สธ.จีบ 2 บิ๊กบริษัทเครื่องมือแพทย์ระดับโลก ตั้งฐานผลิตในไทย เล็งบริษัทวัสดุใช้แล้วทิ้งทางการแพทย์จากจีน-อินเดีย ผลักดันภาคการแพทย์และสุขภาพสู่เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ ดึงการลงทุน สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
จากที่ กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) มีนโยบายขับเคลื่อน Medical Investment Hub ผลักดันภาคการแพทย์ และสุขภาพสู่เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ ต่อยอดศักยภาพระบบสาธารณสุขเพื่อดึงการลงทุนระดับโลก สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ตั้งเป้าดึงดูดเงินลงทุนใหม่กว่า 68,000 ล้านบาท สร้างผลต่อเศรษฐกิจไม่น้อยกว่า 0.5% ของ GDP และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันด้านสุขภาพ และสิ่งแวดล้อม จากอันดับ 56 สู่อันดับ 50 ผ่านกรอบความร่วมมือครอบคลุม 3 ด้านสำคัญ คือ
1.ด้านบริการทางการแพทย์และสุขภาพ (Service Hub) เป้าหมายมากกว่า 25,000 ล้านบาท สร้างผลต่อเศรษฐกิจไม่น้อยกว่า 0.2% ของ GDP
2.ด้านการวิจัยและพัฒนา (Research and Development Hub) เป้าหมายมากกว่า 5,000 ล้านบาท สร้างผลต่อเศรษฐกิจไม่น้อยกว่า 0.05% ของ GDP
3.ด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพ และเทคโนโลยีทางการแพทย์ (Product and Health Manufacturing Hub) ถ่ายทอดเทคโนโลยี และพัฒนาอุตสาหกรรมยา มากกว่า 37,000 ล้านบาท สร้างผลต่อเศรษฐกิจไม่น้อยกว่า 0.25% ของ GDP
ทั้งนี้ ได้สร้างความร่วมมือกับบริษัทชั้นนำด้านยา และสุขภาพระดับโลก 10 บริษัท ที่ผ่านมาได้ลงนามความร่วมมือกับ 5 บริษัทสร้างความร่วมมือแล้วไม่น้อยกว่า 6,800 ล้านบาท ประกอบด้วย
- บริษัท MSD เพื่อเพิ่มการเข้าถึงวัคซีน และส่งเสริมการลงทุนวิจัยทางคลินิก มูลค่า 2,500 ล้านบาท
- บริษัท Sandoz เพื่อเพิ่มการเข้าถึงยา ชีววัตถุคล้ายคลึง ถ่ายทอดเทคโนโลยี และเสริมสร้างความมั่นคงด้านยา สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ และการลงทุนกว่า 1,200 ล้านบาท
- บริษัท GSK ผู้นำด้านวัคซีน และนวัตกรรมการรักษาโรค เสนอขยายการลงทุนวิจัยทางคลินิก เพิ่มเติม 1,500 ล้านบาท เป็นเรื่องของโรคมาลาเรีย พร้อมพัฒนาศักยภาพบุคลากร และสถานพยาบาลวิจัย และการผลิตวัคซีนเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมวัคซีนไทย
- บริษัท Roche ผู้นำด้านนวัตกรรมยารักษาโรคมะเร็ง และการแพทย์แม่นยำ เสนอการลงทุนวิจัยทางคลินิกในเรื่องมะเร็งตับกับมะเร็งเต้านม 1,500 ล้านบาท ภายในปี 2572 พร้อมยกระดับศูนย์วิจัย ส่งเสริมการเข้าถึงยานวัตกรรมสำหรับผู้ป่วยมะเร็งตับ และมะเร็งเต้านม และศึกษาการต่อยอดอุตสาหกรรมยาในประเทศ
- บริษัท Bayer ผู้นำด้านวิทยาศาสตร์เพื่อชีวิต และนวัตกรรมทางการแพทย์ เสนอโอกาสการลงทุนวิจัยทางคลินิกระยะเริ่มต้นประมาณ 153 ล้านบาท พร้อมส่งเสริมการเข้าถึงยานวัตกรรม และพัฒนาระบบคัดกรองโรคจอประสาทตาด้วยเทคโนโลยี AI โดยตั้งเป้าขยายการคัดกรองจาก 2 ล้านคน เป็น 4 ล้านคน
จีบ 3 บริษัทบิ๊กเครื่องมือแพทย์
นายพัฒนา พร้อมพัฒนา รมว.สาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ว่า สธ.ยังเปิดกว้างต่อการลงทุนด้านยา เวชภัณฑ์ และผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ประเภทใช้แล้วทิ้ง (disposable) โดยวางแผนพัฒนาผ่าน 3 เสาหลัก (Pillars) ในแนวตั้ง ได้แก่ด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) ด้านบริการ (Service) และด้านการผลิต ผลิตภัณฑ์สุขภาพ (Product and Health Manufacturing)
พร้อมทั้งนำเสาหลักในแนวนอนเข้ามาประกบ ได้แก่ กลุ่มยา (Pharma), กลุ่มเครื่องมือแพทย์ (Medical Equipment) และกลุ่มของใช้แล้วทิ้ง (Disposable) ทั้ง 5 บริษัทที่ลงนาม MOU ไปแล้วนั้น ในแนวนอนส่วนใหญ่จัดอยู่ในกลุ่มยา และในแนวตั้งจะเน้นหนักที่การวิจัยและพัฒนา (R&D)
ก้าวต่อไปของกระทรวงฯ จะขยายไปยังกลุ่มเครื่องมือแพทย์ โดยเมื่อเดือนพฤษภาคม ที่ผ่านมา ในการประชุม UNGA ได้มีโอกาสพบและหารือร่วมกับผู้บริหารของบริษัท GE และ Siemens โดยมองว่าในแนวนอน 2 บริษัทนี้อยู่ในกลุ่มเครื่องมือแพทย์
ส่วนในแนวตั้งจะชักชวนให้เข้ามาตั้งฐานการผลิต (Manufacturing) ในประเทศไทย เพื่อเน้นเรื่องการใช้วัตถุดิบ และชิ้นส่วนในประเทศ (Local Content) และการสร้างโรงงาน คล้ายกับการย้ายฐานการผลิตของอุตสาหกรรมยานยนต์
เล็งผลิตภัณฑ์ใช้แล้วทิ้ง จีน-อินเดีย
ขณะที่กลุ่มผลิตภัณฑ์ใช้แล้วทิ้ง (disposable) จะมองไปยังประเทศจีน และอินเดีย ซึ่งได้มอบหมายให้ อย. ไปพิจารณามาตรฐานต่างๆ เพื่อรองรับการลงทุนจากหลากหลายประเทศไปพร้อมกัน นอกจากนี้ ประเทศรัสเซียก็ให้ความสนใจประเทศไทยเป็นอย่างมาก โดยสัปดาห์ก่อนหน้าได้มีการพบปะพูดคุยกับบริษัทยาของรัสเซียเช่นกัน
“ประเทศไทยมีจุดได้เปรียบทางยุทธศาสตร์ มีความเป็นกลาง และมีความแข็งแกร่งด้านการท่องเที่ยวที่ทำให้ชาวต่างชาติชื่นชอบ และอยากเข้ามาลงทุน รัฐบาลจึงต้องทำนโยบายให้ชัดเจน มีความต่อเนื่อง และกำหนดมาตรฐานที่ยอมรับได้โดยไม่ทำให้ความปลอดภัยของประชาชนลดลง เพื่อสร้างความมั่นคงทางยา เวชภัณฑ์ และขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจไปพร้อมกัน”นายพัฒนา กล่าว





