วันพฤหัสบดี ที่ 11 มิถุนายน 2569

Login
Login

ไทยเบอร์ 1 อาเซียน 'ระบบสุขภาพดีที่สุด' เตรียมขยาย 'วีซ่าบริการสุขภาพ'

ในการแถลงข่าวการจัดงาน “International Healthcare Week 2026” ภายใต้หัวข้อ “การผลักดันปประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางด้านสุขภาพของโลก หรือ Medical Hub” ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 8-10 กรกฎาคม 2026 ฮอลล์ 1-3 และฮอลล์ 5-8 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

นพ.ภูวเดช สุระโคตร อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) กล่าวถึง เรื่อง ความพร้อมการผลักดันประเทศสู่ศูนย์กลางด้านสุขภาพของโลกว่า ประเทศไทย ได้รับการจัดอันดับในปี 2568 ครองแชมป์ในอาเซียน และอันดับ 9 ของโลกให้เป็นหนึ่งในระบบสุขภาพที่ดีที่สุดในโลก และมีสถานพยาบาลมาตรฐานสากล JCI (Joint Commission International) มากที่สุดในอาเซียน โดยมีสถานพยาบาลที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน JCI ถึง 65 แห่ง นอกจากนี้ยังมีมาตรฐานอื่นๆ อาทิ GHA 27 แห่ง, AACI 114 แห่ง และ HA อีก 381 แห่ง
      นอกจากนี้ ประเทศไทยยังมีโครงสร้างพื้นฐานระดับสากลที่เป็นความพร้อมของระบบนิเวศบริการสุขภาพไทยครอบคลุมทุกมิติ ประกอบด้วย Medical Care โรงพยาบาลรัฐ 1,110 แห่ง และโรงพยาบาลเอกชน 440 แห่ง ,บริการเฉพาะทาง คลินิกทันตกรรมกว่า 7,000 แห่ง และเทคโนโลยีเจริญพันธุ์ (IVF) 117 แห่ง ,Wellness &Spa นวดเพื่อสุขภาพกว่า 16,033 แห่ง สปา 1,251 แห่ง ,กิจการดูแลผู้สูงอายุ /ผู้มีภาวะพึ่งพิง 1,075 แห่ง และดิจิทัลเฮลท์ บริการการแพทย์ทางไกล (Telemedicine) มากกว่า 11,000 แห่งทั่วประเทศ
  

“ประเทศไทยได้รับความเชื่อมั่นจากผู้ป่วยชาวต่างชาติอย่างสูง โดยในปี 2024 มีผู้เดินทางมารับบริการทางการแพทย์ในไทยมากกว่า 3,000,000 ราย สะท้อนถึงคุณภาพการให้บริการที่มีมาตรฐานระดับโลก”นพ.ภูวเดชกล่าว

ขยายเวลาวีซ่ารักษาพยาบาล

ถามถึงมาตรการที่จะดำเนินการสร้างการเติบโตเมดิคัลและเวลเนสของไทย รวมถึงการขยายวีซ่าเข้ามารับบริการทางการแพทย์จาก 1 ปีเป็น 5 ปี นพ.ภูวเดช กล่าวว่า มีแผนขยายระยะเวลาวีซ่าสำหรับผู้ที่เดินทางมารับบริการทางการแพทย์และดูแลสุขภาพให้ยาวนานยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นการประสานงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานต่างๆ เพื่อดึงดูดชาวต่างชาติและส่งเสริมจุดแข็งด้านการบริการสุขภาพของไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงในระยะยาว ซึ่งเป็นเป้าหมายของรัฐบาล
นอกจากนี้ กรมจะปรับลดขั้นตอนทางราชการให้รวดเร็วขึ้นผ่านระบบออนไลน์และการนำเทคโนโลยี AI มาช่วยในการจดทะเบียนและตรวจสอบโฆษณา และยังมีการแก้ไขระเบียบด้านการสื่อสารให้เท่าทันยุคดิจิทัลเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันกับนานาชาติ

ไทยเบอร์ 1 อาเซียน 'ระบบสุขภาพดีที่สุด' เตรียมขยาย 'วีซ่าบริการสุขภาพ'

เล็งปลดล็อก “โฆษณา”

ในเรื่องของโฆษณานั้น กรมสบส.มีภารกิจในการคุ้มครองผู้บริโภค แต่ถ้าโฆษณาสถานพยาบาลที่สามารถทำได้จริง มีคุณภาพมาตรฐาน มีความปลอดภัย คุ้มค่าคุ้มราคาก็สามารถผ่อนลงในการปลดล็อคเรื่องโฆษณาเพื่อให้เกิดการแข่งขัน เช่น เรื่องความสวยความงาม อาหารที่ดี สถานที่ท่องเที่ยวที่สมบูรณ์และการดูแลให้มีสุขภาพที่ดี จะต้องดำเนินการให้ต่างชาตินึกถึงประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทาง

“ข้อจำกัดเรื่องการโฆษณาต้องมีการแก้ เพื่อให้เกิดโอกาสการแข่งขัน ซึ่งรายเก่าต้องทำให้มีฐานลูกค้าเพิ่มขึ้น ส่วนรายใหม่ต้องเข้ามาสู่ธุรกิจสุขภาพที่มีความั่นคงและต่อยอดได้ จึงจะดำเนินการปรับแก้และอำนวยความสะดวก”นพ.ภูวเดชกล่าว

ดีมานด์ยังสูงในบางเซ็กเมนต์

ขณะที่ ผศ.นพ.ก่อพงศ์ รุกขพันธ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการรพ.พระรามเก้า กล่าวกับ “กรุงเทพธุรกิจ”ว่า ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจและสถานการณ์โลกที่ผันผวน ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยยังคงยืนหยัดและเติบโตได้ในธุรกิจบริการสุขภาพ คือ ความเชื่อมั่น แม้ว่าสภาวะเศรษฐกิจอาจส่งผลให้กลุ่มคนไข้ที่มีอาการเจ็บป่วยไม่รุนแรงเลือกรับบริการในสถานพยาบาลใกล้ประเทศมากขึ้น แต่สำหรับโรคซับซ้อนและรักษายาก เช่น โรคมะเร็ง หรือโรคทางสมอง ยังคงมีแนวโน้มที่คนไข้จะเดินทางมารับการรักษาที่โรงพยาบาลในไทยอย่างต่อเนื่อง ดีมานด์ยังสูงในบางเซ็กเมนต์
 ถามถึงทิศทางตลาดต่างชาติเพื่อทดแทนกลุ่มลูกค้าเดิม ผศ.นพ.ก่อพงศ์ กล่าวว่า ปัจจุบันรพ.พระรามเก้ายังคงรักษาส่วนแบ่งในตลาดตะวันออกกลาง (Middle East) ได้อย่างเหนียวแน่นและมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยังมุ่งเน้นการขยายฐานลูกค้าไปยังประเทศเพื่อนบ้านและแสวงหาตลาดใหม่ ๆ โดยล่าสุดได้เริ่มสร้างความร่วมมือกับ ประเทศอินโดนีเซีย ผ่านทางเอกอัครราชทูตและตัวแทนส่งต่อคนไข้ (Agent) ซึ่งเริ่มมีการติดต่อเข้ามาอย่างเป็นรูปธรรมแล้ว

“คู่แข่งในระดับภูมิภาคอาเซียนที่กำลังเร่งพัฒนาศักยภาพขึ้นมา และต้องจับตา เช่น มาเลเซียและเวียดนาม เนื่องจากมีความพยายามในการยกระดับขีดความสามารถทางการแพทย์อย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม หากเปรียบเทียบกับศักยภาพของไทย ยังมั่นใจว่ามีระยะห่างอยู่พอสมควร”ผศ.นพ.ก่อพงศ์กล่าว
 

ผลักดันศูนย์กลางนวัตกรรมทางการแพทย์

ขณะที่ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักนวัตกรรมแห่งชาติ(NIA) กล่าวเรื่องการผลักดันนวัตกรรมทางการแพทย์ชั้นสูงว่า สถานการณ์ตลาดโลกมีการเติบโตแบบก้าวกระโดด 22-25 % ต่อปี ซึ่ง NIAเดินหน้าผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมทางการแพทย์ (Medical Innovation Hub) มุ่งเน้นการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันผ่านมิติของนวัตกรรมการแพทย์ขั้นสูงและการส่งเสริมเศรษฐกิจเพื่อสุขภาพ (Wellness Economy) โดยได้นำกลไก "4G" ซึ่งประกอบด้วย Groom, Grant, Growth และ Global มาใช้เป็นเครื่องมือหลักในการบ่มเพาะและสนับสนุนทุนให้แก่กลุ่ม 3S คือ Startup, SMEs และ Social Enterprise เพื่อให้สามารถนำสินค้าและบริการออกสู่ตลาดทั้งในและต่างประเทศได้อย่างแข็งแกร่ง

ไทยเบอร์ 1 อาเซียน 'ระบบสุขภาพดีที่สุด' เตรียมขยาย 'วีซ่าบริการสุขภาพ'
 ในส่วนของอุตสาหกรรมการแพทย์และสุขภาพ โดยความโดดเด่นของประเทศไทย อย่างเช่น Medical AI และผลิตภัณฑ์การแพทย์ขั้นสูง (ATMPs) ที่มีการนำไปใช้งานจริงในโรงพยาบาลทั้งรัฐและเอกชน รวมถึงความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity) ที่ประเทศไทยติดอันดับ 1 ใน 10 ของโลก ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญในการพัฒนาสมุนไพรและสารสกัดให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปที่มีมูลค่าสูง

รวมถึง ปัจจุบันมีการจัดตั้งย่านนวัตกรรมทางการแพทย์ (Medical Innovation District) ในพื้นที่สำคัญ เช่น ถนนโยธี กทม. , จ.เชียงใหม่ และจ.ขอนแก่น เพื่อสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมที่เอื้อต่อการวิจัยและพัฒนา เพื่อให้เกิดการทำงานที่สอดคล้องกัน ทั้งนี้ สำนักงานฯ ได้ริเริ่มโครงการ "SPACE" ซึ่งเป็นโปรแกรมเร่งการเติบโตที่มีความร่วมมือจากภาคส่วนต่างๆ ทั้งผู้กำหนดนโยบาย ผู้วางมาตรฐาน และผู้เชี่ยวชาญ เพื่อสร้างสะพานเชื่อมช่องว่างระหว่างผู้สร้างนวัตกรรมและผู้ใช้