“อุตสาหกรรมเศรษฐกิจสุขภาวะ หรือ Wellness” เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพและขยายตัวสูงที่สุดในโลก โดยมีมูลค่ารวมกว่า 6.32 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ และ มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 7.32 ต่อปี
ประเทศไทยถูกจัดอยู่ในอันดับที่ 9 ของตลาด Wellness ในเอเชียแปซิฟิก และอันดับ ที่ 24 ของโลกด้วยมูลค่ารวมกว่า 40.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ โดยมีจุดแข็งชัดเจนในด้าน Wellness Tourism, Healthy Eating & Nutrition และ Personal Care & Beauty จากความได้เปรียบทางด้านทรัพยากร ภูมิปัญญาท้องถิ่น และภาพลักษณ์ด้านการ ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ
วันนี้ (19 พ.ค.2569) ที่โรงแรมโนโวเทล กรุงเทพ สยามสแควร์ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ NIA กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์วิจัย และนวัตกรรมสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) (อว.) และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดงานสัมมนาและสร้างเครือข่ายระดับชาติ ภายใต้หัวข้อ “Beyond Relaxation: นวัตกรรม วิทยาศาสตร์ และอนาคตของการสร้างมูลค่าเพิ่มในอุตสาหกรรม Wellness” โดยมี ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรี อว. พร้อมด้วยดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการ NIA ,ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดี จุฬาฯ ,ศ.กิตติคุณ นพ.สุทธิพร จิตต์มิตรภาพ ประธานคณะกรรมการพิจารณางบประมาณด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมประจำปีงบประมาณ 2569 ,นายกรด โรจนเสถียร ที่ปรึกษาประธานบริหาร บริษัท ชีวาศรม อินเตอร์เนชั่นแนล เฮลท์ รีสอร์ท จำกัด ,นพ.ตนุพล วิรุฬหการุญ ประธานคณะผู้บริหาร บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก และ บีดีเอ็มเอส เวลเนส รีสอร์ท บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) และศ.เภสัชกรหญิง ดร.พรอนงค์ อร่ามวิทย์ อาจารย์ประจำคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมด้วย
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
ต้านวัย-ต้านแก่- ฟื้นฟู บำบัดด้วย 'ออกซิเจนแรงดันสูง' (HBOT)
ไข้หน้าฝนไม่ใช่เรื่องเล่น! 4 โรคฮิตมากับฝน ป่วยแบบนี้เป็นอะไรกันแน่
ดันสู่“Scientific Based Wellness”
ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุดคือการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์จากการมอง Wellness เป็นเพียงการพักผ่อนและผ่อนคลาย ไปสู่การเป็นอุตสาหกรรม "อายุยืนยาวอย่างมีคุณภาพ" (Longevity) และ “Scientific Based Wellness” หรือบริการสุขภาวะที่มีงานวิจัย ข้อมูลทางการแพทย์ และหลักฐานเชิงวิทยาศาสตร์รองรับอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจไทย และผลักดันให้ Wellness กลายเป็น “Growth Engine” หรือเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ของประเทศในอนาคต
ทั้งนี้ ประเทศไทยมีต้นทุนสำคัญที่หลายประเทศไม่มี ทั้งด้านการบริการ (Hospitality) วัฒนธรรมไทย สมุนไพรไทย อาหารไทย รวมถึงองค์ความรู้ด้านสุขภาพและการแพทย์แผนไทย ซึ่งหากสามารถนำเทคโนโลยี งานวิจัย และนวัตกรรมสมัยใหม่เข้ามาต่อยอด จะช่วยเพิ่มมูลค่าให้บริการ Wellness ได้อย่างมหาศาล
“จุดเปลี่ยนจากการแข่งขันในตลาดมวลชนที่มีกำไรต่ำ ไปสู่ตลาดมูลค่าสูงที่เน้นความยั่งยืนของชีวิต การปรับเป้าหมายโดยยึดผู้บริโภคเป็นศูนย์กลางในมิติของ Longevity จะสร้างปรากฏการณ์โดมิโนต่ออุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นภาคการเกษตรที่จะต้องผลิตวัตถุดิบคุณภาพสูง ภาคการแพทย์ที่เน้นการป้องกันมากกว่าการรักษา และภาคบริการที่ต้องใช้ความรู้เฉพาะทาง การวิจัยและพัฒนา (R&D) ในอนาคตจะไม่ได้มุ่งเน้นแค่ความสบายชั่วคราว แต่จะมุ่งไปที่การพิสูจน์ผลลัพธ์ทางชีวภาพที่ทำให้อายุยืนยาวขึ้น”
นำ "Deep Tech"สร้างเชื่อมั่น Wellness
องค์ประกอบเชิงกลยุทธ์ของ Longevity จะต้องประกอบด้วย 1.การรักษา (Treatment) ซึ่งเป็นการบูรณาการนวัตกรรมการแพทย์แม่นยำเข้ากับบริการสุขภาพ 2.โภชนาการ (Food & Eating)การพัฒนา Functional Food ที่ตอบโจทย์เฉพาะบุคคลบนฐานวิทยาศาสตร์ 3.กายภาพบำบัด (Physical Therapy)การใช้เทคโนโลยีฟื้นฟูสมรรถภาพเพื่อการใช้ชีวิตที่ไร้ขีดจำกัด และ 4.นวัตกรรมและเทคโนโลยี (Innovation) การใช้ Data และ Deep Tech เพื่อติดตามและพยากรณ์สุขภาพเชิงรุก
“โจทย์ใหญ่ของ Wellness ไทยคือการสร้าง "ความเชื่อมั่น" (Trust) ในระดับสากล การนำ "Deep Tech" และ "Clinical Science" มาใช้ในการพิสูจน์คุณค่าของสมุนไพรและบริการไทยคือหนทางเดียวที่จะสร้างความแตกต่าง”
ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวอีกว่า กลยุทธ์สำคัญคือการผลักดันงานวิจัยไทยให้ได้รับตีพิมพ์ในวารสารวิชาการชั้นนำระดับโลก เพื่อเปลี่ยนสถานะจากสินค้าพื้นบ้าน ให้กลายเป็น ผลิตภัณฑ์เกรดเวชภัณฑ์(Pharmaceutical Grade) ซึ่งจะช่วยสร้างอำนาจต่อรองและมูลค่ามหาศาลในเวทีสากล รวมถึงการสร้างระบบนิเวศนวัตกรรม พัฒนางานวิจัยบนหิ้งสู่นวัตกรรมทางการแพทย์ สุขภาพระดับสากล
Wellness การลงทุนคุณภาพชีวิตผู้คน
ปัจจุบัน กระทรวง อว. ได้เปลี่ยนบทบาทจากผู้กำกับดูแล มาเป็นสถาปนิกและผู้อยู่เบื้องหลัง เพื่อลดความเสี่ยงให้กับภาคเอกชนในการลงทุนด้าน R&D ผ่านความร่วมมือระหว่างผู้ประกอบการ สตาร์ตอัป นักวิจัย มหาวิทยาลัย และภาคธุรกิจขนาดใหญ่ เพื่อเปิดพื้นที่ให้นวัตกรรมใหม่ๆ เข้ามาเชื่อมต่อกับแพลตฟอร์มธุรกิจ Wellness ขนาดใหญ่ได้ โดยภาครัฐพร้อมสนับสนุนทั้งด้านทุนวิจัย ห้องปฏิบัติการ การทดสอบทางคลินิก มาตรฐาน GMP และการพัฒนาทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อผลักดันนวัตกรรมไทยสู่เชิงพาณิชย์
รองนายกฯ และ รมว.อว. กล่าวต่อด้วยว่า จุดสำคัญของการยกระดับ Wellness ในประเทศไทย คือการสร้าง “Evidence Base” หรือหลักฐานเชิงประจักษ์รองรับ ทั้งงานวิจัยทางคลินิก การวิเคราะห์ข้อมูลสุขภาพ การพัฒนาเทคโนโลยี Health Tech รวมถึงการนำ AI และ Machine Learning มาช่วยวิเคราะห์ข้อมูลด้านสุขภาพ เพื่อออกแบบบริการ Wellness ที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล หรือ Precision Wellness
“วันนี้ Wellness คือเรื่องของ Longevity หรือการมีสุขภาพดีและอายุยืนยาว เป็นการลงทุนด้านคุณภาพชีวิตของผู้คน หากประเทศไทยสามารถพิสูจน์ได้ด้วยงานวิจัยและ Clinical Data ว่าสิ่งที่เรามีช่วยส่งเสริมสุขภาพได้จริง ก็จะเพิ่มมูลค่าให้บริการและผลิตภัณฑ์ของไทยสามารถก้าวขึ้นเป็นผู้นำระดับโลกได้ ” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว
4 กลไก 4 กลยุทธ์ขับเคลื่อนศก.สุขภาพ
ดร.กริชผกา กล่าวว่า NIA ดำเนินงานภายใต้บทบาท ผู้กำหนดทิศทางนวัตกรรมที่พร้อมเชื่อมโยงการทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนทั้งในและต่างประเทศ เพื่อขับเคลื่อนระบบนวัตกรรมของไทยให้มีความเข้มแข็ง และเป็นระบบที่เปิดกว้าง ได้ดำเนินงานผ่าน 4 กลไกหลัก ได้แก่ Groom Grant Growth และ Global มุ่งเน้นการสนับสนุนอุตสาหกรรม Wellness ไทยอย่างครบวงจร เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงทรัพยากรและเครือข่ายนวัตกรรม
เกิดการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสุขภาพ สร้างงาน สร้างรายได้ใหม่ ผ่าน 4 กลยุทธ์ ได้แก่ 1) การเชื่อมโยงธุรกิจนวัตกรรม 2) การยกระดับมาตรฐานสถานประกอบการและทักษะแรงงานด้านเวลเนส 3) การขับเคลื่อนผ่าน Thailand Innovation Hubs และ 4) การขยายผลและสร้างการรับรู้ระดับนานาชาติ เพื่อสร้างบริการให้มีความน่าเชื่อถือ ปลอดภัย ตรวจสอบได้ และสร้างความแตกต่างที่มีมูลค่าสูง
จุฬาฯเชื่อมโยงงานวิจัยกับภาคเอกชน
ศ.ดร.วิเลิศ กล่าวว่าปัจจุบันอุตสาหกรรมเวลเนสของไทยได้เดินทางมาถึงจุดเปลี่ยน ที่ต่อให้ไทยได้รับการยอมรับระดับโลกในเรื่อง Hospitality และการบริการด้าน Relaxation แต่การจะก้าวไปสู่ตลาด Medical & Longevity Wellness ที่มีมูลค่าสูงกว่าหลายเท่าตัว โดยเฉพาะลูกค้ายุคใหม่ เช่น กลุ่ม High-Net-Worth ที่ต้องการผลลัพธ์จับต้องได้ พวกเขาต้องการเห็นผลตอบแทนด้านสุขภาพที่ชัดเจนเป็นวิทยาศาสตร์
“จุฬาฯ มีความพร้อมในการเป็นพันธมิตรด้านงานวิจัยให้กับภาคเอกชน โดยจะทำหน้าที่เชื่อมโยงตั้งแต่ห้องปฏิบัติการสู่การทดสอบทางคลินิก และผลักดันสู่ความสำเร็จทางธุรกิจภายใต้แนวคิด From Bench to Bedside to Business เราจะทำ Fast-Track Scientific Validation เพื่อเปลี่ยนคำว่า “รู้สึกดีขึ้น” ให้เป็น “ผลลัพธ์ทางคลินิกที่พิสูจน์ได้ทางวิทยาศาสตร์” โดยผสานภูมิปัญญาไทยเข้ากับวิทยาศาสตร์ระดับโลกอย่างเป็นรูปธรรม”
ศ.เภสัชกรหญิง ดร.พรอนงค์ เน้นย้ำว่า งานสัมมนาครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างเครือข่ายนวัตกรรมเพื่อยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย และขับเคลื่อนประเทศสู่เศรษฐกิจฐานคุณค่าอย่างยั่งยืน ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่ส่งสัญญาณถึงวงการธุรกิจสุขภาพและนักลงทุนว่า อุตสาหกรรมเวลเนสของไทยพร้อมแล้วที่จะก้าวทะยานสู่ยุคใหม่ ยุคที่นวัตกรรมและวิทยาศาสตร์จะเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาในการสร้างผลกำไรระดับสูงและความสำเร็จที่ยั่งยืนบนเวทีโลก

