วันจันทร์ ที่ 25 พฤษภาคม 2569

Login
Login

‘สภาพัฒน์’ ชี้หนี้เสียไทยทะลุ 1.3 ล้านล้าน เตือน ‘Virtual Bank’ เสี่ยงดัน NPL เพิ่ม

‘สภาพัฒน์’ ชี้หนี้เสียไทยทะลุ 1.3 ล้านล้าน  เตือน ‘Virtual Bank’ เสี่ยงดัน NPL เพิ่ม

นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ   (สศช.) แถลงรายงานภาวะสังคมไทยไตรมาสหนึ่ง ปี 2569 ว่า สถานการณ์หนี้ครัวเรือนล่าสุดในไตรมาสสี่ ปี 2568  ปรับเพิ่มขึ้น 0.05%  มีมูลค่ารวม 16.44 ล้านล้านบาท ส่งผลให้สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อผลิตภัณฑ์ทมวลรวมในประเทศ( GDP) อยู่ที่ 86.7% ปรับเพิ่มขึ้นจากไตรมาสที่ผ่านมา ด้านคุณภาพสินเชื่อพบว่า สินเชื่อที่ผิดนัดชำระเกิน 90 วันขึ้นไป (NPLs) จากข้อมูลเครดิตบูโร มีมูลค่ารวม 1.31 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 9.59% ของสินเชื่อรวม ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก 9.45% ในไตรมาสที่ผ่านมา

โดยปรับเพิ่มขึ้นจากสินเชื่อที่อยู่อาศัยและสินเชื่อส่วนบุคคลเป็นหลัก ส่วนสินเชื่อที่ค้างชำระระหว่าง 31-90 วัน (SMLs) มีมูลค่า 480,000 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 3.51% เพิ่มขึ้นจาก 3.09% ของไตรมาสก่อนหน้า

ทั้งนี้ มีประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญ 3 เรื่องหลัก เรื่องแรกคือ พฤติกรรมการบริโภคของคนรุ่นใหม่กลุ่มอายุต่ำกว่า 25 ปี ที่มักซื้อสินค้าและบริการตามรีวิวหรือเทรนด์ออนไลน์ ส่งผลให้หนี้คงค้างบัตรเครดิตกลุ่มนี้โตเพิ่มขึ้น 13.5% และหนี้สินเชื่อส่วนบุคคลเติบโตเพิ่มขึ้น 11.5%  เป็นการเติบโตที่สูงที่สุดเมื่อเทียบกับกลุ่มอายุอื่นในปี 2568 จึงเสนอให้เร่งเสริมสร้างทักษะทางการเงินแก่คนรุ่นใหม่ตั้งแต่ระดับประถมศึกษา

เรื่องที่สองคือ การเปิดตัวของธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา (Virtual Bank) ที่ต้องเฝ้าระวังการก่อหนี้เพิ่ม เช่นเดียวกับกรณีของประเทศจีนที่พบว่าระบบสินเชื่อออนไลน์ทำให้ผู้กู้บางส่วนเข้าสู่วงจรหนี้ได้ง่ายขึ้น ขณะที่ประเทศฟิลิปปินส์พบว่าธนาคารดิจิทัลมีสัดส่วน NPLs สูงกว่าธนาคารแบบดั้งเดิม และเรื่องที่สามคือ อิทธิพลของ Finfluencer ต่อพฤติกรรมการเงินของครัวเรือนในยุคดิจิทัล

ซึ่งบางส่วนอาจเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่ครบถ้วนหรือคลาดเคลื่อน สศช. จึงเสนอให้กำกับดูแลเนื้อหาของ Finfluencer โดยกำหนดให้มีการขึ้นทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และต้องมีใบอนุญาตอย่างถูกต้อง

นอกจากนี้ ในด้านการคุ้มครองผู้บริโภคพบว่า ในไตรมาสแรกของปี 2569 มีการร้องเรียนของผู้บริโภคเพิ่มขึ้นถึง 16.2% โดยมีประเด็นสำคัญที่ต้องเฝ้าระวัง 3 กรณี ได้แก่ กรณีแรก คือ ความเปราะบางของกองทุนฌาปนกิจสงเคราะห์ ซึ่งบางแห่งขาดสภาพคล่องทางการเงิน ทุจริต หรือยุติการดำเนินงานกะทันหัน ส่งผลกระทบต่อสมาชิกจำนวนมาก

กรณีที่สอง คือ กลโกงรูปแบบใหม่ของมิจฉาชีพทางออนไลน์ อาทิ การหลอกลวงซื้อขายการ์ดการ์ตูนสะสม โดยมิจฉาชีพนำภาพที่สร้างจากปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาหลอกให้ผู้บริโภคสั่งจองล่วงหน้า (Pre-order) แล้วเชิดเงินหนี

รวมถึงกรณีกลุ่มมิจฉาชีพชักชวนลงทุนซื้อขายทองคำปลอมบนแพลตฟอร์มออนไลน์ และกรณีสุดท้าย คือ ปัญหาสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ที่มีการแพร่กระจายทั้งในตลาดทั่วไปและแพลตฟอร์มออนไลน์อย่างต่อเนื่อง