เศรษฐกิจทั่วโลกกำลังขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง "Deep Tech Race" และ "IP Wars" ซึ่งประเทศไทยมีทรัพยากรสมองและงานวิจัยระดับคุณภาพคุณภาพสูงที่สั่งสมอยู่ในรั้วมหาวิทยาลัยมากมาย แต่คำถามที่น่ากังวล คือ ทำไมถึงยังเห็นนวัตกรรมเหล่านี้แปรเปลี่ยนเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจในโลกจริงได้น้อยเหลือเกิน?
ปัญหา "งานวิจัยขึ้นหิ้ง" ไม่ใช่เรื่องใหม่ และในยุคนวัตกรรม คือ เครื่องยนต์หลักในการพาประเทศรอดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง การ "ปลดล็อก" ทรัพย์สินทางปัญญา (IP) จากห้องแล็บสู่ตลาดโลกจึงไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นทางรอด
งานเสวนา “นวัตกรรมไทย…ทำไมยังไม่โต? ปลดล็อกทรัพย์สินทางปัญญา จาก ‘หิ้ง’ สู่ ‘ตลาดจริง’” โดยสถาบันบริหารจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (INT) มหาวิทยาลัยมหิดล ได้กะเทาะเปลือกปัญหาและชี้ทางลัดที่จะเปลี่ยน "ทุนทางปัญญา" ให้เป็น "สินทรัพย์ที่ทำเงินได้จริง"
พร้อมทั้งระดมความคิดกูรู 3 แกร่ง “มหาวิทยาลัย-เอกชน-สตาร์ตอัป” เปิด 4 ทางลัดเปลี่ยนงานวิจัย ‘ขึ้นหิ้ง’ ให้เป็นธุรกิจที่ทำเงินได้จริง คือ 1. เลิกแค่ "ตีพิมพ์" แล้วเริ่มคิดแบบ "เจ้าของธุรกิจ" 2.นวัตกรรมจะ "รอด" หรือ "ร่วง" อยู่ที่ Demand และ Freedom to Operate (FTO) 3. Deep Tech Startup ต้องหา Product-Market Fit ให้เจอตั้งแต่อยู่ในแล็บ และ 4.ปิดช่องว่าง ระหว่างความเร็วของภาครัฐและความต้องการของเอกชน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
เครื่องมือแพทย์ส่อขาดตลาด ก.ค.นี้ ฝากรัฐเลิกแช่แข็งราคา-เปิด Fast Track
วีนง่าย หงุดหงิดบ่อย เช็ก'ฮอร์โมน VS พฤติกรรม' พร้อมทริคคุมอารมณ์
เปลี่ยน mindset นักวิจัยสู่ธุรกิจ
รศ.ดร.วิริยะ เตชะรุ่งโรจน์ ผู้อำนวยการสถาบัน INT มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่าอุปสรรคใหญ่ของการจะทำให้เทคโนโลยีของไทยเปลี่ยนเป็นธุรกิจที่ทำงานได้จริงไม่ใช่เรื่องเทคโนโลยี แต่คือ Mindset ของนักวิจัยเอง ซึ่งส่วนใหญ่ยังไม่ถูกนำมาสร้างมูลค่าเชิงพาณิชย์ เป็นเพราะขาดการเชื่อมโยงอย่างเป็นระบบจากต้นน้ำถึงปลายน้ำ อีกทั้งการจะพางานวิจัยเข้าสู่ตลาด ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความล้ำสมัยของตัวนวัตกรรมอย่างเดียว แต่ต้องมีองค์ประกอบสำคัญอื่น ๆ อาทิ ความต้องการของตลาด การจดสิทธิบัตรเพื่อปกป้องทรัพย์สินทางปัญญา ความพร้อมเชิงธุรกิจ ไปจนถึง mindset ของตัวนักวิจัยเอง
“หากเราต้องการผลักดันนวัตกรรมไทยให้ไปถึงระดับสากล นักวิจัยต้องเลิกมองว่าการตีพิมพ์ผลงานวิชาการ คือ เส้นชัย แต่ต้องมองว่า IP คือ เครื่องมือลดความเสี่ยงที่ทรงพลัง ฉะนั้น หากไม่มีระบบคุ้มครอง IP ที่ดี นักวิจัยย่อมไม่กล้าที่จะเสี่ยงทิ้งงานวิจัยพื้นฐานมาทุ่มเททรัพยากรและเวลาให้กับนวัตกรรมที่เปลี่ยนโลก ระบบนิเวศนวัตกรรมยุคใหม่ต้องเปลี่ยน IP ให้เป็นกลไกสร้างแรงจูงใจที่เอื้อให้เกิดการสร้างบริษัท Spin-off และมอบผลตอบแทนที่สมน้ำสมเนื้อ เพื่อให้นักนวัตกรรมกล้าลงสนามธุรกิจอย่างเต็มตัว”รศ.ดร.วิริยะ กล่าว
ปลดล็อก IP ลดเสี่ยงงานวิจัย
รศ.ดร.วิริยะ กล่าวต่อว่าทรัพย์สินทางปัญญาไม่ควรถูกมองเป็นเพียงเครื่องมือในการป้องกันการลอกเลียนแบบ แต่ควรเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้นักวิจัยและนักนวัตกรรมกล้าที่จะสร้างสิ่งใหม่ ๆ หากไม่มีระบบคุ้มครองที่เหมาะสม คนจำนวนมากก็อาจไม่กล้าใช้เวลา ทรัพยากร และความคิดสร้างสรรค์เพื่อพัฒนานวัตกรรมที่มีความเสี่ยงสูง ขณะเดียวกัน ทรัพย์สินทางปัญญายังสามารถต่อยอดไปสู่การสร้างแรงจูงใจใหม่ให้นักวิจัยไทย ไม่ใช่มุ่งเพียงการตีพิมพ์ผลงานทางวิชาการ แต่สามารถสร้างรายได้ สร้างบริษัท ได้รับผลตอบแทนที่คุ้มค่าจากการแปลงงานวิจัยสู่การใช้งานจริง
“เราต้องมีระบบสนับสนุนที่ถูกออกแบบอย่างเหมาะสม เพื่อปลดล็อกศักยภาพของนักวิจัยไทยให้สร้างนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ประเทศและสร้าง Impact ได้อย่างต่อเนื่อง เพราะงานวิจัยไทยควรถูกมองครอบคลุมทุกด้าน ทั้งความต้องการตลาด มาตรฐานสากล การคุ้มครองสิทธิ์ ปรับ mindset ของนักวิจัยไทย ไม่ใช่มองว่าเป็นนวัตกรรมแล้วจบ” รศ.ดร.วิริยะ กล่าว
เชื่อมโยงระบบนิเวศนวัตกรรม
เป้าหมายของ INT มหิดล มุ่งพาประเทศไทยพ้นจากวังวนของ "งานวิจัยขึ้นหิ้ง" สู่การสร้าง Wealth ผ่านนวัตกรรม โดยมี 3 เสาหลักยุทธศาสตร์ ที่นักลงทุนและผู้กำหนดนโยบายต้องจับตามอง ได้แก่
1.เปลี่ยนนิยามตัวชี้วัดความสำเร็จ โดยปรับเกณฑ์การวัดผลจากการนับจำนวนผลงานวิจัย สู่ผลกระทบทางเศรษฐกิจ และ การทำให้เกิดผลในเชิงพาณิชย์ ซึ่งจะเปลี่ยนคุณภาพของPipeline (ไปป์ไลน์) นวัตกรรมทั้งระบบ
2.IP-First & FTO Strategy ทำให้การประเมินสิทธิ์และการวางแผนทรัพย์สินทางปัญญาเป็นหัวใจหลักไม่ใช่งานเอกสารส่วนเสริม
และ 3.ระบบนิเวศนวัตกรรมที่ไร้รอยต่อ บทบาทของ INT ในฐานะตัวกลางที่เชื่อมต่อมาตรฐานสากล กฎหมาย และตลาดทุนเข้าด้วยกัน
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันยังคงมีช่องว่างที่เป็นอุปสรรคต่อการเชื่อมต่อนักวิจัย ภาครัฐ และภาคเอกชนให้ทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยช่องว่างมีตั้งแต่ ความแตกต่างด้านความเร็วของกระบวนการทำงานที่ภาครัฐไม่สามารถดำเนินการได้สอดคล้องกับความรวดเร็วของภาคธุรกิจที่ต้องเร่งตอบสนองความต้องการของตลาด หรือช่องว่างในเรื่องเป้าหมายที่ต่างกัน ที่นักวิจัยมุ่งเน้นการตีพิมพ์ผลงาน ในขณะที่ภาคเอกชนมุ่งเน้นเรื่องผลลัพธ์เชิงพาณิชย์ ไปจนถึงช่องว่างในเรื่องความเข้าใจในบริบทและข้อจำกัดซึ่งกันและกัน ทำให้การเปลี่ยนงานวิจัยเป็นผลิตภัณฑ์ทำได้ในยากในเชิงปฏิบัติ
“หน้าที่ของ INT คือการเชื่อมโยงระหว่างต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทำให้สองภาคส่วนเข้าใจกันมากขึ้น ปิดช่องว่างที่เป็นอุปสรรคให้แคบลง เพื่อให้ผลงานวิจัยของไทยสร้างผลลัพธ์ออกมาเป็นนวัตกรรมที่ใช้งานได้จริงและเกิดประโยชน์จริง ดังนั้นความสำเร็จที่แท้จริงต้องวัดกันที่ Real World Impact ตามมาตรฐานสากล เพื่อเปลี่ยนนวัตกรรมไทยให้กลายเป็นฟันเฟืองที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของผู้คนทั่วโลกได้อย่างยั่งยืน” รศ.ดร.วิริยะ กล่าว
นวัตกรรมรอดอยู่ที่Demand และFTO
ความล้ำสมัยของนวัตกรรม ไม่ได้การันตีว่าสิ่งนั้นจะทำให้บริษัทอยู่รอด “วิกรานต์ ดวงมณี” Head of Intellectual Property and Trade Law, SCG Chemicals Public Company Limited ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญา ขยายความว่า แนวทางที่ภาคธุรกิจใช้เป็นส่วนหนึ่งของการตัดสินใจว่าจะ ผลักดันงานวิจัยใด ๆ ในเชิงพาณิชย์นั้น จะพิจารณามูลค่าของนวัตกรรม ซึ่งไม่ได้ขึ้นอยู่กับความยากหรือความซับซ้อนของการสร้างนวัตกรรมเพียงอย่างเดียว แต่นวัตกรรมดังกล่าวต้องตอบโจทย์ความต้องการของตลาดและที่สำคัญที่สุดคือต้องมี Freedom to Operate (FTO) หรือมีอิสระในการดำเนินการทางธุรกิจได้อย่างปลอดภัยไม่ละเมิดสิทธิ์ของผู้อื่น
“ในโลกธุรกิจภาคเอกชนจำเป็นจะต้องพิจารณาอย่างถี่ถ้วนก่อนที่จะตัดสินใจลงทุนใน IP โดยมิติในการพิจารณาไม่ได้ดูเพียงทรัพย์สินทางปัญญาชิ้นนี้ใช้งานได้หรือไม่ เพราะการค้าของโลกดุเดือดและมีการแข่งขันอย่างรุนแรง จะคัดกรอง IP ผ่าน 2 มิติที่ขาดไม่ได้ คือ Demand และ FTO”วิกรานต์ กล่าว
โดยการคัดกรอง IP จาก 2 มิติ คือ 1. Demand-Driven Innovation งานวิจัยต้องมีดีมานด์รองรับเป็นโซลูชั่นที่มีโอกาสที่ไปสู่ตลาดหรือมีโอกาสที่จะเติบโต และ2. Freedom to Operate นวัตกรรมที่จะไปต่อได้อย่างยั่งยืนจะต้องประเมิณความเสี่ยงในแง่กฎหมาย หากเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยที่สุดกำลังเดินไปชนกำแพงสิทธิบัตรของผู้อื่น ธุรกิจไม่อยาก surprise กับความเสี่ยงในการถูกฟ้องร้องคือต้นทุนมหาศาลที่ทำลายโอกาสเติบโตในระยะยาว
วิกรานต์ กล่าวต่อว่าการวางแผน IP Strategy ไม่ใช่ขั้นตอนสุดท้าย แต่ต้องเริ่มตั้งแต่วันแรกที่เริ่มโปรเจกต์ เพื่อให้มั่นใจว่าผลงานจะมีแนวโน้มสามารถในการนำไปต่อยอดไปสู่เชิงพาณิชย์ได้อย่าง ปลอดภัย และสร้างประโยขน์ให้กับอุตสาหกรรมและประเทศได้
หา Product-Market Fit ตั้งแต่ในแล็บ
“Deep Tech” เป็นธุรกิจที่มีความซับซ้อนสูง ใช้เวลานาน และมีความเสี่ยงมากกว่าสตาร์ตอัปทั่วไปและการจดสิทธิบัตรเป็นเพียงจุดสตาร์ท แต่เป้าหมายคือการสร้างสเกลอัพทางธุรกิจที่มีรายได้จริงและสร้าง Impact ในระดับอุตสาหกรรม
ผศ.ดร.อัครวิทย์ กาญจนโอภาษ Chief business officer บริษัท เมติคูลี่ จำกัด กล่าวว่าความสำเร็จของการนำนวัตกรรมออกจากห้องแล็บสู่ธุรกิจที่สามารถเติบโตได้จริงนั้น สตาร์ตอัปส่วนใหญ่มักติดกับดักเรื่องการให้ความสำคัญกับตัวผลงานนวัตกรรมมากเกินไปจนลืมมองความต้องการของตลาดที่แท้จริง ดังนั้น สูตรสำเร็จของสตาร์ตอัปที่ spin off และสามารถต่อยอดจนประสบความสำเร็จ คือ การเข้าใจความต้องการของตลาดตั้งแต่วันที่เริ่มทำงานวิจัย
“สตาร์ตอัปจำเป็นต้องหา Product-Market Fit ให้เจอตั้งแต่อยู่ในแล็บ ต้องพิสูจน์ความต้องการของตลาดให้ได้ก่อนเริ่มกระบวนการผลิตจริง อีกทั้งต้องมีกลไกการถ่ายทอดเทคโนโลยีของมหาวิทยาลัยต้องยืดหยุ่นพอที่จะดึงดูดเงินร่วมลงทุน ซึ่งเป็นโครงสร้างทุนที่เข้าใจความเสี่ยงของ Deep Tech มากกว่าเงินกู้ธนาคารแบบดั้งเดิม และต้องมุ่งสู่มาตรฐานสากลตั้งแต่ต้นน้ำ เพื่อเพิ่มมูลค่าของธุรกิจในระยะยาว”ผศ.ดร.อัครวิทย์ กล่าว
การนำนวัตกรรมไทยไปสู่ตลาดโลกไม่ใช่แค่เรื่องของความเก่งทางเทคนิค แต่คือการเชื่อมโยงทุกเรื่องเข้าด้วยกัน ตั้งแต่ Mindset นักวิจัย กลยุทธ์ IP ไปจนถึงความยืดหยุ่นของระบบสนับสนุน สำหรับผู้ที่ต้องการลงมือทำจริง และอยากเสริมอาวุธด้านการประเมินมูลค่า IP เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การแข่งขัน สามารถศึกษาต่อได้ในหลักสูตร SMART-IPV (Smart Intellectual Property Valuation Program) ที่ออกแบบมาเพื่อเปลี่ยนงานวิจัยให้เป็นธุรกิจอย่างมืออาชีพ https://int-cats.mahidol.ac.th/courses/smart-ipv

