กางแผน 10 ปี ไทยเร่งสปีด “เมดิคัล &เวลเนสฮับ” ขุมพลังใหม่ปลุกเศรษฐกิจ จุดพลุ “5 ฮับแฟล็กชิป” ยกระดับสู่ “อุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร”
KEY POINTS
- กางแผน 10 ปี ไทยเร่งสปีด “เมดิคัล &เวลเนสฮับ” ขุมพลังใหม่ปลุกเศรษฐกิจ จุดพลุ “5 ฮับแฟล็กชิป” ยกระดับสู่ “อุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร”
- ขณะที่อุตสาหกรรมสุขภาพและความงามไทย ติดท็อป 3 โลก โดดเด่น Natural product
- เอกชนภาคบริการ “บีดีเอ็มเอส” ชงตั้ง เวลเนส แซนด์บ็อกซ์ บ่มเพาะความชำนาญ ส่วน“รพ.พระรามเก้า” ดันรายได้ต่างชาติพุ่ง 29%
ตั้งแต่ปี 2547 ประเทศไทยขับเคลื่อน “เมดิคัลฮับ (Medical Hub)” แต่ยังโดดเด่นกระจุกอยู่เฉพาะ “บริการรักษาพยาบาล” ที่สามารถสร้างเม็ดเงินเข้าสู่ประเทศได้ปีละหลายแสนล้านบาท และหากยกระดับสู่ “อุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร”จะสร้างรายได้เพิ่มขึ้นอย่างมาก จึงถูกวางเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ เนื่องจากไทยมีศักยภาพเป็น “ฮับการแพทย์และเวลเนสระดับนานาชาติ” อย่างน้อย 5 แฟล็กชิป(Flagship)
รัฐบาลกำหนด “การแพทย์และเวลเนส” เป็น 1 ใน 7 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ที่ประเทศไทยจะขับเคลื่อน เพื่อผลักดันการเติบโตทางเศรษฐกิจหรือ จีดีพี ให้มากกว่า 3% ภายในปี 2570 เพิ่มสัดส่วนลงทุนรวมของประเทศเป็น 30% ของจีดีพี ผ่านนโยบายใช้การลงทุนนำ (Investment-Led Growth Policy) และยกระดับขีดความสามารถแข่งขันของไทยขึ้นสู่อันดับที่ 20 ของโลกภายใน 4 ปี มุ่งสู่เป้าหมายระยะยาวนำพาไทยยกระดับสู่ประเทศรายได้สูงใน 12 ปี
พร้อมเร่งกำหนดกรอบการทำงาน เสนอต่อคณะกรรมการร่วมภาครัฐ และเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีเป็นประธานภายใน 1 เดือน
เร่งสปีด 5 ฮับแฟล็กชิป
ตาม“ยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ (Wellness and Medical Service Hub) พ.ศ. 2568- 2577” แผนขับเคลื่อน 10 ปี มีการวิเคราะห์ศักยภาพประเทศและความต้องการตลาดโลก มากำหนดเป้าหมายที่่ไทยมีโอกาสสููงในการพัฒนาและแข่งขันเป็น “ศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติและอุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร” 5 เรื่องสำคัญ ประกอบด้วย
1.ศูนย์กลางบริการรักษาพยาบาล (Medical Service Hub) นอกเหนือให้บริการรักษาทางการแพทย์ ยังมี 4 บริการที่มุ่งเป้าเนื่องจากมีมูลค่าสูง คือ การส่งเสริมบริการสุขภาพและเวชศาสตร์ความงาม ไทยติดอันดับจุุดหมายศัลยกรรมความงามโลก ราคาจับต้องได้ และบุุคลากรมืออาชีพ
บริการปฏิสนธิภายนอกร่างกาย หรือทำเด็กหลอดแก้ว (IVF) อัตราความสำเร็จสููงเทียบสากล ราคาแข่งขันได้ โดดเด่นด้านบริการเฉพาะบุุคคล บริการผ่าตัดแปลงเพศ ไทยเป็นที่รู้จักระดับโลกแพทย์เชี่ยวชาญระดับนานาชาติ แพ็กเกจคุ้มค่า มีระบบฟื้นฟูู (Wellness Retreat) และบริการทันตกรรม สำหรับชาวต่างชาติที่รับการรักษาในไทย ตลาดเติบโตสููง และค่ารักษาราคาถููกกว่าคู่แข่งสำคัญถึง 60-70%
จุุดหมายปลายทาง ‘สุุขภาพแบบองค์รวม’
2.ศูนย์กลางบริการเพื่อส่งเสริมสุขภาพ (Wellness Hub) เป็นกลุ่มบริการที่มีศักยภาพสููง สร้างการกระจายตัวของการเติบโตทางเศรษฐกิจไปสู่เศรษฐกิจฐานราก ลดเหลื่อมล้ำมีจุุดแข็งภููมิปัญญาท้องถิ่น และบริการที่ผสานศาสตร์ดั้งเดิมเข้ากับมาตรฐานสากล เน้นเชื่อมโยงทุนและภูมิปัญญาท้องถิ่นแต่ละพื้นที่กับยุุทธศาสตร์พัฒนาประเทศ
ทั้งนี้ เพื่อยกระดับประเทศไทยให้เป็นจุุดหมายปลายทางด้านส่งเสริมสุุขภาพแบบองค์รวม (Holistic Wellness) ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล อาศัยจุุดแข็งที่ทั่วโลกยอมรับ เช่น นวดไทยและสปา เป็นต้น ขณะที่ เวลเนสไม่ใช่เพียงท่องเที่ยวเท่านั้น แต่ยังกระจายธุรกิจไปถึง 11 ภาคส่วน อาทิ อสังหาริมทรัพย์ ,ฟิตเนสและกิจกรรมทางกาย,สุขภาพจิต และบ่อน้ำพุร้อนและน้ำแร่ เป็นต้น
ผลิต-ส่งออกผลิตภัณฑ์สุุขภาพระดับภููมิภาค
3.ศูนย์กลางยาและผลิตภัณฑ์ (Product Hub) ไทยมีจุดแข็งผลิตยาและเวชภัณฑ์ที่มีโรงงานผลิตยาในประเทศมาก รัฐส่งเสริมเป็น New S–Curve ใน EEC บวกกับ สมุุนไพรและสารสกัดธรรมชาติมีศักยภาพทดแทนนำเข้า มููลค่าส่งออกสููง รวมถึง ผลิตภัณฑ์นวัตกรรมสุุขภาพอย่างอาหารฟังก์ชัน และเวชสำอางเติบโตและการส่งออกสููง การขับเคลื่อนจึงให้ความสำคัญกับการส่งเสริมกลุ่มธุุรกิจอาหารแห่งอนาคต ควบคู่กับพัฒนาอุุตสาหกรรมสมุุนไพรให้ได้มาตรฐานสากล
รวมถึงส่งเสริมการวิจัยผลิตยาเพื่อการบำบัดรักษาขั้นสูง (ATMPs) ส่วนเครื่องมือแพทย์ จะเน้นพัฒนาองค์ความรู้เฉพาะผู้ประกอบการไทย รวมถึงปรับปรุุงระบบจัดซื้อ จัดจ้างภาครัฐให้มุ่งสนับสนุุนอุุตสาหกรรมในประเทศ เพื่อขับเคลื่อนไทยสู่ผู้ผลิตและส่งออกผลิตภัณฑ์สุุขภาพชั้นนำในระดับภููมิภาค
ดึงวิจัยคลินิก-งานประชุมเข้าไทย
4.ศูนย์กลางบริการวิชาการ (Academic Hub) เน้นยกระดับองค์ความรู้ด้านสุุขภาพ ถ่ายทอดเทคโนโลยี สร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างประเทศ สร้างแรงดึงดููดต่างชาติให้มาลงทุุน หรือร่วมพัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์ในไทย เป้าหมายหลักสร้างความเข้มแข็งด้านศึกษาวิจัยทางคลินิก (Clinical Trial), ส่งเสริมการพัฒนา Clinical Research Organization (CRO) และผลักดันเป็นศููนย์กลางฝึกอบรมด้านสุุขภาพของภููมิภาคอาเซียน
และ 5.ศูนย์กลางจัดประชุมและนิทรรศการด้านการแพทย์และสุขภาพ (Health Convention and Exhibition Hub) มีเป้าหมายหลักดึงดููดงานประชุุมและนิทรรศการที่สำคัญสาขาการแพทย์ นวัตกรรมสุุขภาพ และ Wellness จากทั่วโลกมาจัดในไทยอย่างต่อเนื่อง ,เป็นศููนย์กลางจับคู่ธุุรกิจ และสร้างความร่วมมือระหว่างนักลงทุุน ผู้ประกอบการ นักวิจัย และบุุคลากรการแพทย์ทั้งในและต่างประเทศ ,
สร้างการรับรู้และความเชื่อมั่นศักยภาพเมดิคัลและเวลเนสฮับของไทย ผ่านกิจกรรมประชุุมนานาชาติ สร้างมููลค่าจากการเดินทางและพักอาศัยของผู้เข้าร่วมงาน ทั้งนี้ เมื่อปี 2567 ไทยมีนักเดินทางไมซ์ราว 23.2 ล้านคน ทำรายได้ 1.4 แสนล้านบาท ผ่าน 3 กลุ่มธุุรกิจหลัก ได้แก่ งานเทศกาลนานาชาติ การแสดงสินค้านานาชาติ และตลาดไมซ์ในประเทศ
ส่วนปี 2569 เดือนพ.ย.ไทยเป็นเจ้าภาพการประชุม Global Wellness Summit (GWS) 2026 ที่จ.ภูเก็ต และปี 2570 เจ้าภาพจัดการประชุมระดับโลกด้านการแพทย์ดั้งเดิม ครั้งที่ 3 (3rd WHO Global Summit on Traditional Medicine) เป็นต้น
ขับเคลื่อนผ่าน 3 ยุทธศาสตร์
โดยจะขับเคลื่อนผ่าน 3 ยุุทธศาสตร์หลัก ประกอบด้วย 1. เพิ่มขีดความสามารถแข่งขันด้านอุุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร 2.พัฒนาระบบนิเวศอุุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร และ 3.ส่งเสริมการตลาดและประชาสัมพันธ์
ทพ.อาคม ประดิษฐสุวรรณ รองอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ(สบส.) กล่าวว่า การดำเนินการเมดิคัลและเวลเนสฮับยกระดับสู่อุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร เป็นไปตามกรอบยุทธศาสตร์ 10 ปี ขณะนี้ กรมมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาจัดทำมาตรการขับเคลื่อนตามเป้าหมายการเป็นศูนย์กลางในด้านต่างๆ ก่อนนำเสนอต่อบอร์ดเมดิคัลและเวลเนสฮับในการประชุมครั้งต่อไป
ขยายเวลาเมดิคัลวีซ่า
นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข(สธ.) กล่าวว่า ส่วนบริการรักษาพยาบาลจะประสานเพื่อให้ผู้ป่วยต่างชาติเข้ารับบริการในรพ.สังกัด สธ.ที่มีความศักยภาพและความพร้อมมากขึ้น เพื่อเป็นการเพิ่มรายได้ให้กับโรงพยาบาล
นอกจากนี้ จะเสนอขยายเวลาเมดิคัลวีซ่า (Medical Visa) ส่วนการวิจัยทางคลินิก มีเป้าหมายดึงลงทุนเพิ่มเข้ามาสู่ประเทศให้ได้ 10,000 ล้านบาท ตอนนี้ดีลได้แล้วราว 4,000 ล้านบาท และเรื่องผลิตภัณฑ์สุขภาพจะดันเป็นผลิตภัณฑ์สุขภาพระดับโลก ที่ได้มาตรฐานและนวัตกรรมสุขภาพที่มีศักยภาพ เปิดโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจให้ประเทศ
อุตฯสุขภาพและความงามไทย Top 3 โลก
สำหรับภาคผลิต นายนาคาญ์ ทวิชาวัฒน์ ประธานคลัสเตอร์อุตสาหกรรมสุขภาพและความงาม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) ให้สัมภาษณ์ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า อุตสาหกรรมสุขภาพและความงามของไทยอยู่ในระดับ Top 3 ของโลก แม้ปีนี้จะได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งและวิกฤติ เศรษฐกิจที่เกิดขึ้น แต่ตลาดสุขภาพและความงามยังมีแนวโน้มการเติบโตอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ ไทยมีแนวทางการขับเคลื่อน ตลาดเครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์ความงาม และสมุนไพรไทย เน้นการยกระดับผลิตภัณฑ์ด้วยนวัตกรรมและมาตรฐานสากล
“ปี 2569 ตลาดเครื่องสำอางและความงามทรงตัวในระดับเดิม ไม่เติบโตมากนัก และคาดว่ามีการหดตัวลงประมาณ 5-10% เนื่องจากกำลังซื้อของผู้คนชะลอตัวลงตามสภาพเศรษฐกิจ ขณะที่ชาวต่างชาติมาไทยน้อยลง และคนจะเริ่มระมัดระวังการใช้จ่ายและประหยัดมากขึ้น ส่วนผลิตภัณฑ์ยอดนิยมในตลาดเครื่องสำอางและความงามไทย คือผลิตภัณฑ์บำรุงผิว,ผลิตภัณฑ์ควบคุมน้ำหนัก/อาหารทดแทน, ยาดมและอโรมา สมุนไพร ,กลุ่มอาหารบำรุงสุขภาพ และผลิตภัณฑ์สปา ”นายนาคาญ์ กล่าว
แนะปรับตัว หวั่นจีนบุกตลาด
นายนาคาญ์ กล่าวด้วยว่า อุตสาหกรรมเครื่องสำอางมีการแข่งขันค่อนข้างสูง โดยเฉพาะเมื่อประเทศจีนเข้าสู่ตลาดและกำลังเติบโตมากขึ้น อีกทั้ง สกินแคร์ของผู้ประกอบการไทยบางแห่งยังต้องนำเข้าวัตถุดิบส่วนใหญ่จากจีน หากไม่มีการปรับตัวอีก 3-4 ปี ข้างหน้าจะประสบปัญหาและความท้าทายมากขึ้น
แนะนำให้เตรียมพร้อมรับมือทั้งในเรื่องของการเพิ่มการใช้วัตถุดิบภายในประเทศ ลดต้นทุนการผลิตโดยนำเทคโนโลยี อาทิ หุ่นยนต์ (Robot) หรือ AI มาใช้สร้างมาตรฐาน และเพิ่มการร่วมมือกับต่างประเทศ
“เทรนด์เครื่องสำอางและความงาม ยังคงเป็นเรื่องของ ผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ(Natural product) และใช้ส่วนประกอบของสมุนไพร เอสเอ็มอีจึงเข้าร่วมแข่งขันในตลาดได้มากขึ้น เพราะมีการดำเนินการเรื่องนี้อยู่แล้ว แต่ขาดการประชาสัมพันธ์ ดังนั้น ภาครัฐ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเร่งโปรโมตผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางและความงามของไทยให้เข้าถึงตลาดในต่างประเทศ” นายนาคาญ์ กล่าว
เสนอจัดตั้ง “เวลเนสแซนด์บ็อกซ์”
ในส่วนภาคบริการ พญ.ปรมาภรณ์ ปราสาททองโอสถ ประธานกรรมการบริหาร และกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ BDMS กล่าวตอนหนึ่งภายในงาน ประชุมสุดยอดผู้นำ “The Bangkok Business Summit 2026” ภายใต้แนวคิด “Reinvent Thailand, Resilient ASEAN” พลิกโฉมประเทศไทย เสริมสร้างความแข็งแกร่ง สู่การปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจอาเซียน ว่า หากประเทศไทยต้องการสร้างเศรษฐกิจใหม่จาก Wellness จำเป็นต้องหาวิธีก้าวข้ามข้อจำกัดด้านกฎระเบียบ
หนึ่งในแนวทางที่เสนอ คือ จัดทำ “เวลเนสแซนด์บ็อกซ์ (Wellness Sandbox) ในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง หรืออาจกำหนดเป็นจังหวัดนำร่อง เพื่อเปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจทดลองพัฒนาบริการภายใต้กรอบที่กำหนด จะทำให้ผู้กำหนดนโยบายสามารถมองเห็นความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นและกำหนดมาตรการจัดการได้
ขณะที่ภาคเอกชนสามารถทดลองรูปแบบใหม่ได้อย่างมีขอบเขต เนื่องจากเวลเนสเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นใหม่และเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ทำให้กฎหมายอาจตามไม่ทัน หากมีการเปิดพื้นที่ให้ทดลอง ก็จะสามารถเรียนรู้จากการปฏิบัติจริงและนำผลที่ได้ไปพัฒนากฎระเบียบต่อไป
พระรามเก้าดันรายได้ต่างชาติพุ่ง 29%
ด้านนพ.วิทยา วันเพ็ญ รองกรรมการผู้อำนวยการ โรงพยาบาลพระรามเก้า เปิดเผยว่า ผลสำเร็จจากการวางยุทธศาสตร์ชูความเชี่ยวชาญรักษาโรคซับซ้อนตลอด 3 ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้สัดส่วนรายได้จากผู้ป่วยต่างชาติติดสปีดเติบโตเกือบเท่าตัว จากเดิม 15% พุ่งขึ้นมาแตะ 29% ของรายได้รวมในไตรมาสล่าสุด
มีฐานผู้ป่วยคุณภาพสูง 3 กลุ่มหลัก ทั้งตะวันออกกลาง (กาตาร์ ยูเออี คูเวต โอมาน ซาอุดีอาระเบีย), กลุ่ม CLMV (เมียนมา-ลาว) และกลุ่ม Expat บริษัทยักษ์ใหญ่ของจีน คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 70% ของรายได้ต่างชาติ
โรงพยาบาลกำลังเร่งขยายตลาดสู่ ‘อินโดนีเซีย’ ซึ่งมีขนาดประชากรมากเป็นอันดับ 4 ของโลก เพื่อดึงดูดกลุ่มผู้ป่วยกำลังซื้อสูงมารักษาโรคยากในไทย พร้อมจับมือพันธมิตรสายการบินชั้นนำระดับโลกทั้งสายการบินและบริษัทประกันภัยข้ามชาติ เพื่อเชื่อมต่อระบบบริการ Cashless แฟกซ์เคลมทันทีไม่ต้องสำรองจ่าย
ส่วนโรดแมป 3-5 ปีข้างหน้า เตรียมเม็ดเงินศึกษาลงทุนเครื่องฉายแสงรังสีรักษา เติมเต็มการรักษามะเร็งครบวงจร ยกระดับสู่ Specialist Hospital รับสังคมสูงวัย ย้ำจุดยืน Value for Money ฟันเฟืองสร้างรายได้เมดิคัลทัวริซึมเข้าสู่ประเทศไทยระยะยาว





