คุณเคยปลอบใจตัวเองด้วยประโยคเหล่านี้ไหม? “ปวดหัวนิดหน่อยเพราะอากาศร้อน” “ค่าความดันสูงเพราะช่วงนี้งานยุ่ง” หรือ “ไว้เงินเดือนออกค่อยไปหาหมอ” หลายคนเชื่อว่าความดันโลหิตสูงเป็นเรื่องของคนสูงวัย และตราบใดที่ยังไม่มีอาการ “ปวดหัว ตาพร่า” ก็แปลว่าเรายังปลอดภัยดี
แต่ในความเป็นจริง อาการเหล่านี้ อาจบ่งบอกว่า คุณกำลังเสี่ยง "ความดันโลหิตสูง" ซึ่งเป็นภัยเงียบที่หลายๆ คนมักมองข้าม และพยายามบอกตัวเองว่าความดันปกติ ต่อให้ค่าความดันพุ่งไปมากกว่า 140/90 มิลลิเมตรปรอทขึ้นไป องค์การอนามัยโลก ประเมินว่ามีผู้ป่วยความดันโลหิตสูงทั่วโลก กว่า 1.4 พันล้านคน ในประเทศไทย 1 ใน 4 ของผู้ใหญ่มีภาวะนี้ และแม้เข้าสู่ระบบรักษาแล้ว ส่งผลให้ความดันโลหิตสูงเป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรทั่วโลก
ทั้งนี้ มีรายงานว่าผู้ป่วยความดันโลหิตสูงเกือบ 75% ยังควบคุมค่าความดันไม่ได้ ขณะที่ราว 47.8% ไม่รู้ตัวว่าป่วย ภาวะดังกล่าวเพิ่มความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมอง โรคหัวใจ และโรคไตเรื้อรัง โดยโรคไม่ติดต่อก่อให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจราว 1.6 ล้านล้านบาทต่อปี หรือ 9.7% ของ GDP จึงจำเป็นต้องเร่งคัดกรอง เข้าสู่การรักษา และติดตามผลอย่างต่อเนื่องเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนรุนแรง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
ผ่าตัด 'ยืดกระดูก' เพิ่มโอกาสการใช้ชีวิต นวัตกรรมแก้เข่าโก่ง เข่าเก เพิ่มสูง
ชงรัฐตั้ง 'บอร์ด Wellness แห่งชาติ’ ให้ทุนงานวิจัยพัฒนาเป็นนวัตกรรม
รู้ค่าความดัน กินยาทุกวัน คุมทัน ห่างไกลโรค
เนื่องในเดือนความดันโลหิตสูงโลก 5 ภาคีเครือข่าย นำโดย สมาคมความดันโลหิตสูงแห่งประเทศไทย, กองโรคไม่ติดต่อ กรมควบคุมโรค, สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.), สมาคมเครือข่ายโรคไม่ติดต่อแห่งประเทศไทย และบริษัท แอสตร้าเซนเนก้า (ประเทศไทย) จำกัด ประกาศความร่วมมือระดับชาติ “Beat the Pressure: Thailand National Hypertension Alliance”
พร้อมเดินหน้ารณรงค์ Know Your Numbers, Control Your Pressure “รู้ค่าความดัน กินยาทุกวัน คุมทัน ห่างไกลโรค” พร้อมเปิดตัว ‘National Hypertension Dashboard Program’ เพื่อยกระดับการคัดกรอง การเชื่อมต่อการรักษา และการติดตามผู้ป่วยความดันโลหิตสูงแบบบูรณาการทั่วประเทศ
ระบบฐานข้อมูลดิจิทัล ประเมินผลดูแลผู้ป่วย
นพ.กฤษฎา หาญบรรเจิด ผู้อำนวยการกองโรคไม่ติดต่อ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงการยกระดับการจัดการข้อมูลว่า งบประมาณสาธารณสุขที่เสียไปกับการรักษาโรคแทรกซ้อนปลายทาง เช่น การฟอกไตตลอดชีวิต หรือการผ่าตัดหัวใจ เป็นภาระที่หนักอึ้งของประเทศ การทำงานเชิงรุกผ่านโครงการ Beat the Pressure จึงเป็นการแก้ปัญหาที่คุ้มค่า
“การเปิดตัว ‘National Hypertension (HTN) Dashboard Program’ เป็นระบบฐานข้อมูลดิจิทัลที่ใช้ติดตามและประเมินผลการดูแลผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงในระดับประเทศ โดยได้พัฒนาต่อยอดร่วมกับภาคีเครือข่ายและแอสตร้าเซนเนก้า หน่วยงานสาธารณสุขใช้เป็นเครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูลแบบเรียลไทม์ เพื่อช่วยให้แพทย์และผู้บริหารสาธารณสุขสามารถประเมินอัตราการควบคุมโรค และวางแผนป้องกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ”
นอกจากนั้น มีการเปลี่ยนระบบข้อมูลสถิติเดิม ให้กลายเป็นสารสนเทศที่นำไปสู่การปฏิบัติได้จริง (Actionable Information) ระบบนี้จะช่วยให้เราเห็นข้อมูลเจาะลึกระดับพื้นที่ว่าจุดใดมีช่องว่างในการดูแล และพื้นที่ใดที่ผู้ป่วยยังมีอัตราการควบคุมความดันอยู่ในเกณฑ์ต่ำ เพื่อให้ทีมแพทย์สามารถปรับแผนการรักษาและบรรลุเป้าหมายตัวชี้วัด (KPI) ระดับชาติ ที่ตั้งเป้าควบคุมความดันโลหิตให้ได้ถึง 60% ของผู้ป่วยทั้งหมด
ความดัน 130 ‘เส้นตาย’ ของหลอดเลือดหัวใจ
ศ.เกียรติคุณ นพ.อภิชาต สุคนธสรรพ์ นายกสมาคมความดันโลหิตสูงแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่าข้อมูลล่าสุดจากกระทรวงสาธารณสุขเผยสถิติที่น่าตกใจว่า คนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไปเกือบ 1 ใน 3 (29%) กำลังเผชิญกับภาวะความดันโลหิตสูง ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจาก 25% เมื่อเพียง 4 ปีก่อน และเทรนด์นี้ไม่ได้หยุดแค่ผู้ใหญ่ แต่กำลังลามไปถึงเด็กประถมและมัธยมศึกษาตอนต้น
ไทยยังยึดติดกับเกณฑ์วินิจฉัยเดิมที่ 140/90 มิลลิเมตรปรอท แต่โลกการแพทย์ยุคใหม่กำลังส่งสัญญาณเตือนว่า “130 คือขีดจำกัดที่ไม่ปลอดภัยอีกต่อไป” ซึ่งความกังวลดังกล่าวมีหลักฐานเชิงประจักษ์รองรับ
จากการศึกษาในประเทศเดนมาร์กที่ติดตามกลุ่มชายวัยเกณฑ์ทหาร (อายุ 18-19 ปี) พบข้อมูลที่เปลี่ยนความเชื่อเดิมเมื่อคนกลุ่มนี้อายุถึง 50 ปี แพทย์ได้ทำการ ตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan) และพบว่า กลุ่มที่มีความดันเกิน 130 ตั้งแต่วัยรุ่น มีภาวะเส้นเลือดหัวใจตีบมากกว่ากลุ่มที่มีความดันต่ำกว่า 130 ถึง 50%
นี่คือคำตอบว่าทำไมการรอให้ถึงเกณฑ์ 140 ในวัยกลางคนถึงอาจจะ “สายเกินไป” เพราะหลอดเลือดของคุณเริ่มถูกทำลายมาตั้งแต่วันที่คุณคิดว่าตัวเองยังแข็งแรงดี
PM 2.5 -ความหวาน-โซเดียม ปัจจัยเสี่ยงความดันสูง
ศ.เกียรติคุณ นพ.อภิชาต กล่าวต่อว่าปัจจัยที่ทำให้ความดันคนไทยพุ่งสูงไม่ได้มาจากพฤติกรรมการกินอาหาร การใช้ชีวิตเพียงอย่างเดียว แต่ PM 2.5 คือฆาตกรล่องหน ที่เลี่ยงไม่ได้ การศึกษาในประเทศจีนยืนยันชัดเจนว่า พื้นที่ที่มีฝุ่นหนาแน่นจะมีผู้ป่วยความดันรายใหม่สูงกว่าพื้นที่สะอาด
ในประเทศไทย รายงานจากกระทรวงกลาโหมที่ศึกษาในกลุ่มทหารทั่วประเทศพบว่า ทหารที่ประจำการในโซนฝุ่นหนาจะมีค่าความดันสูงกว่ากลุ่มที่อยู่ในโซนอากาศสะอาด แม้จะเป็นวัยแรงงานที่มีพื้นฐานร่างกายแข็งแรงเหมือนกัน สิ่งเหล่านี้ภาครัฐต้องเร่งแก้ไข เพราะเราไม่สามารถแก้ปัญหาด้วยการบอกให้ประชาชน “ปิดประตูอยู่แต่ในบ้าน” เพื่อเลี่ยงฝุ่นได้ตลอดไป
ขณะเดียวกัน ความหวานมีฤทธิ์เสพติดรุนแรงยิ่งกว่าโคเคน ในขณะที่โคเคนแสดงผลลบต่อร่างกายอย่างรวดเร็ว แต่น้ำตาลกลับสร้างความพึงพอใจชั่วคราวที่พรางตาเราจากความเสียหายระยะยาวที่สร้างไว้กับหลอดเลือด หรือ การบริโภคเกลือ หรือโซเดียมมากเกินไป
รวมถึงการดื่มแอลกอฮอล์ ไม่ว่าจะดื่มน้อยแค่ไหน ทันทีที่แอลกอฮอล์เข้าสู่ร่างกาย ค่าความดันเฉลี่ยจะพุ่งสูงขึ้นทันที
และพันธุกรรม หากคุณมีพ่อแม่เป็นความดันโลหิตสูง คุณมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคนี้ตั้งแต่อายุ 30 ปีขึ้นไป ซึ่งเร็วเกินกว่าที่หลายคนจะคาดคิด
สูตรลับ 150 นาที และ ‘โพแทสเซียม’ป้องกันโซเดียม
"อุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดของการคุมความดันไม่ใช่ค่ายา แต่คือ การปฏิเสธความจริง ผู้ป่วยหลายคนมีพฤติกรรมเลือกจดเฉพาะค่าความดันที่สวยงามมาให้แพทย์ดู (Cherry-picking data) โดยอ้างว่าค่าที่สูงนั้นเกิดจากความเครียดหรืออากาศร้อน"
เพื่อทลายกำแพงการปฏิเสธความจริง กระทรวงสาธารณสุขจึงใช้กลยุทธ์ “ดักจับ” โดยการตรวจคัดกรองความดันผู้ป่วยทุกคนที่เดินเข้าโรงพยาบาล ไม่ว่าจะมาหาหมอด้วยอาการเจ็บคอ ปวดหู หรือตรวจตาก็ตาม ซึ่งวิธีนี้ช่วยดึงคนเข้าสู่ระบบการรักษาได้เพิ่มขึ้นถึง 40-50% ในบางพื้นที่
ศ.เกียรติคุณ นพ.อภิชาต กล่าวด้วยว่าการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม คือ การลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด โดยมีหลักการง่ายๆ ที่ทำได้จริง คือ
- กฎ 150 นาที: ออกกำลังกายระดับปานกลางให้ได้ 150 นาทีต่อสัปดาห์ (หรือออกกำลังหนัก 75 นาที)
- สมดุลผักต้านเค็ม: หากต้องกินอาหารที่มีโซเดียมสูง เช่น ส้มตำ เคล็ดลับคือการ กินผักเคียงปริมาณมาก เพราะ โพแทสเซียม ในผักผลไม้จะเป็นพระเอกที่ช่วยต้านทานฤทธิ์ของโซเดียมและช่วยลดความดันได้โดยตรง
- วินัยในการวัด: อย่ารอวัดจนกว่าจะได้ค่าที่พอใจ ให้จดบันทึกทุกค่าตามความเป็นจริงเพื่อให้แพทย์วินิจฉัยได้อย่างแม่นยำ
คัดกรองต้องไม่จบเพียงแค่ตัวเลข
ความดันโลหิตสูงมักไม่มีสัญญาณเตือน แต่ผลกระทบที่ตามมาคือ 'โดมิโนเอฟเฟกต์' (Domino Effect) ที่ทำลายหลอดเลือดทั่วร่างกาย นำไปสู่โรคหลอดเลือดสมอง หัวใจล้มเหลว และโรคไตเรื้อรัง เป้าหมายสำคัญของเราคือการทำให้คนไทย 'รู้ค่าความดัน เข้าสู่การรักษาและติดตามผล เพื่อลดโรคแทรกซ้อนอย่างยั่งยืน' การคัดกรองต้องไม่จบเพียงแค่ตัวเลข แต่ต้องเชื่อมต่อไปสู่การปรึกษาแพทย์ เข้ารับการรักษา ติดตามดูแลอย่างต่อเนื่อง แม้จะยังไม่มีอาการผิดปกติก็ตาม
“ปัจจุบันความก้าวหน้าทางการแพทย์พัฒนาไปมาก เชื่อมั่นว่าจะมีนวัตกรรมทางการแพทย์ที่ตอบโจทย์และสามารถช่วยให้การควบคุมความดันโลหิตเป็นเรื่องง่ายและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เพื่อตัดวงจรไม่ให้ผู้ป่วยต้องเดินหน้าไปสู่โรคร้ายแรงที่จะตามมาในอนาคต”
กทม.รณรงค์ตรวจสุขภาพ 1 ล้านคน
ดร.พญ.เลิศลักษณ์ ลีลาเรืองแสง รองปลัดกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า “กรุงเทพมหานครมุ่งสู่เป้าหมายของการเป็นมหานครสุขภาพดี โดยขับเคลื่อนการดำเนินการหลายด้าน อาทิ การทำงานแบบบูรณาการไร้รอยต่อในเขตสุขภาพกทม. เชื่อมโยงศูนย์บริการสาธารณสุขและโรงพยาบาลในสังกัดอย่างเป็นระบบ แคมเปญรณรงค์ตรวจสุขภาพ 1 ล้านคนเพื่อค้นหาความเสี่ยงให้เร็วที่สุด ไม่รอให้ป่วยแล้วค่อยรักษา
โครงการ Beat the Pressure จึงสอดคล้องกับการทำงานของกรุงเทพมหานคร กระตุ้นให้ประชาชน ‘รู้ตัว ไม่เพิกเฉย’ และเข้าสู่ระบบดูแลรักษาต่อเนื่อง เพื่อลดความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมอง โรคหัวใจ และโรคไตเรื้อรัง โดยใช้ข้อมูลที่แม่นยำและการติดตามผลที่มีประสิทธิภาพให้เกิดผลลัพธ์จริงในพื้นที่
ภญ. เพชรชมพู ศิริพันธุ์ ผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ด้านชีวเภสัชภัณฑ์ บริษัท แอสตร้าเซนเนก้า (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า แอสตร้าเซนเนก้า เชื่อมั่นในพลังความร่วมมือระหว่างภาครัฐ-ภาควิชาการ-ภาคเอกชน ที่จะขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบให้เกิดผลลัพธ์ที่จับต้องได้จริงต่อสาธารณสุขไทย ในมิติโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เราได้สนับสนุนการพัฒนาระบบการตรวจและติดตามภาวะโรคไตเรื้อรังผ่าน CKD Dashboard และยินดีที่ได้นำประสบการณ์มาต่อยอดสู่ระบบติดตามผลสำหรับโรคความดันโลหิตสูงในโครงการนี้ เชื่อว่าการใช้ข้อมูลที่แม่นยำควบคู่กับระบบติดตามผู้ป่วยที่มีประสิทธิภาพ จะเป็นกุญแจสำคัญในการลดภาระโรค NCDs และสร้างความมั่นคงด้านสุขภาพให้กับคนไทยได้อย่างยั่งยืน
โครงการ “Beat the Pressure: Thailand National Hypertension Alliance” ไม่ได้เป็นเพียงการประกาศเจตนารมณ์ร่วมกันทางวิชาการเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงพลังความร่วมมือระหว่างหน่วยงานวิชาการ ภาครัฐ ภาคประชาสังคม และภาคเอกชน ที่มุ่งสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงระบบเพื่อยกระดับการจัดการโรคความดันโลหิตสูงอย่างเป็นรูปธรรม กระตุ้นเตือนให้ประชาชนรู้ค่าความดัน ป้องกันความเสี่ยง เพื่อเอาชนะภัยเงียบและมีสุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืน
ผู้สนใจสามารถอัปเดตความรู้เพื่อการดูแลตนเองอย่างถูกต้อง ผ่านคอนเทนต์ซีรีส์ “ความดันวันละตอน Beat The Pressure” ได้ที่ YouTube: สมาคมความดันโลหิตสูงแห่งประเทศไทย หรือ https://www.youtube.com/channel/UCRx8-NZc_QnSFP4rhyRuPiw?app

