วันอาทิตย์ ที่ 24 พฤษภาคม 2569

Login
Login

จี้รัฐยกระดับให้สารพิษข้ามพรมแดนเป็น 'วาระแห่งชาติ'

จี้รัฐยกระดับให้สารพิษข้ามพรมแดนเป็น 'วาระแห่งชาติ'

สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) จัดเวทีล้อมวงคุย “ฉากทัศน์ชีวิตการมีสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการมีสุขภาพดี กรณี แม่น้ำ กก สาย รวก โขง ปนเปื้อน” ในพื้นที่ต.แม่ยาว อ.เมือง และอ.เชียงของ จ.เชียงราย เพื่อสำรวจถึงสถานการณ์ปัญหากรณี สารพิษปนเปื้อนในแม่น้ำกก สาย รวก โขง ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตของประชาชน รวมทั้งการใช้เครื่องมือภายใต้ พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 ในการลดผลกระทบเชิงลบ และสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน

นายทรงพล ตุละทา ผู้อำนวยการสำนักนโยบายสาธารณะภาคเหนือ สช. เปิดเผยว่า ในช่วงปี 2568 ที่เกิดสถานการณ์การปนเปื้อนโลหะหนักในลุ่มน้ำกก สาย รวก และโขง ขณะนั้นพบว่ามีปัญหาในเรื่องของข้อมูลและผลกระทบที่ถูกสื่อสารนำเสนอออกมาอย่างกระจัดกระจาย แยกส่วนแต่ละหน่วยงาน ทาง สช. จึงได้ร่วมมือกับคณะสาธารณสุขศาสตร์ ม.เชียงใหม่ และภาคีเครือข่ายประเมินผลกระทบด้านสุขภาพภาคเหนือตอนบน เป็นตัวกลางในการประมวลผลและรวบรวมข้อมูล เพื่อที่จะเพิ่มพลังการขับเคลื่อนจากภาคส่วนต่างๆ ผ่านเครื่องมือการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพแบบเร่งด่วน (Rapid HIA) โดยทำการศึกษาในกลุ่มตัวอย่าง 424 คนในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ และ จ.เชียงราย ครอบคลุมประเด็นการรับรู้ พฤติกรรม สถานการณ์มลพิษ ตลอดจนผลกระทบทั้งด้านสุขภาพ เศรษฐกิจ และสังคม

รายได้หาย แต่รายจ่ายพุ่ง

การศึกษาพบว่ากลุ่มประชากรส่วนใหญ่ในพื้นที่ประกอบอาชีพเกษตรกร มีรายได้ไม่เกินเดือนละ 5,000 บาท โดยพบว่าจำนวนถึง 91% รับรู้ได้ถึงความผิดปกติของแม่น้ำ ขณะที่ประมาณ 70% ต้องปรับพฤติกรรมการใช้น้ำ ไม่ว่าต้ม กรอง หรือไปซื้อน้ำดื่ม รวมถึงงดทำกิจกรรมในแม่น้ำ ทำให้กระทบต่อถึงด้านเศรษฐกิจ ที่พบว่ามีครัวเรือนถึง 63% มีรายได้ลดลงโดยเฉลี่ยเดือนละ 1,200-1,300 บาทต่อเดือน อันเนื่องจากการท่องเที่ยวและอาชีพริมน้ำไม่สามารถทำได้เหมือนเดิม แต่กลับต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเฉลี่ยประมาณเดือนละ 2,600 บาท ในการเข้าถึงน้ำสะอาดเพื่ออุปโภคบริโภค ไม่นับรวมต้นทุนด้านระยะเวลา

“กลุ่มตัวอย่างทั้งหมดไม่เคยมีใครได้รับการตรวจสุขภาพเลย ทั้งที่ข้อมูลการตรวจสารพิษโลหะหนักจะพบเกินค่ามาตรฐานในหลายจุด หลังประมวลข้อมูลร่วมกันในพื้นที่แล้ว"
 

ยกระดับปัญหาให้เป็นวาระแห่งชาติ

เกิดข้อเสนอ 6 ประเด็นใหญ่ที่ต้องการผลักดันให้เกิดการขับเคลื่อน คือ

1. ยกระดับปัญหามลพิษข้ามพรมแดนให้เป็นวาระแห่งชาติ

2. มุ่งแก้ที่ต้นกำเนิดผ่านกลไกความร่วมมือระหว่างประเทศ

3. สร้างระบบเฝ้าระวังที่รวมผลด้านต่างๆ เข้าด้วยกัน

4. ลดความเสี่ยง หาน้ำทดแทนให้ประชาชน

5. มีกลไกเยียวยาฟื้นฟูผู้ได้รับผลกระทบ

6. พัฒนาระบบสื่อสารข้อมูลความเสี่ยงอย่างโปร่งใส” 

ปลาสะสมโลหะหนัก ระบบนิเวศถูกทำลาย

ด้านนายสมเกียรติ เขื่อนเชียงสา นายกสมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิต กล่าวว่า แม่น้ำกก ถือเป็นลุ่มน้ำระหว่างประเทศที่ทรงคุณค่า ทั้งในเชิงนิเวศวิทยาและวิถีชีวิตวัฒนธรรม ตั้งแต่ส่วนต้นน้ำที่เมืองกก ในรัฐฉาน ผสานกับลำน้ำหลายสาขาที่ไหลมาเติม ก่อนเข้ามาถึงประเทศไทยที่ อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ กลายเป็นระบบนิเวศลำน้ำที่มีความพิเศษและอุดมสมบูรณ์ แล้วยังเป็นพื้นที่อยู่อาศัยของกลุ่มชาติพันธุ์ที่หลากหลายอีกไม่ต่ำกว่า 30 กลุ่ม แต่ปัจจุบันแม่น้ำตลอดทั้งสาย ตั้งแต่ต้น กลาง ปลาย กลับถูกแปรเปลี่ยนสภาพไปเกือบทั้งหมด จากการทำเหมืองแร่กว่า 20 แห่ง

นายสมเกียรติ กล่าวว่า ผลกระทบที่เกิดขึ้นให้เห็นอย่างชัดเจนในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา มี 2 เหตุการณ์สำคัญ คือ น้ำท่วมใหญ่ในปี 2567 ที่มาพร้อมดินโคลนจำนวนมาก แล้วหลังจากนั้นแม่น้ำกกก็ไม่เคยกลับมาใสอีกเลย ต่อมาในปี 2568 มีการพบปลาจำนวนหนึ่งเกิดแผลเป็นตุ่มเต็มตัว จึงมีการเดินหน้าเก็บตัวอย่างพันธุ์ปลาไปตรวจสอบ พบว่ามีสารหนูและปรอทสะสม โดยเฉพาะปลาในส่วนท้ายน้ำ ซึ่งเป็นสัญญาณอันตรายว่าการเปลี่ยนแปลงนี้กำลังลุกลามขยายไปยังพื้นที่ส่วนอื่นของแม่น้ำโขงด้วย

ห่วงโซ่อาหารเสี่ยงสะสมโลหะหนัก

ดร.สืบสกุล กิจนุกร อาจารย์ประจำสำนักวิชานวัตกรรมสังคม สาขาวิชาการพัฒนาระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง กล่าวว่า ตอนนี้คนเชียงใหม่และเชียงรายกำลังเผชิญความเสี่ยงจากสารโลหะหนักที่สะสมเข้าร่างกายทุกวัน ผ่านการบริโภคอาหารและน้ำดื่มที่ปนเปื้อน แม้ทุกครั้งที่หน่วยงานมีการรายงานผลตรวจสาร มักใช้คำว่าไม่เกินเกณฑ์ปลอดภัยในการบริโภค แต่การรับประทานของปนเปื้อนเข้าไปก็เปรียบเหมือนกับการสูบบุหรี่ ที่สะสมสารพิษเข้าไปเรื่อยๆ ทุกวัน

จี้รัฐยกระดับให้สารพิษข้ามพรมแดนเป็น 'วาระแห่งชาติ'
ดร.สืบสกุล กล่าวว่า ตลอดเวลาที่เกิดปัญหาที่ผ่านมา พบว่าแม้ภาครัฐจะมีกลไกเฝ้าระวังและตรวจสอบสารพิษในห่วงโซ่อาหาร แต่กลับมีความอ่อนแอ เช่น ปกติการประปาฯ จะส่งน้ำดิบไปตรวจคุณภาพที่แล็บในกรุงเทพฯ ทว่าตั้งแต่เดือน ม.ค. ที่ผ่านมาไม่ได้ส่งไป เพราะมีปัญหากระบวนการจัดซื้อจัดจ้างภายใน ทำให้จากมาตรฐานเดิมที่ตรวจได้ 7 ชนิด ต้องเปลี่ยนมาใช้ชุดตรวจ Test Kit ที่ตรวจได้เพียง 3 ชนิด หรือการทำงานวิชาการของหน่วยงานที่ตรวจสอบพบสารพิษ ไม่ว่าจะมีการพบในตะกอนดิน พืช สัตว์ ฯลฯ แล้วกลับไม่สามารถให้คำตอบถึงแหล่งที่มาได้

“เมื่อระบบตรวจสอบเราอ่อนแอ ไม่สามารถฟันธงได้ว่ามาจากเหมืองแร่ เราก็จะไม่มีข้อมูลไปคุยกับประเทศเจ้าของเหมือง ดังนั้นจึงอยากเสนอให้รัฐจัดตั้งศูนย์ตรวจสารโลหะหนักแบบครบวงจรที่ จ.เชียงราย เพราะที่ผ่านมาเวลาตรวจต้องส่งไปกรุงเทพฯ กว่าจะรู้ผลใช้เวลา 30 วัน อย่างผักแปลงหนึ่งกว่าจะรู้ผลส่งกลับมาก็อาจตัดขายไปแล้ว และที่สำคัญเราต้องการรักษาสิ่งที่เรียกว่ากระบวนการสมัชชาสุขภาพ ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันของหลายภาคส่วน ทั้งภาครัฐ วิชาการ ท้องถิ่น ประชาชน ฯลฯ และเป็นกลไกในการนำข้อมูลจากพื้นที่ขึ้นไปสู่การตัดสินใจในเชิงนโยบาย” ดร.สืบสกุล กล่าว
 

ขอรัฐบาลช่วยแบ่งเบาภาระของคนในตำบล

นายปรัตถกร การเร็ว กำนันตำบลแม่ยาว กล่าวว่า แม่น้ำกกจากเดิมในอดีตคือเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงคนในตำบลซึ่งมีวิถีอยู่กับสายน้ำ แต่มาถึงวันนี้กลับกลายเป็นมัจจุราชเงียบที่ส่งผลกระทบคืบคลานมาในรูปของสารพิษ ซึ่งอาจไม่ได้คร่าชีวิตคนในคราวเดียว แต่จะส่งผลในอีก 5-10 ปีข้างหน้า ดังนั้นคนในพื้นที่จะมีอยู่สองทางเลือก คือนิ่งเฉยปล่อยให้เป็นไป กับลุกขึ้นมาขับเคลื่อนร่วมกับภาคีต่างๆ ทั้งภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคประชาสังคม เพื่อร่วมกันฟื้นคืนเพื่อให้สายน้ำแห่งนี้กลับมามีชีวิตเหมือนเดิม

จี้รัฐยกระดับให้สารพิษข้ามพรมแดนเป็น 'วาระแห่งชาติ'

" ในระหว่างรอการแก้ไขปัญหาที่ต้องอาศัยนโยบายภาครัฐ หรือการผลักดันกฎหมายทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ ฯลฯ ซึ่งอาจต้องใช้เวลาอีกกว่า 5-10 ปีข้างหน้า ในระหว่างนี้อยากขอรัฐบาลช่วยแบ่งเบาภาระของคนในตำบล เพราะในพื้นที่ยังมีแหล่งต้นน้ำอีกสองสายที่สะอาดบริสุทธิ์คือ ห้วยแม่ซ้าย และ สองแควพัฒนา เป็นแหล่งทางเลือกที่สามารถนำมาช่วยหล่อเลี้ยงวิถีชีวิตของคนในตำบล ในระหว่างที่รอการแก้ไขสารปนเปื้อนในแม่น้ำกกให้กลับมาสมบูรณ์ดังเดิม"นายปรัตถกร กล่าว
 

รัฐควรเยียวยาให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบ

ขณะที่ น.ส.มณีรัฐ เขมะวงค์ สมาชิกวุฒิสภา จ.เชียงราย กล่าวว่า ส่วนตัวได้มีความพยายามในการผลักดันประเด็นปัญหานี้ นับตั้งแต่ที่มีการตรวจพบสารโลหะหนักในปี 2568 แต่จากสภาพการเมืองในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา มีการเปลี่ยนผ่านรัฐบาลไปแล้วถึง 4 ชุด ซึ่งใน 3 ชุดที่ตนได้มีโอกาสอภิปรายคำแถลงนโยบายรัฐบาล ชัดเจนว่าไม่มีนโยบายเกี่ยวกับมลพิษข้ามพรมแดนแต่อย่างใด ทั้งที่ประเทศไทยต้องเผชิญทั้งปัญหาฝุ่นควันและสารพิษในแม่น้ำ จึงมองว่าเรื่องนี้จำเป็นที่จะต้องยกระดับให้เป็นวาระแห่งชาติ เพื่อให้เกิดการดำเนินงานอย่างเป็นรูปธรรม

“ในระดับพื้นที่ ระดับจังหวัดอาจมีการผลักดันไปมาก แต่ยังขาดความต่อเนื่องในระดับประเทศ และระหว่างประเทศ ซึ่งปัญหาเหล่านี้จะแก้ได้หากรัฐบาลแสดงความจริงใจ และนำไปขับเคลื่อนอย่างจริงจัง แต่พอไม่ใช่วาระแห่งชาติหรือเรื่องที่มีในงบประมาณประจำปี ปัญหาเหล่านี้ก็จะขาดความต่อเนื่อง คิดว่าอย่างน้อยในเบื้องต้นควรมีการเยียวยาให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบก่อน ไม่ว่าเรื่องน้ำสะอาดหรือการสูญเสียรายได้"
 

ส่วนระยะยาวต้องพยายามผลักดันให้มีการทูตเชิงรุก มีกรอบการเจรจาที่ชัดเจน และต้องดึงผู้เกี่ยวข้องที่ได้รับผลประโยชน์จากเหมืองแร่เหล่านี้มาร่วมเจรจาด้วย ไม่เช่นนั้นก็จะแก้ปัญหาได้ไม่จบ เพราะเรื่องของแร่หายากถือเป็นที่ต้องการระดับโลก จึงต้องยกปัญหาขึ้นไปสู่เวทีระดับนานาชาติ ให้เกิดความตระหนักถึงมลพิษที่กำลังเกิดขึ้นกับภูมิภาคของเรา