วันจันทร์ ที่ 25 พฤษภาคม 2569

Login
Login

ชวนคนไทยวัดค่าความดัน ลดโรค ลดสูญเสียเศรษฐกิจ 1.6 ล้านล้านบาท

ชวนคนไทยวัดค่าความดัน ลดโรค ลดสูญเสียเศรษฐกิจ 1.6 ล้านล้านบาท

คุณเคยปลอบใจตัวเองด้วยประโยคเหล่านี้ไหม? “ปวดหัวนิดหน่อยเพราะอากาศร้อน” “ค่าความดันสูงเพราะช่วงนี้งานยุ่ง” หรือ “ไว้เงินเดือนออกค่อยไปหาหมอ” หลายคนเชื่อว่าความดันโลหิตสูงเป็นเรื่องของคนสูงวัย และตราบใดที่ยังไม่มีอาการ “ปวดหัว ตาพร่า” ก็แปลว่าเรายังปลอดภัยดี

แต่ในความเป็นจริง อาการเหล่านี้ อาจบ่งบอกว่า คุณกำลังเสี่ยง "ความดันโลหิตสูง" ซึ่งเป็นภัยเงียบที่หลายๆ คนมักมองข้าม และพยายามบอกตัวเองว่าความดันปกติ ต่อให้ค่าความดันพุ่งไปมากกว่า 140/90 มิลลิเมตรปรอทขึ้นไป องค์การอนามัยโลก  ประเมินว่ามีผู้ป่วยความดันโลหิตสูงทั่วโลก กว่า 1.4 พันล้านคน ในประเทศไทย 1 ใน 4 ของผู้ใหญ่มีภาวะนี้ และแม้เข้าสู่ระบบรักษาแล้ว ส่งผลให้ความดันโลหิตสูงเป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรทั่วโลก

ทั้งนี้ มีรายงานว่าผู้ป่วยความดันโลหิตสูงเกือบ 75% ยังควบคุมค่าความดันไม่ได้  ขณะที่ราว 47.8% ไม่รู้ตัวว่าป่วย ภาวะดังกล่าวเพิ่มความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมอง โรคหัวใจ และโรคไตเรื้อรัง โดยโรคไม่ติดต่อก่อให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจราว 1.6 ล้านล้านบาทต่อปี หรือ 9.7% ของ GDP  จึงจำเป็นต้องเร่งคัดกรอง เข้าสู่การรักษา และติดตามผลอย่างต่อเนื่องเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนรุนแรง

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

ผ่าตัด 'ยืดกระดูก' เพิ่มโอกาสการใช้ชีวิต นวัตกรรมแก้เข่าโก่ง เข่าเก เพิ่มสูง

ชงรัฐตั้ง 'บอร์ด Wellness แห่งชาติ’ ให้ทุนงานวิจัยพัฒนาเป็นนวัตกรรม

รู้ค่าความดัน กินยาทุกวัน คุมทัน ห่างไกลโรค

เนื่องในเดือนความดันโลหิตสูงโลก  5 ภาคีเครือข่าย นำโดย สมาคมความดันโลหิตสูงแห่งประเทศไทย, กองโรคไม่ติดต่อ กรมควบคุมโรค, สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.), สมาคมเครือข่ายโรคไม่ติดต่อแห่งประเทศไทย และบริษัท แอสตร้าเซนเนก้า (ประเทศไทย) จำกัด ประกาศความร่วมมือระดับชาติ “Beat the Pressure: Thailand National Hypertension Alliance”

พร้อมเดินหน้ารณรงค์ Know Your Numbers, Control Your Pressure “รู้ค่าความดัน กินยาทุกวัน คุมทัน ห่างไกลโรค” พร้อมเปิดตัว ‘National Hypertension Dashboard Program’ เพื่อยกระดับการคัดกรอง การเชื่อมต่อการรักษา และการติดตามผู้ป่วยความดันโลหิตสูงแบบบูรณาการทั่วประเทศ 

ชวนคนไทยวัดค่าความดัน ลดโรค ลดสูญเสียเศรษฐกิจ 1.6 ล้านล้านบาท

ระบบฐานข้อมูลดิจิทัล ประเมินผลดูแลผู้ป่วย

นพ.กฤษฎา หาญบรรเจิด ผู้อำนวยการกองโรคไม่ติดต่อ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงการยกระดับการจัดการข้อมูลว่า งบประมาณสาธารณสุขที่เสียไปกับการรักษาโรคแทรกซ้อนปลายทาง เช่น การฟอกไตตลอดชีวิต หรือการผ่าตัดหัวใจ เป็นภาระที่หนักอึ้งของประเทศ การทำงานเชิงรุกผ่านโครงการ Beat the Pressure จึงเป็นการแก้ปัญหาที่คุ้มค่า

“การเปิดตัว ‘National Hypertension (HTN) Dashboard Program’ เป็นระบบฐานข้อมูลดิจิทัลที่ใช้ติดตามและประเมินผลการดูแลผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงในระดับประเทศ โดยได้พัฒนาต่อยอดร่วมกับภาคีเครือข่ายและแอสตร้าเซนเนก้า หน่วยงานสาธารณสุขใช้เป็นเครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูลแบบเรียลไทม์ เพื่อช่วยให้แพทย์และผู้บริหารสาธารณสุขสามารถประเมินอัตราการควบคุมโรค และวางแผนป้องกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

นอกจากนั้น มีการเปลี่ยนระบบข้อมูลสถิติเดิม ให้กลายเป็นสารสนเทศที่นำไปสู่การปฏิบัติได้จริง (Actionable Information) ระบบนี้จะช่วยให้เราเห็นข้อมูลเจาะลึกระดับพื้นที่ว่าจุดใดมีช่องว่างในการดูแล และพื้นที่ใดที่ผู้ป่วยยังมีอัตราการควบคุมความดันอยู่ในเกณฑ์ต่ำ เพื่อให้ทีมแพทย์สามารถปรับแผนการรักษาและบรรลุเป้าหมายตัวชี้วัด (KPI) ระดับชาติ ที่ตั้งเป้าควบคุมความดันโลหิตให้ได้ถึง 60% ของผู้ป่วยทั้งหมด

ชวนคนไทยวัดค่าความดัน ลดโรค ลดสูญเสียเศรษฐกิจ 1.6 ล้านล้านบาท

ความดัน 130 ‘เส้นตาย’ ของหลอดเลือดหัวใจ

ศ.เกียรติคุณ นพ.อภิชาต สุคนธสรรพ์ นายกสมาคมความดันโลหิตสูงแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่าข้อมูลล่าสุดจากกระทรวงสาธารณสุขเผยสถิติที่น่าตกใจว่า คนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไปเกือบ 1 ใน 3 (29%) กำลังเผชิญกับภาวะความดันโลหิตสูง ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจาก 25% เมื่อเพียง 4 ปีก่อน และเทรนด์นี้ไม่ได้หยุดแค่ผู้ใหญ่ แต่กำลังลามไปถึงเด็กประถมและมัธยมศึกษาตอนต้น

ไทยยังยึดติดกับเกณฑ์วินิจฉัยเดิมที่ 140/90 มิลลิเมตรปรอท แต่โลกการแพทย์ยุคใหม่กำลังส่งสัญญาณเตือนว่า “130 คือขีดจำกัดที่ไม่ปลอดภัยอีกต่อไป” ซึ่งความกังวลดังกล่าวมีหลักฐานเชิงประจักษ์รองรับ

จากการศึกษาในประเทศเดนมาร์กที่ติดตามกลุ่มชายวัยเกณฑ์ทหาร (อายุ 18-19 ปี) พบข้อมูลที่เปลี่ยนความเชื่อเดิมเมื่อคนกลุ่มนี้อายุถึง 50 ปี แพทย์ได้ทำการ ตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan) และพบว่า กลุ่มที่มีความดันเกิน 130 ตั้งแต่วัยรุ่น มีภาวะเส้นเลือดหัวใจตีบมากกว่ากลุ่มที่มีความดันต่ำกว่า 130 ถึง 50% 

นี่คือคำตอบว่าทำไมการรอให้ถึงเกณฑ์ 140 ในวัยกลางคนถึงอาจจะ “สายเกินไป” เพราะหลอดเลือดของคุณเริ่มถูกทำลายมาตั้งแต่วันที่คุณคิดว่าตัวเองยังแข็งแรงดี

ชวนคนไทยวัดค่าความดัน ลดโรค ลดสูญเสียเศรษฐกิจ 1.6 ล้านล้านบาท

PM 2.5 -ความหวาน-โซเดียม ปัจจัยเสี่ยงความดันสูง

ศ.เกียรติคุณ นพ.อภิชาต กล่าวต่อว่าปัจจัยที่ทำให้ความดันคนไทยพุ่งสูงไม่ได้มาจากพฤติกรรมการกินอาหาร การใช้ชีวิตเพียงอย่างเดียว แต่ PM 2.5 คือฆาตกรล่องหน ที่เลี่ยงไม่ได้ การศึกษาในประเทศจีนยืนยันชัดเจนว่า พื้นที่ที่มีฝุ่นหนาแน่นจะมีผู้ป่วยความดันรายใหม่สูงกว่าพื้นที่สะอาด

ในประเทศไทย รายงานจากกระทรวงกลาโหมที่ศึกษาในกลุ่มทหารทั่วประเทศพบว่า ทหารที่ประจำการในโซนฝุ่นหนาจะมีค่าความดันสูงกว่ากลุ่มที่อยู่ในโซนอากาศสะอาด แม้จะเป็นวัยแรงงานที่มีพื้นฐานร่างกายแข็งแรงเหมือนกัน สิ่งเหล่านี้ภาครัฐต้องเร่งแก้ไข เพราะเราไม่สามารถแก้ปัญหาด้วยการบอกให้ประชาชน “ปิดประตูอยู่แต่ในบ้าน” เพื่อเลี่ยงฝุ่นได้ตลอดไป

ขณะเดียวกัน ความหวานมีฤทธิ์เสพติดรุนแรงยิ่งกว่าโคเคน ในขณะที่โคเคนแสดงผลลบต่อร่างกายอย่างรวดเร็ว แต่น้ำตาลกลับสร้างความพึงพอใจชั่วคราวที่พรางตาเราจากความเสียหายระยะยาวที่สร้างไว้กับหลอดเลือด หรือ การบริโภคเกลือ หรือโซเดียมมากเกินไป

รวมถึงการดื่มแอลกอฮอล์  ไม่ว่าจะดื่มน้อยแค่ไหน ทันทีที่แอลกอฮอล์เข้าสู่ร่างกาย ค่าความดันเฉลี่ยจะพุ่งสูงขึ้นทันที

และพันธุกรรม หากคุณมีพ่อแม่เป็นความดันโลหิตสูง คุณมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคนี้ตั้งแต่อายุ 30 ปีขึ้นไป ซึ่งเร็วเกินกว่าที่หลายคนจะคาดคิด

ชวนคนไทยวัดค่าความดัน ลดโรค ลดสูญเสียเศรษฐกิจ 1.6 ล้านล้านบาท

สูตรลับ 150 นาที และ ‘โพแทสเซียม’ป้องกันโซเดียม

"อุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดของการคุมความดันไม่ใช่ค่ายา แต่คือ การปฏิเสธความจริง ผู้ป่วยหลายคนมีพฤติกรรมเลือกจดเฉพาะค่าความดันที่สวยงามมาให้แพทย์ดู (Cherry-picking data) โดยอ้างว่าค่าที่สูงนั้นเกิดจากความเครียดหรืออากาศร้อน"

เพื่อทลายกำแพงการปฏิเสธความจริง กระทรวงสาธารณสุขจึงใช้กลยุทธ์ “ดักจับ” โดยการตรวจคัดกรองความดันผู้ป่วยทุกคนที่เดินเข้าโรงพยาบาล ไม่ว่าจะมาหาหมอด้วยอาการเจ็บคอ ปวดหู หรือตรวจตาก็ตาม ซึ่งวิธีนี้ช่วยดึงคนเข้าสู่ระบบการรักษาได้เพิ่มขึ้นถึง 40-50% ในบางพื้นที่

ศ.เกียรติคุณ นพ.อภิชาต กล่าวด้วยว่าการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม คือ การลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด โดยมีหลักการง่ายๆ ที่ทำได้จริง คือ 

  • กฎ 150 นาที: ออกกำลังกายระดับปานกลางให้ได้ 150 นาทีต่อสัปดาห์ (หรือออกกำลังหนัก 75 นาที)
  • สมดุลผักต้านเค็ม: หากต้องกินอาหารที่มีโซเดียมสูง เช่น ส้มตำ เคล็ดลับคือการ กินผักเคียงปริมาณมาก เพราะ โพแทสเซียม ในผักผลไม้จะเป็นพระเอกที่ช่วยต้านทานฤทธิ์ของโซเดียมและช่วยลดความดันได้โดยตรง
  • วินัยในการวัด: อย่ารอวัดจนกว่าจะได้ค่าที่พอใจ ให้จดบันทึกทุกค่าตามความเป็นจริงเพื่อให้แพทย์วินิจฉัยได้อย่างแม่นยำ

ชวนคนไทยวัดค่าความดัน ลดโรค ลดสูญเสียเศรษฐกิจ 1.6 ล้านล้านบาท

คัดกรองต้องไม่จบเพียงแค่ตัวเลข

ความดันโลหิตสูงมักไม่มีสัญญาณเตือน แต่ผลกระทบที่ตามมาคือ 'โดมิโนเอฟเฟกต์' (Domino Effect) ที่ทำลายหลอดเลือดทั่วร่างกาย นำไปสู่โรคหลอดเลือดสมอง หัวใจล้มเหลว และโรคไตเรื้อรัง เป้าหมายสำคัญของเราคือการทำให้คนไทย 'รู้ค่าความดัน เข้าสู่การรักษาและติดตามผล เพื่อลดโรคแทรกซ้อนอย่างยั่งยืน' การคัดกรองต้องไม่จบเพียงแค่ตัวเลข แต่ต้องเชื่อมต่อไปสู่การปรึกษาแพทย์ เข้ารับการรักษา ติดตามดูแลอย่างต่อเนื่อง แม้จะยังไม่มีอาการผิดปกติก็ตาม

 “ปัจจุบันความก้าวหน้าทางการแพทย์พัฒนาไปมาก เชื่อมั่นว่าจะมีนวัตกรรมทางการแพทย์ที่ตอบโจทย์และสามารถช่วยให้การควบคุมความดันโลหิตเป็นเรื่องง่ายและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เพื่อตัดวงจรไม่ให้ผู้ป่วยต้องเดินหน้าไปสู่โรคร้ายแรงที่จะตามมาในอนาคต”

กทม.รณรงค์ตรวจสุขภาพ 1 ล้านคน

ดร.พญ.เลิศลักษณ์ ลีลาเรืองแสง รองปลัดกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า  “กรุงเทพมหานครมุ่งสู่เป้าหมายของการเป็นมหานครสุขภาพดี โดยขับเคลื่อนการดำเนินการหลายด้าน อาทิ การทำงานแบบบูรณาการไร้รอยต่อในเขตสุขภาพกทม. เชื่อมโยงศูนย์บริการสาธารณสุขและโรงพยาบาลในสังกัดอย่างเป็นระบบ  แคมเปญรณรงค์ตรวจสุขภาพ 1 ล้านคนเพื่อค้นหาความเสี่ยงให้เร็วที่สุด ไม่รอให้ป่วยแล้วค่อยรักษา

โครงการ Beat the Pressure จึงสอดคล้องกับการทำงานของกรุงเทพมหานคร กระตุ้นให้ประชาชน ‘รู้ตัว ไม่เพิกเฉย’ และเข้าสู่ระบบดูแลรักษาต่อเนื่อง เพื่อลดความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมอง โรคหัวใจ และโรคไตเรื้อรัง โดยใช้ข้อมูลที่แม่นยำและการติดตามผลที่มีประสิทธิภาพให้เกิดผลลัพธ์จริงในพื้นที่

ชวนคนไทยวัดค่าความดัน ลดโรค ลดสูญเสียเศรษฐกิจ 1.6 ล้านล้านบาท

ภญ. เพชรชมพู ศิริพันธุ์ ผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ด้านชีวเภสัชภัณฑ์ บริษัท แอสตร้าเซนเนก้า (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า แอสตร้าเซนเนก้า เชื่อมั่นในพลังความร่วมมือระหว่างภาครัฐ-ภาควิชาการ-ภาคเอกชน ที่จะขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบให้เกิดผลลัพธ์ที่จับต้องได้จริงต่อสาธารณสุขไทย ในมิติโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เราได้สนับสนุนการพัฒนาระบบการตรวจและติดตามภาวะโรคไตเรื้อรังผ่าน CKD Dashboard และยินดีที่ได้นำประสบการณ์มาต่อยอดสู่ระบบติดตามผลสำหรับโรคความดันโลหิตสูงในโครงการนี้ เชื่อว่าการใช้ข้อมูลที่แม่นยำควบคู่กับระบบติดตามผู้ป่วยที่มีประสิทธิภาพ จะเป็นกุญแจสำคัญในการลดภาระโรค NCDs และสร้างความมั่นคงด้านสุขภาพให้กับคนไทยได้อย่างยั่งยืน

ชวนคนไทยวัดค่าความดัน ลดโรค ลดสูญเสียเศรษฐกิจ 1.6 ล้านล้านบาท

โครงการ “Beat the Pressure: Thailand National Hypertension Alliance” ไม่ได้เป็นเพียงการประกาศเจตนารมณ์ร่วมกันทางวิชาการเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงพลังความร่วมมือระหว่างหน่วยงานวิชาการ ภาครัฐ ภาคประชาสังคม และภาคเอกชน ที่มุ่งสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงระบบเพื่อยกระดับการจัดการโรคความดันโลหิตสูงอย่างเป็นรูปธรรม กระตุ้นเตือนให้ประชาชนรู้ค่าความดัน ป้องกันความเสี่ยง เพื่อเอาชนะภัยเงียบและมีสุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืน

ผู้สนใจสามารถอัปเดตความรู้เพื่อการดูแลตนเองอย่างถูกต้อง ผ่านคอนเทนต์ซีรีส์ “ความดันวันละตอน Beat The Pressure” ได้ที่ YouTube: สมาคมความดันโลหิตสูงแห่งประเทศไทย หรือ https://www.youtube.com/channel/UCRx8-NZc_QnSFP4rhyRuPiw?app

ชวนคนไทยวัดค่าความดัน ลดโรค ลดสูญเสียเศรษฐกิจ 1.6 ล้านล้านบาท