. เว้นระยะระหว่างมื้อ (ไม่กินจุบจิบ)

5. เข้าใจการ “นับคาร์บ”และหลีกเลี่ยงน้ำตาลแฝง

อ้างอิง: เพจ ‘หมอเจด’ , เพจ 'Nubcard นับคาร์บ'