สถานการณ์ปัญหาสุขภาพจิตและความรุนแรงในเด็กและเยาวชนไทยปี 2568-2569 มีแนวโน้มรุนแรงและซับซ้อนยิ่งขึ้น โดยสำรวจพบเด็ก 29% รู้สึกเหงาโดดเดี่ยว และกว่าครึ่งเครียดเรื่องความสัมพันธ์ในครอบครัว ซึ่งเป็นผลจากสภาพแวดล้อมที่กดดัน โซเชียลมีเดีย และพ่อแม่มีเวลาน้อยลง ด้านจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น ชี้ว่าการก่อเหตุความรุนแรงขนาดใหญ่ แนวโน้มเกิดขึ้นถี่ขึ้นนั้นไม่ได้มีสาเหตุเดียว แต่เป็นปัจจัยสลับซับซ้อนรวมกัน และที่สำคัญที่สุด คือ “การเข้าถึงอาวุธ” ซึ่งการป้องกันจึงต้องทำเป็นระบบ
เหตุการณ์เด็กเยาวชน ก่อเหตุ “ความรุนแรงขนาดใหญ่” ที่มีแนวโน้มปรากฎมากขึ้น อย่างล่าสุด กรณี “เทพศิรินทร์นนทบุรี”ื ซึ่งหากมองถึง “ปัญหาาสุขภาพจิตเด็กและเยาวชน” ข้อมูลจากการสำรวจเยาวชน จำนวน 12,139 คนทั่วประเทศ ปี 2568 โดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และศูนย์ความรู้นโยบายเด็กและครอบครัว (คิด for คิดส์) พบเด็ก
- 29% รู้สึกเหงาและโดดเดี่ยว
- 14% เผชิญความเครียดบ่อย
- เด็กและเยาวชน 7% หรือราว 9 ล้านคน ไม่พึงพอใจในชีวิตตัวเอง
ความเหงาและความเครียด ส่วนใหญ่มีสาเหตุจากการขาดความสัมพันธ์และขาดความเชื่อมโยงระหว่างกันภายในครอบครัว สอดคล้องกับรายงานสถานการณ์เด็กและครอบครัว ปี 2568 พบว่า ไทยมีอัตราเยาวชนที่ต้องเผชิญเครียดเรื่องความสัมพันธ์กับคนในครอบครัวเพิ่มสูงขึ้นจาก 43.5% ในปี 2566 เป็น 56.1% ในปี 2568
ไม่ใช่สาเหตุเดียว แต่มีความซับซ้อน
ดร.นพ.วรตม์ โชติพิทยสุนนท์ จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น และโฆษกกรมสุขภาพจิต ให้สัมภาษณ์ “กรุงเทพธุรกิจ”ถึงกรณีเด็กเยาวชนก่อเหตุความรุนแรงขนาดใหญ่ว่า ปัจจัยที่ทำให้เยาวชนก่อเหตุความรุนแรงมีหลากหลายและมีความเป็นไปได้มากมายมหาศาล แต่สำหรับกรณีที่เพิ่งเกิดขึ้น รวมถึง กรณีก่อนหน้านี้ ต้องบอกว่า “ไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด” เนื่องจากเหตุผลมักมีความซับซ้อนและไม่ใช่เหตุผลใดเหตุผลเดียว แต่มักเกิดจากหลายสาเหตุรวมกัน
ไม่ว่าจะเป็นปัญหาครอบครัว ปัญหาเพื่อน ความรุนแรง การกลั่นแกล้ง ปัญหาสุขภาพจิต หรือปัญหายาเสพติด ซึ่งปัญหาเหล่านี้หลายคนก็ประสบพบเจอ แต่ทำไมทุกคนไม่ได้ก่อเหตุ นั่นเป็นเพราะผู้ก่อเหตุมักมีปัจจัยที่สลับซับซ้อนหลายสาเหตุเข้ามารวมกัน
“เท่าที่บอกได้ตอนนี้สาเหตุหลักๆยังไม่ทราบว่าอะไร เพียงแต่ค่อนข้างเชื่อว่าสาเหตุที่เป็นอยู่ ไม่ได้เป็นสาเหตุเดียว คงมีสาเหตุที่ซับซ้อนหลายอย่างรวมกัน”ดร.นพ.วรตม์กล่าว
เป็นช่วงที่อาจจะมีหลายปัญหาเข้ามารวมกัน
ภาวะที่ทำให้ “แตก” จนก่อเหตุขึ้นมาในช่วงเวลาใด ดร.นพ.วรตม์ กล่าวว่า เป็นช่วงที่อาจจะมีหลายปัญหาเข้ามารวมกัน เช่น การถูกกลั่นแกล้งในโรงเรียน ซึ่งมีเด็กจำนวนมากประสบแต่ไม่ได้ก่อความรุนแรง ทะเลาะเบาะแว้ง หรือปัญหาความสัมพันธ์กับครอบครัวและครู นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยส่วนตัวที่ไม่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ เช่น ปัญหายาเสพติด หรือปัญหาสุขภาพจิตที่อาจพบได้
ความรุนแรงขนาดใหญ่ แนวโน้มเกิดขึ้นอต่อเนื่อง
ปัจจุบันเด็กและเยาวชนไทยเผชิญความรุนแรงทั้งในฐานะผู้ถูกกระทำและผู้กระทำ ดร.นพ.วรตม์ กล่าวว่า หากเป็นเรื่องการกลั่นแกล้งในโรงเรียน เชื่อว่ามีเด็กไทยมากกว่าครึ่งที่เคยประสบ แต่เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องการกลั่นแกล้ง ซึ่งเรื่องความรุนแรงสิ่งที่ต้องพูดมากกว่าและสำคัญ คือ “เหตุที่เคยเกิดขึ้น” อย่างตอนนี้วันที่ 7 สิงหาคม 2569 มีการยิงในโรงเรียน ถือเป็นความรุนแรงขนาดใหญ่ที่ต้องมองย้อนกลับไปถึงเหตุการณ์ก่อนหน้าด้วย ล่าสุด เหตุการณ์ที่จ.สงขลาเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ที่มีวัยรุ่นอายุ 18 ปีก่อเหตุ หรือเหตุการณ์ที่พารากอนซึ่งผู้ก่อเหตุเป็นเด็กอายุ 14 ปี ใกล้เคียงกับเหตุที่จ.นนทบุรี
“ความรุนแรงทั่วไปเป็นสิ่งที่ต้องจัดการ แต่สิ่งที่น่ากังวล คือ ความรุนแรงขนาดใหญ่ต้องเห็นแล้วว่ามีแนวโน้มจะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปัจจัยที่ทราบแน่ชัดจากกรณีก่อน ได้แค่สันนิษฐานว่ามีหลายอย่าง แต่หนึ่งในนั้นที่สำคัญมาก คือ ปัจจัยการเข้าถึงอาวุธ”ดร.นพ.วรตม์กล่าว
เข้าถึง “อาวุธ” ทำให้สถานการณ์รุนแรง
ดร.นพ.วรตม์ ขยายความด้วยว่า การเข้าถึงอาวุธของเด็กและยาวชนเป็นปัจจัยที่สำคัญมากในการก่อเหตุความรุนแรงขนาดใหญ่ ซึ่งเยาวชนสักคนแม้มีปัญหามากมาย อาจใช้วิธีการอื่นๆที่ทำให้ขนาดของปัญหาไม่ได้ใหญ่ แต่เมื่อเข้าถึง “อาวุธ”ได้เป็นสิ่งอันตรายมากๆ เป็นปัจจัยที่ทำให้สถานการณ์รุนแรง
ปัญหาเชิงระบบที่ใหญ่มาก ต้องป้องกันหลายส่วน
สำหรับแนวทางการป้องกัน ดร.นพ.วรตม์ มองว่า เรื่องนี้เป็นปัญหาเชิงระบบที่ใหญ่มาก ตั้งแต่การควบคุมอาวุธ ไปจนถึงการสังเกตสัญญาณเตือนเบื้องต้นในโรงเรียน ครูควรมีระบบดูแลและส่งต่อสุขภาพจิต โดยไม่มองว่าความรุนแรงเป็นแค่เด็กเล่นกัน
ส่วนที่บ้าน พ่อและแม่ ให้คำปรึกษาแนะนำ ต้องไม่เป็นแบบอย่างการใช้ความรุนแรง และสอนวิธีจัดการอารมณ์ให้ลูก โดยไม่ใช้ความรุนแรง
รวมถึง ชุมชน ต้องมีส่วนช่วยในการแจ้งเจ้าหน้าที่ ตำรวจ เมื่อเห็นการใช้อาวุธ และควรใช้ พ.ร.บ. สุขภาพจิต พ.ศ. 2552 เพื่อนำผู้มีปัญหาเข้าสู่กระบวนการรักษา นอกจากนี้ ยังรวมถึงการเข้าถึงบริการสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่น หลักสูตรการเรียนการสอนที่ต้องมีความเข้มข้นมากข้น และโครงสร้างโรงเรียนที่ปลอดภัย
ทั้งนี้ เรื่อง “หลักสูตรสุขภาพจิตในโรงเรียน” ที่จะสอนเรื่องการสังเกตเพื่อนที่มีความเสี่ยงความรุนแรง การช่วยเหลือกัน การหลีกเลี่ยงการกลั่นแกล้ง และสำคัญที่สุด คือ การจัดการอารมณ์ตนเองเมื่อโกรธ เช่น การไประบายอารมณ์ด้วยการออกกำลังกายหรือปรึกษาผู้ปกครอง แทนการใช้ความรุนแรง ซึ่งคงไม่มีหลักสูตรที่บอกว่า “ห้ามใช้อาวุธปืน” แต่หลักสูตรเหล่านี้จะช่วยให้เด็กมีสุขภาพจิตที่ดีขึ้น
ระวังการแชร์ข้อมูล จะก่อการเลียนแบบ
เมื่อถามถึงคำกล่าวที่ว่า “เด็กสมัยนี้ก้าวร้าวรุนแรงขึ้น” ดร.นพ.วรตม์ กล่าวว่า เด็กมีความก้าวร้าวทุกยุคสมัยมาโดยตลอด แต่กรณีนี้ พบว่า เหตุการณ์ก่อความรุนแรงขนาดใหญ่คล้ายกันเกิดขึ้นถี่มากขึ้น เป็นสิ่งที่ต้องติดตามว่า “ทำไม” ซึ่งอาจเกิดจากการเข้าถึงอาวุธรุนแรงมากขึ้น
“สิ่งที่กังวลมากๆ คือ การแชร์ภาพผู้ก่อเหตุที่เป็นเด็กเยาวชน จะเสี่ยงที่จะมีเด็กอีกสักคนหนึ่ง ที่กำลังมีความคิดเหมือนกัน หรือการแชร์แรงจูงใจ เช่น หากมีใครด่วนสรุปเลยว่า ถูกเพื่อนแกล้ง อาจสร้างแรงจูงใจหรือทำให้เกิดพฤติกรรมเลียนแบบในเด็กคนอื่นที่กำลังประสบปัญหาคล้ายกัน”ดร.นพ.วรตม์ กล่าว
สถิติในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่าเหตุการณ์เหล่านี้มักจะเกิดขึ้นซ้ำ คำถามจึงไม่ใช่ว่าจะเกิดหรือไม่ แต่คือจะเกิดเมื่อไหร่ ดังนั้น จึงต้องระมัดระวังเรื่องการนำเสนอข้อมูล เพื่อไม่ให้เกิดการเลียนแบบเหมือนที่เคยเกิดขึ้นในต่างประเทศ
เด็กเยาวชนอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ยากมากขึ้น
ในส่วนของภาพรวมปัญหาสุขภาพจิตเด็กเยาวชนไทยในปัจจุบันมีมากขึ้น เนื่องจากอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ยากมากขึ้นไม่เหมือนสมัยก่อน โดยมีทั้งโซเชียลมีเดียเป็นตัวเร้า ตัวกระตุ้นหลายอย่างมากมาย ขณะที่พ่อแม่มีเวลาน้อยลงจากการทำงานที่มาก ปัญหาที่พบมาก โดยเฉพาะเรื่องการฆ่าตัวตาย ซึ่งก็ถือเป็นความรุนแรงรูปแบบหนึ่ง
แบ่ง 4 กลุ่มดูแลใจผู้ได้รับผลกระทบ
สุดท้ายกระบวนการเยียวยาผู้ประสบเหตุที่ไม่ใช่ผู้ก่อเหตุ ดร.นพ.วรตม์ กล่าวว่า นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานลงพื้นที่ โดยเบื้องต้นทีมฉุกเฉิน(EMS) เข้าไปดูแลผู้บาดเจ็บก่อน เมื่อสถานการณ์ปลอดภัยแล้ว ทีมสุขภาพจิตหรือ MCATT (ทีมเยียวยาจิตใจ) จะเข้าไปดูแลโดยแบ่งกลุ่มเป้าหมายเป็น 4 กลุ่ม คือ
- กลุ่ม A ผู้บาดเจ็บและญาติผู้เสียชีวิต
- กลุ่ม B ญาติผู้บาดเจ็บและนักเรียนในเหตุการณ์
- กลุ่ม C ผู้ปกครองและเจ้าหน้าที่โรงเรียน
- และกลุ่ม D ประชาชนทั่วไปที่หวาดผวา
“ขณะนี้ทุกทีมพร้อมสแตนด์บายและจะจัดทีมลงพื้นที่ตามขนาดของปัญหาที่ชัดเจนขึ้นเพื่อให้การดูแลครบถ้วนที่สุด”ดร.นพ.วรตม์กล่าว



