ไทยแชร์ตลาดวิจัยทางคลินิกโลกแค่ 1.2% ลุยทะลวง 6 คอขวด กระจายไซต์สู่ รพ.สธ. ดันเศรษฐกิจ-ยกระดับรักษา เร่งสปีดหนีมาเลเซีย-เวียดนาม
KEY POINTS
- ไทยยังมีส่วนแบ่งตลาด "วิจัยทางคลินิก" โลกเพียง 1.2% และกระจุกตัวอยู่ในโรงเรียนแพทย์ชั้นนำ ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียและเวียดนามกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว
- เร่งทะลวง 6 คอขวดของการ "วิจัยทางคลินิก" เช่น การพัฒนาบุคลากร/ศูนย์วิจัย ปลดล็อกระเบียบเงินวิจัย ฐานข้อมูลสุขภาพเชิงลึก และสัญญากลาง เพื่อกระจายไซต์วิจัยไปยังรพ.สธ.มากขึ้น
- "วิจัยทางคลินิก" ยกระดับเศรษฐกิจและการรักษา กระทรวงสาธารณสุข(สธ.)ตั้งเป้าดึงเงินลงทุนเข้าประเทศเพิ่ม 10,000 ล้านบาท ช่วยให้ผู้ป่วยไทยเข้าถึงยานวัตกรรมราคาแพงได้รวดเร็วขึ้น
ภาพรวมและแนวโน้ม “การวิจัยทางคลินิก(Clinical Trials)” ในตลาดโลกเติบโตสูงถึง 7% แต่ประเทศไทยยังมีส่วนแบ่งตลาดโลกเพียงแค่ 1.2 % โดยยังกระจุกตัวอยู่ในโรงเรียนแพทย์ชั้นนำเท่านั้น และกำลังเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงจากประเทศเพื่อนบ้านอย่าง มาเลเซียและเวียดนาม ที่พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้อง “พัฒนาระบบนิเวศวิจัยทางคลินิก” เพื่อขยายขีดความสามารถ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกระจาย ไปยังโรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข(รพ.สธ.) ผ่านแนวทางที่หลากหลายเพื่อทะลวง “คอขวด”ของไทย เพราะการส่งเสริมการวิจัยไม่เพียงแต่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยผลตอบแทนที่สูงถึง 3 เท่าของเงินลงทุน แต่ยังช่วยให้ผู้ป่วยไทยสามารถ “เข้าถึงยานวัตกรรม” ราคาแพงที่ช่วยเพิ่มโอกาสในการรักษา
ภายใต้การขับเคลื่อน “เมดิคัลและเวลเนสฮับ(Medical & Wellness Hub)”ของประเทศไทย ในส่วนของ “การวิจัยทางคลินิก” ถูกวางให้เป็นเป้าหมายหนึ่งที่ไทยจะเป็น “ศูนย์กลางหรือฮับ” ซึ่งจะมีการเร่งพัฒนาและสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้เติบโตมากขึ้น โดยกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) กำหนดเป้าที่จะดึงเม็ดเงินลงทุนเข้ามาในประเทศเพิ่มขึ้นราว 10,000 ล้านบาท ขณะนี้มีดีลแล้วราว 4,000 ล้านบาทกับบริษัท เอ็มเอสดี ที่ลงนามบันทึกความร่วมมือแล้ว และบริษัท โรช ที่จะมีการลงนามร่วมกันต่อไป
ตลาดโลกโตแรง ไทยส่วนแบ่งตลาดแค่ 1.2%
เมื่อมองภาพรวมตลาดการทดลองทางคลินิกทั่วโลก (Global Clinical Trials Market) รายงานของ Fortune Business Insights ระบุว่า ปี 2025 มีมูลค่าอยู่ที่ 64,940 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คาดว่าจะเติบโตจาก 69,270 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2026 ขึ้นไปแตะ 120,750 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2034 โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) อยู่ที่ 7.20% ตลอดช่วงระยะเวลาที่คาดการณ์ นับว่าเป็นตัวเลขที่สูงมาก ทั้งนี้ อเมริกาเหนือเป็นภูมิภาคที่ครองตลาดหลัก โดยมีส่วนแบ่งทางการตลาดสูงถึง 43.90% ในปี 2025
ขณะที่ มูลค่าตลาดการทดลองทางคลินิกในประเทศไทย Grand View Research รายงาน ในปี 2025 สร้างรายได้ 1,100.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 38,000 – 40,000 ล้านบาท มีสัดส่วนคิดเป็น 1.2% ของมูลค่าตลาดการทดลองทางคลินิกทั่วโลกในปี 2025
และคาดว่าจะพุ่งสูงถึง 2,120.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2033 โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) อยู่ที่ 8.8% ในช่วงปี 2026 – 2033
เมื่อพิจารณาแบ่งตามเฟสการวิจัย พบว่า เฟส3 (Phase III) เป็นสัดส่วนที่สร้างรายได้สูงที่สุดในปี 2025 ส่วนเฟส1 ( Phase I) คือเฟสที่มีศักยภาพสร้างกำไรสูงสุด และมีอัตราการเติบโตรวดเร็วที่สุดในช่วงระยะเวลาที่คาดการณ์
มาเลเซีย- เวียดนาม กำลังเบียดไทย
จะเห็นได้ว่า วิจัยทางคลินิกระดับโลก มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เนื่องจาก มีการพัฒนาด้านเทคโนโลยีใหม่ ๆ มากขึ้น งานวิจัยจึงต้องมาสอดรับกัน โดยเฉพาะในเรื่องการวิจัยและพัฒนา( R&D) ยาใหม่เพิ่มขึ้น โดยที่ผ่านมาการลงทุนเรื่องนี้ของบริษัท ยา ส่วนใหญ่จะอยู่ในยุโรปและอเมริกา แต่เนื่องจากการวิจัยและพัฒนาในระยะที่จะเริ่มเข้าสู่คนต้องใช้เงินทุนสูง
ทำให้มองหา “ศูนย์วิจัยทางคลินิก” ที่ราคาย่อมเยา ส่งผลให้ประเทศแถบแอฟริกาและเอเชีย รวมถึง ไทย จึงกลายเป็นประเทศปลายทางของงานวิจัยที่เกิดขึ้นใหม่
แต่หากเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาคอาเซียนระดับใกล้เคียงกัน เช่น มาเลเซีย ถือว่าล้ำหน้าไทยไปแล้ว แม้เมื่อหลายปีก่อนจะสูสีกัน แต่มีการพัฒนาได้เร็วมากเพราะรัฐบาลให้ความสำคัญและปลดล็อกหลายเรื่องที่เกี่ยวข้อง โดยคาดอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) ช่วงปี 2026 - 2033อยู่ที่ 20 %
และเวียดนาม เป็นคู่แข่งที่อยู่ในระนาบเดียวกับไทย แต่เวียดนามมีการพัฒนาได้เร็วมาก จากการที่ภาครัฐเข้ามาช่วยพัฒนาและมีส่วนร่วมกับภาคเอกชน รวมทั้งงานวิจัยคลินิกด้วย ที่มีตัวเลขค่อนข้างสูงขึ้น
วิจัยทางคลินิกกระจุกอยู่โรงเรียนแพทย์
ประเทศไทยจึงต้องเร่งพัฒนาเพื่อให้ไล่ตามประเทศเพื่อนบ้านได้ทันค่ะ ซึ่งตอนนี้หลายภาคส่วน ทั้งโรงเรียนแพทย์ ระทรวงสาธารณสุข(สธ.) และสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข(สวรส.) กำลังร่วมกันพัฒนา “ระบบนิเวศงานวิจัยทางคลินิก”
อย่างไรก็ตาม การวิจัยทางคลินิกในไทย ขณะนี้ยังกระจุกอยู่ในโรงเรียนแพทย์ชั้นนำ ที่มีความพร้อมประมาณ 8 แห่ง หรืออาจไม่ถึง 8 แห่ง ซึ่งหากพิจารณาในระดับเทียบเคียงกับสากลหรือยุโรปและอเมริกาได้อาจมีเพียง 3-4 แห่งเท่านั้น ที่จะสามารถเริ่มงานวิจัยขยับจากสัตว์ทดลองเข้าสู่คนได้ ( First in human) หรือการในโรงเรียนแพทย์บางแห่งที่มีความพร้อม ในขณะที่แห่งอื่น ๆ จะอยู่ในเฟสปลาย ๆ ที่ไม่ได้ต้องการการดูแลเข้มข้นมากนัก
รพ.สธ.มีศักยภาพรับวิจัยทางคลินิก
เมื่อมองในแง่ “ทรัพยากร” ปริมาณคนไข้มากกว่า 50 % ของประเทศจะไปอยู่ที่รพ.สธ. ซึ่ง “จำนวนคนไข้” ถือเป็นตัวแปรสำคัญที่สปอนเซอร์หรือบริษัทยา ใช้พิจารณาตัดสินใจเข้ามาลงทุน ประกอบกับ ไทยมีระบบบริการสาธารณสุขที่ดีตั้งแต่ปฐมภูมิขึ้นไปถึงตติยภูมิ ทำให้เอื้อต่อการที่คนไข้เดินทางมาโรงพยาบาล ,มีประชากร 77–78 ล้านคน และมีระบบหลักประกันสุขภาพที่ดี ถือว่าไทยพร้อมมากกว่าเวียดนามหรือมาเลเซีย ที่ยังใช้ระบบประกันเอกชนเป็นหลัก
ประเทศไทยจึงมีทั้งคนไข้และแพทย์ที่มีศักยภาพอยู่ทั่วประเทศ แต่ความพร้อมของไซต์วิจัยทางคลินิกยังกระจุกตัวอยู่เพียงโรงเรียนแพทย์ ขณะที่ รพ.สธ.ในกลุ่มโรงพยาบาลศูนย์(รพศ.)และโรงพยาบาลทั่วไป(รพท.) มีความเหมาะสมที่จะเป็นไซต์วิจัยทางคลินิกเช่นกัน จากการมีแพทย์ที่เป็นนักวิจัยเฉพาะทาง เช่น แพทย์โรคมะเร็ง แพทย์โรคกระดูก หรือแพทย์โรคเบาหวานและความดัน ซึ่งแพทย์เฉพาะทางเหล่านี้จะประจำอยู่ในโรงพยาบาลขนาดใหญ่ รวมถึงต้องอาศัยทีมพยาบาลและเภสัชกรที่มีความพร้อม
6 คอขวดที่ต้องทะลวงให้ผ่าน
การจะขยับให้ความพร้อมของ “ไซต์วิจัยทางคลินิก” กระจายไปรพ.สธ.มากขึ้นนั้น สวรส. ระบุถึงระบบนิเวศที่ต้องพัฒนา ประกอบด้วย
ปลดล็อกระเบียบรับ-ใช้เงินวิจัย
1. การพัฒนาศักยภาพคน ทั้งแพทย์วิจัย เภสัชกรวิจัย พยาบาลวิจัย และผู้ประสานงานวิจัย ซึ่งเป็นทักษะพิเศษ กำลังเร่งฝึกอบรมทั้งระบบออนไลน์และจัด workshop ร่วมกัน
2. การพัฒนาศูนย์วิจัยในรพ. โดย สวรส. ร่วมกับอาจารย์จากโรงเรียนแพทย์ที่มีประสบการณ์ ช่วยกันร่างมาตรฐาน SOP และแนวทางปฏิบัติของศูนย์วิจัยที่จะเปิดขึ้นใหม่
3.กฎระเบียบ ในส่วนของกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) ก่อนหน้านี้ยังไม่มีความชัดเจนเรื่องการบริหารจัดการ “เงินวิจัย” แต่ขณะนี้อยู่ระหว่างกระบวนการออกประกาศระเบียบการรับและการใช้จ่ายเงินวิจัยให้ถูกต้อง ถือเป็นการปลดล็อกสำคัญของรพ.สธ.
ต้องมีฐานข้อมูลสุขภาพคนไทยระดับประเทศ
4.จริยธรรมงานวิจัย (Ethical Committee)ที่ผ่านมาอาจมีความไม่เข้าใจหรือความลักลั่น ทำให้งานวิจัยไม่สามารถเข้าไปทำได้จริง การขับเคลื่อนตรงนี้จึงขึ้นอยู่กับความรู้ความเข้าใจของคณะกรรมการจริยธรรม
5.ฐานข้อมูลสุขภาพคนไทย เนื่องจากการที่บริษัทยาจะเลือกการทำวิจัย จะต้องดูว่ามีคนป่วยมากพอและคุ้มค่าที่จะเอางานวิจัยมาลงหรือไม่ ดังนั้น ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องมี “ฐานข้อมูลระดับประเทศ” เพื่อให้เข้ามาดู เหมือนเป็นการช้อปปิ้งข้อมูล เหมือนกับประเทศที่พัฒนาระบบแล้วอย่างยุโรป เกาหลี หรือญี่ปุ่น
แม้ปัจจุบันมีฐานข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุขที่รวมไว้ที่ Data Center กลาง ซึ่งพอจะช่วยแก้ปัญหาเบื้องต้นได้ แต่หากต้องการระดับ advance ที่ตอบโจทย์บริษัทยา ต้องมีข้อมูลเชิงลึก เช่น มะเร็งอวัยวะไหน ระยะใด หรือ จำนวนกลุ่มโรคหายาก การมีฐานข้อมูลเชิงลึกนี้จะช่วยซัพพอร์ตการตัดสินใจลงทุนของบริษัทยาอย่างมาก แต่จะเป็นข้อมูลเชิงสถิติเท่านั้น “ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดของคนไข้”
สัญญากลางวิจัยทางคลินิก
และ6. สัญญาการทำวิจัยถือเป็นอีกหนึ่งคอขวด โดยก่อนจะเริ่มทำวิจัยในโรงพยาบาล บริษัทยาจะนำร่างสัญญามาให้โรงพยาบาลพิจารณา ที่ผ่านมา โรงพยาบาลมีความลังเลเนื่องจากต้องใช้นักกฎหมายที่มีความรู้ด้านกฎหมายระหว่างประเทศเข้ามาช่วยแปลและตีความ ทำให้ผอ.รพ.ไม่กล้าลงนาม เพราะกังวลถึงผลกระทบทางกฎหมาย การจัดทำ “สัญญามาตรฐานกลาง” จะช่วยเพิ่มความมั่นใจในการลงนามสัญญาและช่วยในการตัดสินใจได้เร็วขึ้น
ผลตอบแทนทางสังคมจากการลงทุน 3 เท่า
ทั้งนี้ มีการประเมินตัวเลข SROI (Social Return on Investment) หรือผลตอบแทนทางสังคมของการวิจัยทางคลินิกไว้ว่า การลงทุน 1 บาท จะได้ผลตอบแทนกลับคืนมา 3 บาท ถือว่าสูงมากและคุ้มค่าต่อการลงทุน
ผลต่อ “ระบบสาธารณสุข” ถือเป็นการพัฒนาศักยภาพของแพทย์ พยาบาล และยกระดับการให้บริการของโรงพยาบาล ตลอดจนเกิดการถ่ายทอดองค์ความรู้ (Knowledge Transfer) มายังนักวิจัยในประเทศ จะช่วยต่อยอดในการผลิตและคิดค้นยานวัตกรรมใช้เองในประเทศ
แต่สิ่งสำคัญต้องปรับมุมมองใหม่ว่า “งานวิจัยทางคลินิก ไม่ได้เป็นการนำคนไข้มาเป็นหนูทดลอง” แต่เป็นการนำ ยานวัตกรรม ที่มีราคาแพงหลักล้านบาท เข้ามาให้คนไข้ได้ใช้ ซึ่งถือเป็นโอกาสและความหวังของผู้ป่วย โดยเฉพาะกลุ่มผู้ป่วยโรคมะเร็งหรือโรคหายากที่ไม่ตอบสนองต่อยาในบัญชียาหลักแล้ว นอกจากนี้ ผู้ป่วยในกลุ่มควบคุมก็ยังได้รับการรักษาด้วยยาที่เป็นมาตรฐานด้วย





