วันจันทร์ ที่ 5 ตุลาคม 2569

Login
Login

ไทย'ฮับเมดิคัล-เวลเนส’โลก เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ 10 ปีดัน '5 ฮับสุขภาพ-การแพทย์’

กางแผน 10 ปี ไทยเร่งสปีด “เมดิคัล &เวลเนสฮับ” ขุมพลังใหม่ปลุกเศรษฐกิจ จุดพลุ “5 ฮับแฟล็กชิป” ยกระดับสู่ “อุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร”

KEY POINTS

  • กางแผน 10 ปี ไทยเร่งสปีด “เมดิคัล &เวลเนสฮับ” ขุมพลังใหม่ปลุกเศรษฐกิจ จุดพลุ “5 ฮับแฟล็กชิป” ยกระดับสู่ “อุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร”
  • ขณะที่อุตสาหกรรมสุขภาพและความงามไทย ติดท็อป 3 โลก โดดเด่น Natural product
  • เอกชนภาคบริการ “บีดีเอ็มเอส” ชงตั้ง เวลเนส แซนด์บ็อกซ์  บ่มเพาะความชำนาญ ส่วน“รพ.พระรามเก้า” ดันรายได้ต่างชาติพุ่ง 29% 

ตั้งแต่ปี 2547 ประเทศไทยขับเคลื่อน “เมดิคัลฮับ (Medical Hub)” แต่ยังโดดเด่นกระจุกอยู่เฉพาะ “บริการรักษาพยาบาล” ที่สามารถสร้างเม็ดเงินเข้าสู่ประเทศได้ปีละหลายแสนล้านบาท และหากยกระดับสู่ “อุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร”จะสร้างรายได้เพิ่มขึ้นอย่างมาก จึงถูกวางเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ เนื่องจากไทยมีศักยภาพเป็น “ฮับการแพทย์และเวลเนสระดับนานาชาติ” อย่างน้อย 5 แฟล็กชิป(Flagship)

รัฐบาลกำหนด “การแพทย์และเวลเนส” เป็น 1 ใน 7 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ที่ประเทศไทยจะขับเคลื่อน เพื่อผลักดันการเติบโตทางเศรษฐกิจหรือ จีดีพี ให้มากกว่า 3% ภายในปี 2570 เพิ่มสัดส่วนลงทุนรวมของประเทศเป็น 30% ของจีดีพี ผ่านนโยบายใช้การลงทุนนำ (Investment-Led Growth Policy) และยกระดับขีดความสามารถแข่งขันของไทยขึ้นสู่อันดับที่ 20 ของโลกภายใน 4 ปี มุ่งสู่เป้าหมายระยะยาวนำพาไทยยกระดับสู่ประเทศรายได้สูงใน 12 ปี 

พร้อมเร่งกำหนดกรอบการทำงาน เสนอต่อคณะกรรมการร่วมภาครัฐ และเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีเป็นประธานภายใน 1 เดือน

เร่งสปีด 5 ฮับแฟล็กชิป

ตาม“ยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ (Wellness and Medical Service Hub) พ.ศ. 2568- 2577” แผนขับเคลื่อน 10 ปี มีการวิเคราะห์ศักยภาพประเทศและความต้องการตลาดโลก มากำหนดเป้าหมายที่่ไทยมีโอกาสสููงในการพัฒนาและแข่งขันเป็น “ศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติและอุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร” 5 เรื่องสำคัญ ประกอบด้วย 

1.ศูนย์กลางบริการรักษาพยาบาล (Medical Service Hub) นอกเหนือให้บริการรักษาทางการแพทย์ ยังมี 4 บริการที่มุ่งเป้าเนื่องจากมีมูลค่าสูง คือ การส่งเสริมบริการสุขภาพและเวชศาสตร์ความงาม ไทยติดอันดับจุุดหมายศัลยกรรมความงามโลก ราคาจับต้องได้ และบุุคลากรมืออาชีพ 

บริการปฏิสนธิภายนอกร่างกาย หรือทำเด็กหลอดแก้ว (IVF) อัตราความสำเร็จสููงเทียบสากล ราคาแข่งขันได้ โดดเด่นด้านบริการเฉพาะบุุคคล บริการผ่าตัดแปลงเพศ ไทยเป็นที่รู้จักระดับโลกแพทย์เชี่ยวชาญระดับนานาชาติ แพ็กเกจคุ้มค่า มีระบบฟื้นฟูู (Wellness Retreat) และบริการทันตกรรม สำหรับชาวต่างชาติที่รับการรักษาในไทย ตลาดเติบโตสููง และค่ารักษาราคาถููกกว่าคู่แข่งสำคัญถึง 60-70%

จุุดหมายปลายทาง ‘สุุขภาพแบบองค์รวม’

2.ศูนย์กลางบริการเพื่อส่งเสริมสุขภาพ (Wellness Hub) เป็นกลุ่มบริการที่มีศักยภาพสููง สร้างการกระจายตัวของการเติบโตทางเศรษฐกิจไปสู่เศรษฐกิจฐานราก ลดเหลื่อมล้ำมีจุุดแข็งภููมิปัญญาท้องถิ่น และบริการที่ผสานศาสตร์ดั้งเดิมเข้ากับมาตรฐานสากล เน้นเชื่อมโยงทุนและภูมิปัญญาท้องถิ่นแต่ละพื้นที่กับยุุทธศาสตร์พัฒนาประเทศ 

ทั้งนี้ เพื่อยกระดับประเทศไทยให้เป็นจุุดหมายปลายทางด้านส่งเสริมสุุขภาพแบบองค์รวม (Holistic Wellness) ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล อาศัยจุุดแข็งที่ทั่วโลกยอมรับ เช่น นวดไทยและสปา เป็นต้น ขณะที่ เวลเนสไม่ใช่เพียงท่องเที่ยวเท่านั้น แต่ยังกระจายธุรกิจไปถึง 11 ภาคส่วน อาทิ อสังหาริมทรัพย์ ,ฟิตเนสและกิจกรรมทางกาย,สุขภาพจิต และบ่อน้ำพุร้อนและน้ำแร่ เป็นต้น

ผลิต-ส่งออกผลิตภัณฑ์สุุขภาพระดับภููมิภาค

3.ศูนย์กลางยาและผลิตภัณฑ์ (Product Hub)  ไทยมีจุดแข็งผลิตยาและเวชภัณฑ์ที่มีโรงงานผลิตยาในประเทศมาก รัฐส่งเสริมเป็น New S–Curve ใน EEC บวกกับ สมุุนไพรและสารสกัดธรรมชาติมีศักยภาพทดแทนนำเข้า มููลค่าส่งออกสููง รวมถึง ผลิตภัณฑ์นวัตกรรมสุุขภาพอย่างอาหารฟังก์ชัน และเวชสำอางเติบโตและการส่งออกสููง การขับเคลื่อนจึงให้ความสำคัญกับการส่งเสริมกลุ่มธุุรกิจอาหารแห่งอนาคต ควบคู่กับพัฒนาอุุตสาหกรรมสมุุนไพรให้ได้มาตรฐานสากล

รวมถึงส่งเสริมการวิจัยผลิตยาเพื่อการบำบัดรักษาขั้นสูง (ATMPs) ส่วนเครื่องมือแพทย์ จะเน้นพัฒนาองค์ความรู้เฉพาะผู้ประกอบการไทย รวมถึงปรับปรุุงระบบจัดซื้อ จัดจ้างภาครัฐให้มุ่งสนับสนุุนอุุตสาหกรรมในประเทศ เพื่อขับเคลื่อนไทยสู่ผู้ผลิตและส่งออกผลิตภัณฑ์สุุขภาพชั้นนำในระดับภููมิภาค

ดึงวิจัยคลินิก-งานประชุมเข้าไทย

 4.ศูนย์กลางบริการวิชาการ (Academic Hub) เน้นยกระดับองค์ความรู้ด้านสุุขภาพ ถ่ายทอดเทคโนโลยี สร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างประเทศ สร้างแรงดึงดููดต่างชาติให้มาลงทุุน หรือร่วมพัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์ในไทย เป้าหมายหลักสร้างความเข้มแข็งด้านศึกษาวิจัยทางคลินิก (Clinical Trial), ส่งเสริมการพัฒนา Clinical Research Organization (CRO) และผลักดันเป็นศููนย์กลางฝึกอบรมด้านสุุขภาพของภููมิภาคอาเซียน

และ 5.ศูนย์กลางจัดประชุมและนิทรรศการด้านการแพทย์และสุขภาพ (Health Convention and Exhibition Hub) มีเป้าหมายหลักดึงดููดงานประชุุมและนิทรรศการที่สำคัญสาขาการแพทย์ นวัตกรรมสุุขภาพ และ Wellness จากทั่วโลกมาจัดในไทยอย่างต่อเนื่อง ,เป็นศููนย์กลางจับคู่ธุุรกิจ และสร้างความร่วมมือระหว่างนักลงทุุน ผู้ประกอบการ นักวิจัย และบุุคลากรการแพทย์ทั้งในและต่างประเทศ ,

สร้างการรับรู้และความเชื่อมั่นศักยภาพเมดิคัลและเวลเนสฮับของไทย ผ่านกิจกรรมประชุุมนานาชาติ สร้างมููลค่าจากการเดินทางและพักอาศัยของผู้เข้าร่วมงาน ทั้งนี้ เมื่อปี 2567 ไทยมีนักเดินทางไมซ์ราว 23.2 ล้านคน ทำรายได้ 1.4 แสนล้านบาท ผ่าน 3 กลุ่มธุุรกิจหลัก ได้แก่ งานเทศกาลนานาชาติ การแสดงสินค้านานาชาติ และตลาดไมซ์ในประเทศ 

ส่วนปี 2569 เดือนพ.ย.ไทยเป็นเจ้าภาพการประชุม Global Wellness Summit (GWS) 2026 ที่จ.ภูเก็ต และปี 2570 เจ้าภาพจัดการประชุมระดับโลกด้านการแพทย์ดั้งเดิม ครั้งที่ 3 (3rd WHO Global Summit on Traditional Medicine) เป็นต้น

ขับเคลื่อนผ่าน 3 ยุทธศาสตร์

โดยจะขับเคลื่อนผ่าน 3 ยุุทธศาสตร์หลัก ประกอบด้วย 1. เพิ่มขีดความสามารถแข่งขันด้านอุุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร 2.พัฒนาระบบนิเวศอุุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร และ 3.ส่งเสริมการตลาดและประชาสัมพันธ์

ทพ.อาคม ประดิษฐสุวรรณ รองอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ(สบส.) กล่าวว่า การดำเนินการเมดิคัลและเวลเนสฮับยกระดับสู่อุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร เป็นไปตามกรอบยุทธศาสตร์ 10 ปี ขณะนี้ กรมมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาจัดทำมาตรการขับเคลื่อนตามเป้าหมายการเป็นศูนย์กลางในด้านต่างๆ ก่อนนำเสนอต่อบอร์ดเมดิคัลและเวลเนสฮับในการประชุมครั้งต่อไป

ไทย'ฮับเมดิคัล-เวลเนส’โลก เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ 10 ปีดัน '5 ฮับสุขภาพ-การแพทย์’

ขยายเวลาเมดิคัลวีซ่า

นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข(สธ.) กล่าวว่า ส่วนบริการรักษาพยาบาลจะประสานเพื่อให้ผู้ป่วยต่างชาติเข้ารับบริการในรพ.สังกัด สธ.ที่มีความศักยภาพและความพร้อมมากขึ้น เพื่อเป็นการเพิ่มรายได้ให้กับโรงพยาบาล

นอกจากนี้ จะเสนอขยายเวลาเมดิคัลวีซ่า (Medical Visa) ส่วนการวิจัยทางคลินิก มีเป้าหมายดึงลงทุนเพิ่มเข้ามาสู่ประเทศให้ได้ 10,000 ล้านบาท ตอนนี้ดีลได้แล้วราว 4,000 ล้านบาท และเรื่องผลิตภัณฑ์สุขภาพจะดันเป็นผลิตภัณฑ์สุขภาพระดับโลก ที่ได้มาตรฐานและนวัตกรรมสุขภาพที่มีศักยภาพ เปิดโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจให้ประเทศ 

อุตฯสุขภาพและความงามไทย Top 3 โลก

สำหรับภาคผลิต นายนาคาญ์ ทวิชาวัฒน์ ประธานคลัสเตอร์อุตสาหกรรมสุขภาพและความงาม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) ให้สัมภาษณ์ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า อุตสาหกรรมสุขภาพและความงามของไทยอยู่ในระดับ Top 3 ของโลก แม้ปีนี้จะได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งและวิกฤติ เศรษฐกิจที่เกิดขึ้น แต่ตลาดสุขภาพและความงามยังมีแนวโน้มการเติบโตอย่างต่อเนื่อง 

ทั้งนี้ ไทยมีแนวทางการขับเคลื่อน ตลาดเครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์ความงาม และสมุนไพรไทย เน้นการยกระดับผลิตภัณฑ์ด้วยนวัตกรรมและมาตรฐานสากล 

“ปี 2569 ตลาดเครื่องสำอางและความงามทรงตัวในระดับเดิม ไม่เติบโตมากนัก และคาดว่ามีการหดตัวลงประมาณ 5-10% เนื่องจากกำลังซื้อของผู้คนชะลอตัวลงตามสภาพเศรษฐกิจ ขณะที่ชาวต่างชาติมาไทยน้อยลง และคนจะเริ่มระมัดระวังการใช้จ่ายและประหยัดมากขึ้น ส่วนผลิตภัณฑ์ยอดนิยมในตลาดเครื่องสำอางและความงามไทย คือผลิตภัณฑ์บำรุงผิว,ผลิตภัณฑ์ควบคุมน้ำหนัก/อาหารทดแทน, ยาดมและอโรมา สมุนไพร ,กลุ่มอาหารบำรุงสุขภาพ และผลิตภัณฑ์สปา ”นายนาคาญ์ กล่าว

แนะปรับตัว หวั่นจีนบุกตลาด

นายนาคาญ์ กล่าวด้วยว่า อุตสาหกรรมเครื่องสำอางมีการแข่งขันค่อนข้างสูง โดยเฉพาะเมื่อประเทศจีนเข้าสู่ตลาดและกำลังเติบโตมากขึ้น อีกทั้ง สกินแคร์ของผู้ประกอบการไทยบางแห่งยังต้องนำเข้าวัตถุดิบส่วนใหญ่จากจีน หากไม่มีการปรับตัวอีก 3-4 ปี ข้างหน้าจะประสบปัญหาและความท้าทายมากขึ้น 

แนะนำให้เตรียมพร้อมรับมือทั้งในเรื่องของการเพิ่มการใช้วัตถุดิบภายในประเทศ ลดต้นทุนการผลิตโดยนำเทคโนโลยี อาทิ หุ่นยนต์ (Robot) หรือ AI มาใช้สร้างมาตรฐาน และเพิ่มการร่วมมือกับต่างประเทศ

“เทรนด์เครื่องสำอางและความงาม ยังคงเป็นเรื่องของ ผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ(Natural product) และใช้ส่วนประกอบของสมุนไพร เอสเอ็มอีจึงเข้าร่วมแข่งขันในตลาดได้มากขึ้น เพราะมีการดำเนินการเรื่องนี้อยู่แล้ว แต่ขาดการประชาสัมพันธ์ ดังนั้น ภาครัฐ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเร่งโปรโมตผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางและความงามของไทยให้เข้าถึงตลาดในต่างประเทศ” นายนาคาญ์ กล่าว

เสนอจัดตั้ง “เวลเนสแซนด์บ็อกซ์”   

ในส่วนภาคบริการ พญ.ปรมาภรณ์ ปราสาททองโอสถ ประธานกรรมการบริหาร และกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ BDMS กล่าวตอนหนึ่งภายในงาน ประชุมสุดยอดผู้นำ “The Bangkok Business Summit 2026” ภายใต้แนวคิด “Reinvent Thailand, Resilient ASEAN” พลิกโฉมประเทศไทย เสริมสร้างความแข็งแกร่ง สู่การปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจอาเซียน ว่า หากประเทศไทยต้องการสร้างเศรษฐกิจใหม่จาก Wellness จำเป็นต้องหาวิธีก้าวข้ามข้อจำกัดด้านกฎระเบียบ

ไทย'ฮับเมดิคัล-เวลเนส’โลก เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ 10 ปีดัน '5 ฮับสุขภาพ-การแพทย์’

หนึ่งในแนวทางที่เสนอ คือ จัดทำ “เวลเนสแซนด์บ็อกซ์ (Wellness Sandbox) ในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง หรืออาจกำหนดเป็นจังหวัดนำร่อง เพื่อเปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจทดลองพัฒนาบริการภายใต้กรอบที่กำหนด จะทำให้ผู้กำหนดนโยบายสามารถมองเห็นความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นและกำหนดมาตรการจัดการได้ 

ขณะที่ภาคเอกชนสามารถทดลองรูปแบบใหม่ได้อย่างมีขอบเขต เนื่องจากเวลเนสเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นใหม่และเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ทำให้กฎหมายอาจตามไม่ทัน หากมีการเปิดพื้นที่ให้ทดลอง ก็จะสามารถเรียนรู้จากการปฏิบัติจริงและนำผลที่ได้ไปพัฒนากฎระเบียบต่อไป

พระรามเก้าดันรายได้ต่างชาติพุ่ง 29%

ด้านนพ.วิทยา วันเพ็ญ รองกรรมการผู้อำนวยการ โรงพยาบาลพระรามเก้า เปิดเผยว่า ผลสำเร็จจากการวางยุทธศาสตร์ชูความเชี่ยวชาญรักษาโรคซับซ้อนตลอด 3 ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้สัดส่วนรายได้จากผู้ป่วยต่างชาติติดสปีดเติบโตเกือบเท่าตัว จากเดิม 15% พุ่งขึ้นมาแตะ 29% ของรายได้รวมในไตรมาสล่าสุด 

มีฐานผู้ป่วยคุณภาพสูง 3 กลุ่มหลัก ทั้งตะวันออกกลาง (กาตาร์ ยูเออี คูเวต โอมาน ซาอุดีอาระเบีย), กลุ่ม CLMV (เมียนมา-ลาว) และกลุ่ม Expat บริษัทยักษ์ใหญ่ของจีน คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 70% ของรายได้ต่างชาติ

โรงพยาบาลกำลังเร่งขยายตลาดสู่ ‘อินโดนีเซีย’ ซึ่งมีขนาดประชากรมากเป็นอันดับ 4 ของโลก เพื่อดึงดูดกลุ่มผู้ป่วยกำลังซื้อสูงมารักษาโรคยากในไทย พร้อมจับมือพันธมิตรสายการบินชั้นนำระดับโลกทั้งสายการบินและบริษัทประกันภัยข้ามชาติ เพื่อเชื่อมต่อระบบบริการ Cashless แฟกซ์เคลมทันทีไม่ต้องสำรองจ่าย 

ส่วนโรดแมป 3-5 ปีข้างหน้า เตรียมเม็ดเงินศึกษาลงทุนเครื่องฉายแสงรังสีรักษา เติมเต็มการรักษามะเร็งครบวงจร ยกระดับสู่ Specialist Hospital รับสังคมสูงวัย ย้ำจุดยืน Value for Money ฟันเฟืองสร้างรายได้เมดิคัลทัวริซึมเข้าสู่ประเทศไทยระยะยาว