วันเสาร์ ที่ 30 พฤษภาคม 2569

Login
Login

‘CRA THINK SHARE 2026’ ปั้น'นวัตกรเยาวชน'ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมสุขภาพ

‘CRA THINK SHARE 2026’ ปั้น'นวัตกรเยาวชน'ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมสุขภาพ

ความก้าวหน้าของประเทศไทยในการเปลี่ยนผ่านสู่ประเทศที่มีรายได้สูงขึ้น จำเป็นต้องพึ่งพาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นรากฐานสำคัญ 100% โดยต้องอาศัยการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์จากการเน้นเพียงการวิจัยเพื่อการตีพิมพ์ ไปสู่การนำผลงานวิจัยไปใช้จริงในเชิงพาณิชย์และสังคม

โดยหัวใจสำคัญ คือ การสร้าง "ระบบนิเวศนวัตกรรม" ที่เอื้อให้เยาวชนและนักวิจัยสามารถเป็นผู้ประกอบการได้โดยไม่ต้องรอให้เรียนจบ ผ่านกลไกสนับสนุนจากทั้งภาครัฐและเอกชน เช่น เครือข่ายอุทยานวิทยาศาสตร์ และการลงทุนจากเงินร่วมทุน ซึ่งไทยมีจุดแข็งที่โดดเด่นระดับโลกในด้านระบบนิเวศนวัตกรรมสุขภาพ (Wellness) และอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ แต่ความท้าทายที่สำคัญ คือ ยังขาด "ไอเดีย" ในการนำโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่มาต่อยอด

วันนี้ (29 พ.ค.2569) ที่อาคาร อาคารวิทยาลัยแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เดินหน้าสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน จัดงาน “CRA THINK SHARE : INNOVATIONS & INVENTIONS FORUM 2026” ภายใต้แนวคิด “จุดประกายความคิดนวัตกร จากไอเดียสู่นวัตกรรมที่ยั่งยืน” โครงการประกวดนวัตกรรมและสิ่งประดิษฐ์สำหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายและการจัดแสดงนิทรรศการผลงานนวัตกรรมราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

Scientific Based Wellness เปลี่ยน ‘งานวิจัย’ ให้เป็น ‘นวัตกรรม Longevity’

‘รพ.วิมุต’โต 19% ครบรอบ 5 ปี ปรับบทบาทใหม่สู่รพ.เฉพาะทางแบบบูรณาการ

เปิดพื้นที่แห่งการเรียนรู้และสร้างแรงบันดาลใจ

การจัดงานในครั้งนี้เป็นการบูรณาการความร่วมมือครั้งสำคัญระหว่างราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ และ 4 หน่วยงานเครือข่ายด้านวิจัยและนวัตกรรมระดับประเทศ ได้แก่ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.), สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.), สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA และสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) เพื่อเปิดพื้นที่แห่งการเรียนรู้และสร้างแรงบันดาลใจด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ให้แก่เครือข่ายนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายและเยาวชนรุ่นใหม่ทั่วประเทศ

โดยในปีนี้มีผลงานนวัตกรรมและสิ่งประดิษฐ์ส่งเข้าประกวดทุบสถิติสูงถึง 1,166 ผลงาน ภายในพิธีเปิดงานได้รับเกียรติจาก ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานในพิธีพร้อมกล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “การวางรากฐานสู่ประเทศรายได้สูงด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี”  ซึ่งมี ศ.เกียรติคุณ นพ.รัชตะ รัชตะนาวิน รักษาการรองเลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและผู้แทนจากหน่วยงานพันธมิตรร่วมให้การต้อนรับ

ดึง Soft Power,อัตลักษณ์มาเป็นจุดขาย

ศ.ดร.ยศชนัน  กล่าวว่าปัจจุบันโลกแข่งขันกันด้วยเทคโนโลยีแบบ 100% หากปประเทศจะก้าวขึ้นเป็นกลุ่มรายได้สูงต้องมีเทคโนโลยีหรือทรัพยากรที่ทั่วโลกต้องการ ประเทศไทยมีศักยภาพที่แตกต่างและโดดเด่นในบางสาขา ซึ่งสามารถนำมาใช้เป็นจุดขายระดับนานาชาติได้ อาทิ ความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity)เป็นทรัพยากรพื้นฐานที่สำคัญ ซึ่งประเทศอื่นไม่สามารถลอกเลียนแบบได้ มีSoft Power และเอกลักษณ์ของประเทศ

อย่าง ตอนนักวิจัยไปนำเสนอผลงาน  การเชื่อมต่อสมองกับคอมพิวเตอร์ พบว่าต่างชาติไม่มีใครสนใจ แต่เมื่อเปลี่ยนมาเป็นหัวข้อ "สมาธิ" (Meditation) เป็นหัวข้อจากความได้เปรียบเชิงชื่อเสียงของประเทศกลับได้รับความสนใจอย่างมากจากนานาชาติ ดังนั้น การนำข้อได้เปรียบเชิงภาพลักษณ์สามารถนำมาสร้างผลงานวิจัยและนวัตกรรมได้

“เราสามารถนำความได้เปรียบเชิงอัตลักษณ์ของความเป็นไทยเป็นใบเบิกทางให้นักวิจัย และสร้างนวัตกรรมที่เป็นจุดขายของประเทศได้ นักวิจัยและนวัตกรอย่าหลงทางกับคำว่า Tech จนลืม Soft Power ที่เรามี เพราะจุดแข็งด้านภาพลักษณ์สามารถสร้างความเชื่อถือ (Trust) ได้ทันที และนั่นคือโอกาสทองที่เราจะสอดแทรกนวัตกรรมเชิงลึกเข้าไปในตลาด”

นวัตกรรมไทยไม่ได้หยุดอยู่แค่บนถนน

รมว.อว. กล่าวอีกว่า ไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุค Space Economy ซึ่งประเทศมีรากฐานที่แข็งแกร่งมากจากมาตรฐานการผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ ซึ่งทักษะความแม่นยำสูงเหล่านี้คือ "กระดูกสันหลัง" สำคัญที่สามารถยกระดับไปสู่มาตรฐานอวกาศได้โดยตรง หากเราทำชิ้นส่วนรถยนต์ที่มีคุณภาพได้ การทำชิ้นส่วนดาวเทียม โดยมุ่งเน้นการใช้ข้อมูลรูปภาพและการคาดการณ์จากดาวเทียมเพื่อแก้ปัญหาสำคัญของประเทศ เช่น ภัยพิบัติ การเกษตร น้ำท่วม และการจัดการดิน ในขณะนี้มีการผนึกกำลังระหว่างกระทรวง อว., GISTDA, สถาบันวิจัยดาราศาสตร์ และมหาวิทยาลัยต่างๆ เพื่อสร้างกลไกการพัฒนาประเทศในระดับใหญ่

ปัจจุบันระบบนิเวศนวัตกรรมของไทยขยับขึ้นมาอยู่อันดับที่ 49 ของโลก โดยมีจุดแข็งเฉพาะด้านที่น่าสนใจ คือ ไทยมีระบบระบบนิเวศนวัตกรรมด้าน Wellness อันดับ 1, มีระบบนิเวศด้านอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ อันดับ 1 (ในแง่โรงงานและโครงสร้างพื้นฐาน) ,มี AgTech (เทคโนโลยีการเกษตร) อันดับ 2 และมีStartup Community อันดับ 2 ในเอเชีย

เปลี่ยนผ่านงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์จริง

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวต่อว่าปัญหาใหญ่ของประเทศไทยไม่ใช่การขาดองค์ความรู้ แต่คือการขาดกลไกในการส่งมอบความรู้นั้นไปสู่ผู้ใช้จริง  และงานวิจัยที่ดีไม่ควรหยุดอยู่เพียงการมีผู้เข้าอ้างอิง แต่ต้องมี "ผู้ประกอบการ" รับช่วงต่อเพื่อนำไปผลิตจริง เช่น ในอุตสาหกรรมการผลิตยาหรือวัคซีน หากทำจบเฉพาะในห้องทดลอง หรืองานวิจัย คนในครอบครัวหรือคนในสังคมก็ไม่สามารถใช้ยาหรือวัคซีนนั้นได้ เป็นต้น

“นวัตกรรมที่มีประสิทธิภาพ เช่น วัคซีน ไม่ได้เกิดจากสาขาวิชาเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากแพทย์ นักวิทยาศาสตร์ วิศวกร และนักวิจัยนาโน ดังนั้น การต่อยอดงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์ได้จริงจะต้องบูรณาการข้ามศาสตร์  และการสร้างนวัตกรรมที่แท้จริงต้องเริ่มจากการมองปัญหาที่เกิดขึ้นจริง อาทิ  ปัญหาในโรงพยาบาล แล้วจึงย้อนกลับมาหางานวิจัยที่จำเป็นเพื่อแก้ปัญหานั้น”

ปรับโครงสร้างพื้นฐานหนุนเยาวชนสร้างธุรกิจ

รมว.อว.ได้เสนอแนะแนวทางสำหรับนักวิจัยและเยาวชนว่า การเป็นนวัตกร หรือ ผู้ประกอบการ จะต้องมีระบบนิเวศที่เอื้อให้คนที่มีความคิดต่างสามารถเป็นเจ้าของบริษัทได้เอง ไม่จำเป็นต้องเป็นลูกจ้างเสมอไป และไม่จำเป็นต้องรอให้เรียนจบก่อนถึงจะเริ่มทำธุรกิจ ซึ่งต้องมีการบริหารจัดการกลไกการเงิน เพราะความแตกต่างระหว่างการกู้เงินธนาคาร (เน้นความเสี่ยงต่ำ) กับการรับเงินจากเงินร่วมลงทุน (Venture Capital หรือ VC) ที่พร้อมลงทุนในไอเดียใหม่ที่มีความเสี่ยงแต่สามารถขยายตัวได้

"วันนี้ถ้าเราจะเรียนโท จะเรียนเอก สิ่งที่เราต้องได้ก็คือเรื่องวิจัยและความรู้เชิงลึก... แต่งานวิจัยจะใช้จริงก็ต้องมีผู้ประกอบการนำงานวิจัยนี้ไปใช้”

หัวใจของนวัตกร คือ การปรับตัวให้ทันโลก ซึ่งประสบการณ์ตรงจากการไปนำเสนองานวิจัยเรื่องการบีบอัดรูปภาพ  ที่อิตาลีของ “ศ.ดร.ยศชนัน” แล้วถูกนักวิจัยระดับโลกวิจารณ์ว่า "เสียเวลาเปล่า เพราะอนาคตฮาร์ดดิสก์จะมีความจุไม่จำกัด" เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ต้องทิ้งความพยายามเดิม แล้วหันมาศึกษาด้าน Biomedical Engineering แทน

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวด้วยว่าการได้รับ Feedback เชิงลบไม่ใช่ความล้มเหลว แต่คือโอกาสที่เราจะได้ปรับทิศทางก่อนจะสายเกินไป สำหรับคนรุ่นใหม่ที่อยากเป็นผู้ประกอบการ (Entrepreneur) จงจำไว้ว่า "การเป็นเจ้าของธุรกิจ ไม่ต้องรอให้เรียนจบ" ระบบนิเวศปัจจุบันผ่าน NIA และ Science Park ทั่วประเทศ เอื้อให้คุณเริ่มลงมือทำได้ตั้งแต่วันนี้ และสามารถเข้าไปใช้อุปกรณ์ทางวิทยาศาสตร์ได้ จากการเชื่อมโยงระหว่าง TK Park (แหล่งความรู้ภาคทฤษฎี) และ Science Park (แหล่งปฏิบัติและเครื่องมือทดลอง) เพื่อช่วยให้ผู้ที่ไม่มีอุปกรณ์ที่บ้านสามารถเข้าถึงทรัพยากรที่จำเป็นได้

อย่างไรก็ตาม อว.มีการกำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศในอีก 4 ปีข้างหน้า โดยมุ่งเน้นไปที่การสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่งผ่านการเชื่อมโยง 4 มิติ คือ ระบบนิเวศนวัตกรรม, นวัตกรรมเพื่อเศรษฐกิจ, นวัตกรรมเพื่อสังคม (Social Enterprise) และการปฏิรูปการศึกษา การทำงานร่วมกันข้ามศาสตร์ระหว่าง หมอ วิศวกร และนักวิทยาศาสตร์ คือกุญแจที่จะสร้าง Deep Tech ให้เกิดขึ้นจริง

ส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืนของคนไทย

ศ.เกียรติคุณ นพ.รัชตะ กล่าวว่า ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์มีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาสู่การเป็นสถาบันการศึกษาวิจัยและวิชาการขั้นสูงในระดับสากล ผ่านการบูรณาการองค์ความรู้เทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ เพื่อสร้างความเป็นเลิศด้านการวิจัยและนวัตกรรมเชิงสุขภาพ ซึ่งไม่ได้หมายถึงเพียงการสร้างองค์ความรู้ใหม่เท่านั้น แต่คือการสร้างนวัตกรรมที่สามารถนำไปใช้ได้จริง เพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืนของคนไทยในทุกระดับตามพระปณิธาน

โดยเป้าหมายสูงสุดคือการมุ่งบูรณาการทำงานในกลุ่มวิจัยสหสาขา รวมถึงการสร้างเครือข่ายความร่วมมือ เพื่อสร้างผลงานวิจัยและนวัตกรรม ที่จะส่งมอบผลลัพธ์ในการช่วย ‘ส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืนของคนไทย’ ลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงการรักษา ป้องกันโรคเชิงรุกเพื่อเตรียมความพร้อมสู่สังคมสูงวัยอย่างมีคุณภาพ และสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งให้ระบบสาธารณสุขไทยสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืนในอนาคต

สำหรับกิจกรรมไฮไลท์สำคัญภายในงาน “CRA THINK SHARE 2026” คือ เวทีประกวดนวัตกรรมระดับมัธยมปลายระดับประเทศ ซึ่งในปีนี้สร้างปรากฏการณ์กระแสตอบรับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ มีเยาวชนส่งผลงานเข้าประกวดกว่า 1,166 ผลงานจากทั่วประเทศ โดยมีทีมที่ผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศจำนวน 18 ผลงาน ร่วมนำเสนอต่อคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อชิงถ้วยเกียรติยศ เหรียญรางวัล และทุนการศึกษา นอกเหนือจากการประกวดแล้ว ยังมีการจัดแสดงนิทรรศการผลงานวิจัยและนวัตกรรมเด่นของราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ที่เคยคว้ารางวัลบนเวทีระดับนานาชาติ อาทิ:

  • KidneyX: ระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ประสิทธิภาพสูงเพื่อการตรวจจับนิ่วในไตบนภาพรังสี KUB จากคณะแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน
  • Kinec: นวัตกรรมฟื้นฟูการเคลื่อนไหวแบบสองข้างสำหรับผู้ป่วยติดเตียง จากคณะเทคโนโลยีวิทยาศาสตร์สุขภาพ)
  • เดอร์เมสทิคัส (Domesticus): ผลิตภัณฑ์เวชสำอางนาโนจากสารสกัดจิ้งหรีดไทย จากโรงงานผลิตเภสัชภัณฑ์ในพระดำริ)
  • CRA Ambulance Boat: เรือการแพทย์ฉุกเฉินต้นแบบเพื่อนำส่งผู้ป่วยในพื้นที่ทุรกันดาร พร้อมระบบแพทย์ทางไกล Telemedicine จากคณะพยาบาลศาสตร์อัครราชกุมารี)

นอกจากนี้ ยังมีการจัดกิจกรรม Talk Session & Workshop ยกระดับทักษะนวัตกร เปิดพื้นที่แห่งการถ่ายทอดประสบการณ์จริงจากนักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญระดับประเทศจากราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ และ 4 หน่วยงานเครือข่ายด้านวิจัยและนวัตกรรมระดับประเทศ ผ่านหัวข้อสัมมนาเชิงลึกแก่เยาวชน อาทิ:

  • "AICEDA: ปั้นฝันปัญญาประดิษฐ์ทางการแพทย์ไทย สู่เวทีนวัตกรรมโลก" เจาะลึกการประยุกต์ใช้ AI ในวงการสาธารณสุขยุคดิจิทัล โดย ดร.ทศพร เฟื่องรอด ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายบริหารสารสนเทศและเทคโนโลยีดิจิทัล คณะแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์
  • "Pitching Idea 101: ไอเดียปัง ทุนวิจัยพุ่ง! (วัยรุ่นทำได้)" เทคนิคการนำเสนอแผนงานเพื่อคว้าทุนพัฒนา โดย ศาสตราจารย์ ดร.สนอง เอกสิทธิ์ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้ทรงคุณวุฒิ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ
  • ปลดล็อกความคิดสร้างสรรค์ ปั้นนวัตกรรมเปลี่ยนโลก โดย ดร.พัชร์ลิตา ฉัตรวริศพงศ์ จากสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.),
  • Workshop "We are Innovator": กิจกรรมจุดประกายนวัตกรด้วยกระบวนการ STEAM4INNOVATOR  โดยคุณปัทมาวดี พัวพรหมยอด จากสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) ช่วยฝึกกระบวนการคิดเชิงนวัตกรรมและการออกแบบไอเดียสู่การปฏิบัติจริง
  • AI & Me: คู่หูสร้างสรรค์ผลงานยุคดิจิทัล โดยคุณโอบนิธิ นพภา โดยสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa)

การจัดงานในครั้งนี้ นับเป็นภาพสะท้อนความสำเร็จอันเป็นรูปธรรมในโอกาสครบรอบ 1 ทศวรรษแห่งการสถาปนาราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ในฐานะองค์กรผู้นำด้านการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ตามพระปณิธานของ ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี องค์ประธานผู้ทรงก่อตั้งราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์และยังเป็นหมุดหมายสำคัญในการสร้างแรงบันดาลใจเพื่อบ่มเพาะเยาวชนไทยให้เติบโตเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนต่อไป ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ (URL: https://www.cra.ac.th )