TDRI เผยจุดเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมไทย ชี้บทเรียนทุนจีนยุคใหม่ไร้ห่วงโซ่อุปทานในประเทศ แนะทางรอดผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์สันดาปย้ายฐานสู่อุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ ปลดล็อกไทยสู่ประเทศรายได้สูงภายในปี 2580
KEY POINTS
- ดร.นพรุจ จินดาสมบัติเจริญ จาก TDRI ชี้ว่าอุตสาหกรรมไทย โดยเฉพาะยานยนต์สันดาป กำลังอยู่ในการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ และต้องปรับทิศทางเพื่อความอยู่รอด
- การลงทุนสมัยใหม่ในไทยมีโอกาสสำคัญในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ผ่านการผลิตแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง
- อุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์เป็นอีกหนึ่งทางรอดที่น่าสนใจ เนื่องจากไทยมีตลาดในประเทศขนาดใหญ่ที่นำเข้าสินค้ามูลค่าเกือบ 1 แสนล้านบาทต่อปี
- ผู้ผลิตในอุตสาหกรรมเดิม เช่น ชิ้นส่วนยานยนต์ มีศักยภาพที่จะเปลี่ยนผ่านสู่การผลิตเครื่องมือแพทย์ แต่ขาดความมั่นใจในตลาดรองรับ ซึ่งเป็นโจทย์ที่นโยบายภาครัฐต้องแก้ไข
- การจะก้าวสู่การเป็นประเทศรายได้สูงตามเป้าหมาย ประเทศไทยจำเป็นต้องมีผลิตภัณฑ์ และเทคโนโลยีที่เป็นของตัวเองเพื่อแข่งขันในตลาดโลก ไม่ใช่แค่การรับการลงทุนจากต่างชาติ
ดร.นพรุจ จินดาสมบัติเจริญ นักวิชาการด้านนโยบายอุตสาหกรรม สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กล่าวในงาน KT Dialogue New Horizon: Thailand Investment Playbook จัดโดย "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า อุตสาหกรรมปัจจุบันกำลังเกิดการเปลี่ยนผ่านอย่างแท้จริง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์เครื่องยนต์สันดาป และอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่ห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) กำลังเริ่มดิ้นรน และต้องปรับเปลี่ยนทิศทางว่าควรจะไปทางไหนต่อ
อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา ประเทศไทยถือเป็นเป้าหมายที่มีการลงทุนสมัยใหม่เข้ามาจำนวนมาก และพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) สามารถดำเนินงานได้ค่อนข้างดี ตัวอย่างเม็ดเงินลงทุนใหม่ๆ ที่เห็นได้ชัดเจน ได้แก่ ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง ที่สามารถนำไปใช้ในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ได้
ดร.นพรุจ เปรียบเทียบความแตกต่างของการย้ายฐานการลงทุนของยุคญี่ปุ่น และยุคปัจจุบัน เช่น จีน มาลงทุนนั้น ว่า บริบทของการย้ายฐานการลงทุนจากอุตสาหกรรมเดิมไปสู่อุตสาหกรรมใหม่ในยุคปัจจุบัน มีความแตกต่างจากยุคที่ญี่ปุ่นเข้ามาลงทุนในไทยอย่างสิ้นเชิง โดยมีความแตกต่างสำคัญ 2 ประการ ได้แก่
1. การเน้นความมั่นคง ปลอดภัย ต้องยอมรับว่า ในช่วง 1-2 ปีนี้ การย้ายฐานการลงทุน โดยเฉพาะจากจีน มุ่งเน้นเรื่องความมั่นคง (Security) เป็นหลัก แตกต่างจากยุคญี่ปุ่นที่ย้ายฐานเพราะไทยมีต้นทุนที่ถูกกว่าญี่ปุ่นอย่างแท้จริง แต่ในปัจจุบัน ต้นทุนการผลิตในจีนเองก็ยังคงถูกกว่าประเทศไทย
2. บทบาทของข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) ซึ่งทำให้ผู้ลงทุนสามารถส่งชิ้นส่วนต่างๆ เข้ามาจากจีนได้อยู่ดี ส่งผลให้เป้าหมายในการสร้างห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ภายในประเทศไทยเหมือนในยุคยานยนต์สันดาปนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติเหมือนสมัยก่อนอีกต่อไป
ดังนั้น โจทย์นโยบายที่สำคัญคือ จะวางเป้าหมายอย่างไรเพื่อให้การส่งเสริมการลงทุนสามารถนำไปสู่การเชื่อมโยง และสร้างห่วงโซ่อุปทานในประเทศไทยได้มากขึ้น
เงื่อนไข และโจทย์สำคัญสู่การเป็นประเทศรายได้สูง ที่ประเทศไทยมีเป้าหมายการก้าวไปสู่การเป็นประเทศรายได้สูงตามที่รัฐบาลประกาศมาตลอดช่วง 2 ปีนี้ ซึ่งตามแผนคือปี 2580 นั้น ประเทศไทยต้องมีผลิตภัณฑ์ และเทคโนโลยีที่เป็นของตัวเองอย่างแท้จริง ที่สามารถนำไปใช้แข่งขันในตลาดโลกได้ ไม่ใช่จำกัดอยู่แค่ในประเทศ และเป็นเทคโนโลยีที่ผ่านการวิจัย และเชื่อมโยงกับผู้พัฒนาของไทย
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โอกาสในการเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ โดยอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์เป็นอุตสาหกรรมที่น่าสนใจมาก เนื่องจากไทยมีตลาดในประเทศขนาดใหญ่ โดยมีการนำเข้าผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์เกือบ 100,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการนำเข้ามาจัดซื้อ และใช้งานภายในประเทศ
ดังนั้น จึงเป็นโอกาสของผู้ผลิตในอุตสาหกรรมเดิม เช่น ชิ้นส่วนยานยนต์สันดาป พลาสติก สิ่งทอ หรือยา สามารถเปลี่ยนผ่านเข้าสู่อุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ได้ เพราะคำว่าเครื่องมือแพทย์กว้างมาก มีผลิตภัณฑ์ตั้งแต่ระดับเทคโนโลยีต่ำ ที่เน้นกลไก ไปจนถึงผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีสูงมากที่ต้องการความสะอาดขั้นสูง และอิเล็กทรอนิกส์กำลัง
ผู้ผลิตชิ้นส่วนระดับกลางของไทยที่ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์สันดาป แท้จริงแล้วมีความสามารถ และคุณภาพการผลิตที่เพียงพอที่จะเปลี่ยนผ่านได้ แต่สิ่งที่พวกเขาขาดคือ ความมั่นใจในการลงทุนเพื่อเปลี่ยนผ่าน เพราะไม่มั่นใจว่าจะสามารถเข้าสู่ตลาด และมีตลาดรองรับสินค้าหลังจากปรับเปลี่ยนสายการผลิตแล้วหรือไม่ นโยบายอุตสาหกรรมจึงต้องแก้โจทย์ว่าจะทำอย่างไรให้ผู้ผลิตกลุ่มนี้มั่นใจว่าจะมีตลาดรองรับที่ชัดเจนหากเลือกที่จะเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยี
ดังนั้น โจทย์หลักที่เป็นความท้าทายของไทยในปัจจุบัน คือ 1. การเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน 2. การพัฒนาแรงงานเพื่อรองรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีที่เข้ามาลงทุน และ 3. การสร้างเทคโนโลยีของตนเองเพื่อนำไปสู่เป้าหมายประเทศรายได้สูง
สำหรับยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเป้าหมาย (S-Curve) นั้น นโยบายที่ผ่านมายังขาดความแหลมคม และไม่เห็นภาพสุดท้ายที่ชัดเจน แม้จะมีการประกาศเป้าหมายอย่างการเป็นศูนย์กลางยานยนต์ไฟฟ้า (EV Hub) หรือนโยบาย Made in Thailand แต่กลับยังไม่มีคำตอบที่แน่ชัดว่าศักยภาพที่แท้จริงของไทยอยู่ตรงจุดไหนในอุตสาหกรรมเหล่านั้น
ทั้งนี้ ปัญหาสำคัญที่พบคือ เมื่อเป้าหมายใหญ่ไม่ชัดเจน การส่งต่อนโยบายไปยังหน่วยงานต่างๆ หรือกระทรวงที่เกี่ยวข้องจึงเกิดปัญหาการตีความที่แตกต่างกันไปตามบริบทของแต่ละหน่วยงาน ส่งผลให้การดำเนินงานในปัจจุบันเป็นไปในลักษณะแยกส่วน ไม่สามารถนำไปสู่ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมในเชิงการพัฒนาขีดความสามารถได้จริง แต่จะไปปรากฏผลในแง่ของตัวเลขการลงทุนจากต่างชาติเสียมากกว่า
ในความเป็นจริงทุกอุตสาหกรรมมีมูลค่าแฝงอยู่ แต่โจทย์ใหญ่คือ ประเทศไทยจะสามารถ Capture หรือเก็บเกี่ยวมูลค่าเหล่านั้นไว้ได้หรือไม่ แม้การลงทุนจากต่างชาติจะนำพาเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามา แต่หากคนไทยไม่มีความสามารถในการปรับตัวหรือเชื่อมต่อกับการลงทุนเหล่านั้น เทคโนโลยีเหล่านั้นก็จะไม่เกิดประโยชน์สูงสุดต่อเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





