การยกระดับประเทศไทยให้เป็น Wellness Hub ไม่ใช่เรื่องของการเปิดสปาเพิ่มขึ้น แต่คือการทำ Strategic Pivot จาก “เศรษฐกิจภาคบริการ” ไปสู่ “เศรษฐกิจบนคุณค่าของชีวิต” ซึ่งมีศักยภาพในการขับเคลื่อนตัวเลขมหาศาล
ปัจจุบันธุรกิจ Wellness ในไทยเติบโตสูงถึง 10.1% (อันดับ 7 ของโลก) สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 1.3 - 1.4 ล้านล้านบาท กลายเป็นขุมทรัพย์ที่ไทยทำได้ดีแม้ยังไม่มีเจ้าภาพชัดเจน ซึ่งหากมีการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ พลังขับเคลื่อนนี้จะทวีคูณไปได้ไกลมากขึ้น
ประเทศไทยกำลังอยู่ในยุคที่ “Healing is the New Luxury” เมื่อการเยียวยากายและใจเป็นความหรูหราที่ผู้คนเสาะแสวงหา ทำให้ประเทศต้องเดินเกมรุกในฐานะนักยุทธศาสตร์ โดยขยับสถานะจากเมืองท่องเที่ยว สู่การเป็น “The Land of Life” หรือดินแดนที่ไม่ได้ขายเพียงการบริการ แต่ขาย “เวลา” และ “ชีวิต” ที่ยืนยาวให้กับคนทั้งโลก
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
Scientific Based Wellness เปลี่ยน ‘งานวิจัย’ ให้เป็น ‘นวัตกรรม Longevity’
รู้จัก 'โพรไบโอติก L34' วิจัยแพทย์ จุฬาฯ ลดสารพิษ-อักเสบ สู้โรคไต
ไทยมีศักยภาพ Wellness Hub Thailand
นพ.ตนุพล วิรุฬหการุญ ประธานคณะผู้บริหาร บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก และ บีดีเอ็มเอส เวลเนส รีสอร์ท บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) ให้สัมภาษณ์ “กรุงเทพธุรกิจ” ในงานสัมมนาและสร้างเครือข่ายระดับชาติ ภายใต้หัวข้อ “Beyond Relaxation: นวัตกรรม วิทยาศาสตร์ และอนาคตของการสร้างมูลค่าเพิ่มในอุตสาหกรรม Wellness” จัดโดยสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ NIA กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์วิจัย และนวัตกรรมสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) (อว.) และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อเร็วๆ นี้ ว่ามิติของ Wellness เป็นการพูดถึง Health Span หรือช่วงเวลาที่เราใช้ชีวิตอย่างแข็งแรง ปราศจากโรคภัย
ปัจจุบัน Health Span ของคนไทยอยู่ที่เฉลี่ย 67 ปี หมายความว่าในช่วงท้ายของชีวิต เราอาจต้องอยู่กับความเจ็บป่วยเป็นเวลาหลายปี เป้าหมายใหม่ที่ท้าทายคือการขยับตัวเลขนี้ให้ไปถึง 75 ปี เพราะการมีอายุยืนเพียงอย่างเดียวโดยที่ร่างกายอ่อนแอไม่ใช่ความยั่งยืน แต่เป็นภาระทั้งต่อตนเองและงบประมาณของรัฐ
นพ.ตนุพล อธิบายว่าโลกปัจจุบันเต็มไปด้วยความตึงเครียด ทั้งจากสงครามจริง สงครามจิตวิทยา และสงครามการค้า ไม่มีนาทีไหนที่ความปลอดภัยและชีวิตที่ดีจะกลายเป็นสินค้าที่ล้ำค่าเท่าเวลานี้ ประเทศไทยมีศักยภาพที่โดดเด่นในการเป็น Wellness Hub Thailand ที่ไม่ได้ขายแค่การนอนโรงพยาบาล แต่กำลังขายชีวิต (Selling Life) ผ่านองค์ประกอบที่ไม่มีใครเลียนแบบได้
“ไทยมีอาหารออร์แกนิคที่อุดมสมบูรณ์ มีศาสตร์การนอนที่ลึกซึ้ง มีนวัตกรรมการแพทย์ที่ทันสมัย มีมวยไทยที่สร้างความแข็งแกร่ง และมีการปฏิบัติธรรมที่ชำระล้างจิตใจ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นทำให้คนทั่วโลกบินมาประเทศไทยเพื่อซื้อชีวิต และชาร์จพลังงานใหม่ให้กับตนเอง”
เสนอตั้งบอร์ดWellness แห่งชาติ
นพ.ตนุพล กล่าวต่อว่าปัญหาใหญ่ของ Wellness ไม่ใช่การขาดฝีมือ แต่คือการทำงานแบบแยกส่วน ภาครัฐและเอกชนต่างคนต่างทำจนขาดแรงส่งที่ทรงพลัง อยากเสนอให้ภาครัฐจัดตั้งคณะกรรมการ Wellness แห่งชาติ เพื่อทำหน้าที่เป็นหัวเรือใหญ่เหมือนโมเดล ศบค. ในช่วงโควิด เพราะการจะขับเคลื่อน Wellness ในไทย จำเป็นต้องมี "ศูนย์รวมอำนาจ" ที่สามารถสั่งการข้ามกระทรวงเพื่อเคลียร์ข้อจำกัดทางกฎหมาย (Sandbox)
“หากมีบอร์ด Wellness แห่งชาติ จะช่วยสร้าง Ecosystem Matching เชื่อมโยงงานวิจัยจากกระทรวง อว. เข้ากับธุรกิจ เช่น การจับคู่ฟาร์มออร์แกนิคในเชียงรายกับคลินิก Wellness ในกรุงเทพฯ เชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจ Wellness ของไทยจะเติบโตได้ถึง 10 เท่า และก้าวสู่แบรนด์ระดับโลกได้ไม่แพ้แคมเปญ Amazing Thailand"
นิยามของความหรูหราได้เปลี่ยนจากกระเป๋าแบรนด์เนมไปสู่ "การได้รับการเยียวยา" (Healing) นี่คือที่มาของกลุ่ม Generation M ซึ่งหมายถึงคนทุกวัยที่มี Mindset เดียวกันคือ "ต้องการสุขภาพที่ดี"
“คนไทยทุกคน คือ หัวใจสำคัญในฐานะ Ambassador หรือทูตสุขภาพ ความน่าเชื่อถือของประเทศไม่ได้มาจากงบโฆษณา แต่มาจากภาพลักษณ์ของคนไทยที่กินดี อยู่ดี และดูอ่อนเยาว์กว่าวัย หากนักท่องเที่ยวบินมาแล้วพบว่าคนไทยแข็งแรงและมีความสุข นั่นเป็นการปิดการขายที่ทรงพลังที่สุด และประเทศไทยเป็น Wellness Hub Thailand ได้อย่างแท้จริง”
เลิกมองการลงทุนด้านสุขภาพเป็นภาระ
เพื่อให้เศรษฐกิจ Wellness เติบโตอย่างเป็นรูปธรรม ภาครัฐต้องเลิกมองการลงทุนด้านสุขภาพเป็นภาระ แต่ต้องมองเป็น "Incentive" ไทยควรมีนโยบายภาษีที่ให้รางวัลแก่คนรักสุขภาพ เช่น การลดหย่อนภาษีสำหรับค่าตรวจเช็คสุขภาพ (Check-up) และค่าเรียนโยคะ สิทธิพิเศษทางภาษีสำหรับอุปกรณ์กีฬา ตั้งแต่ นวมมวยไทย ที่นอน หมอน ไปจนถึงการสร้างสระว่ายน้ำ
นพ.ตนุพล กล่าวด้วยว่าการสนับสนุนผู้ประกอบการที่สร้าง Ecosystem เพื่อสุขภาพเชิงเศรษฐศาสตร์แล้ว ถือเป็นการลงทุนให้ประชาชนแข็งแรงตั้งแต่วันนี้ และลดงบประมาณการรักษาพยาบาลในอนาคตได้จำนวนมาก เพราะการทำดีต้องมีคนเห็น และทำดีต้องได้รางวัล เพื่อเป็นแรงจูงใจให้ทุกคนหันมาเลือกสิ่งที่ดีต่อร่างกายมากกว่าสิ่งที่ทำลายสุขภาพ
ให้ทุนวิจัย Wellness ดันเป็นนวัตกรรม
ศ.เภสัชกรหญิง ดร.พรอนงค์ อร่ามวิทย์ อาจารย์ประจำคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่าหัวใจของ Wellness Hub คือนวัตกรรม แต่งานวิจัยไทยมักติดกับดัก Death Valley หรือหุบเขาแห่งความตาย ที่งานวิจัยดีๆ ขึ้นหิ้งแต่ไปไม่ถึงห้าง จุฬาฯต้องสร้าง Cultural Revolution โดยการเปลี่ยนบทบาทนักวิจัยให้เข้าใจการตลาดมากขึ้น
“การผลักดันให้นักวิจัยเป็นผู้ประกอบการจะต้องทำให้หลุดออกจากกรอบเดิมๆ ซึ่งอาจารย์เป็นนักวิจัย และเป็นคณบดีแม่ค้า โดยการหาแหล่งทุนมาบริหารคณะ พัฒนาอุปกรณ์ และดูแลบุคลากร โดยไม่รอแค่เงินอุดหนุนจากมหาวิทยาลัย หรือภาครัฐที่มักขาดความต่อเนื่อง การทำงานวิจัยต้นทุนที่หนักที่สุด จะเป็นค่าจ้างบุคลากรระดับสูง หากนักวิจัยไม่เปิดกว้างร่วมมือกับเอกชนเพื่อแชร์ค่าใช้จ่าย แลกกับการแก้โจทย์ทางเทคนิคให้ธุรกิจ นวัตกรรมไทยก็จะหยุดชะงัก”
ทั้งนี้ โครงการให้ทุนงานวิจัย Wellness เป็นการสร้างมาตรฐาน และในปีแรกจะอาศัยความร่วมมือผ่าน 6 เครือข่ายการวิจัยและนวัตกรรม (จุฬาฯ-ภาคกลาง, เชียงใหม่/แม่ฟ้าหลวง-ภาคเหนือ, ขอนแก่น-ภาคอีสาน และ มอ.-ภาคใต้) ภายใต้งบประมาณที่วางไว้ 180 ล้านบาทในปีแรก และ 270 ล้านบาทในปีที่สอง ซึ่งยังคงเป็นเพียงงบประมาณบนกระดาษ ที่ยังไม่ผ่านการอนุมัติจากบอร์ด สกสว. และเสี่ยงที่จะพลาดเส้นตายในเดือนกันยายนนี้
โดยใช้โมเดล “Train the Trainer” เพื่อขยายเครือข่ายโดยที่คุณภาพไม่ลดลง เปรียบเทียบกับมาตรฐานการนวดหน้าในญี่ปุ่นที่ต้องมีครูคอยคุมมาตรฐานอย่างใกล้ชิด ทุกสถานประกอบการในเครือข่ายจะต้องดึง Signature ของตนเองออกมา และฝึกฝนบุคลากรให้เป็นผู้เชี่ยวชาญที่สามารถส่งต่อองค์ความรู้มาตรฐานเดียวกันได้ทั่วประเทศ

