สปสช.-สพฐ. หารือระบบดูแลสุขภาพจิตนักเรียน ต่อยอด “ครูนางฟ้า” เชื่อมคัดกรอง–ช่วยเหลือ–ส่งต่อ หลังพบ นักเรียนกลุ่มสีเหลืองและสีส้มร้อยละ 50 มีระดับความเสี่ยงลดลง
สพฐ.–สปสช. ได้หารือวางแนวทางขับเคลื่อนระบบดูแลสุขภาพจิตนักเรียนปี 2570 ต่อยอด “โครงการครูนางฟ้า” หลังปี 2568 อบรมครูประมาณ 700 คน จากโรงเรียนกว่า 100 แห่ง และคัดกรองนักเรียนเกือบ 30,000 คน ผลการศึกษากลุ่มทดลองพบว่า นักเรียนกลุ่มสีเหลืองและสีส้มร้อยละ 50 มีระดับความเสี่ยงลดลง พร้อมเดินหน้าเชื่อมสิทธิประโยชน์บัตรทองและเครือข่ายหน่วยบริการ เพื่อดูแล ช่วยเหลือ ส่งต่อ และติดตามนักเรียนกลุ่มเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง
นางภัทรวรรณ ภัทรบวรวุฒิ รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ประชุมร่วมกับ ดร.นงลักษณ์ ยิ่งมงคล ผู้ช่วยเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) นพ.สันติ ลาภเบญจกุล ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาระบบบริการสุขภาพแบบองค์รวม (สพบ.) และ พญ.ดวงดาว ศรียากูล รองผู้อำนวยการ สพบ. ตลอดจนผู้เกี่ยวข้อง เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2568 ณ กระทรวงศึกษาธิการ เพื่อทบทวนสถานการณ์และช่องว่างของ “ระบบดูแลสุขภาพจิตนักเรียน” โดยเฉพาะการค้นหา ช่วยเหลือ ส่งต่อ และติดตามเด็กกลุ่มเสี่ยง รวมถึงการเชื่อมโยงระบบ “ฮีโร่ โอบีอีซี แคร์” (HERO OBEC Care) กับเครือข่ายหน่วยบริการ โดยต่อยอดบทเรียนจากโครงการ “ครูนางฟ้า” และสิทธิประโยชน์ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง 30 บาท)
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
พญ.ดวงดาว กล่าวนำเสนอโครงการ “ครูนางฟ้า” ว่า เป็นระบบดูแลสุขภาพจิตนักเรียนที่บูรณาการความรู้ด้านจิตวิทยา สังคม และการแพทย์ โดยพัฒนาครูให้สามารถคัดกรองและช่วยเหลือนักเรียน ครูจะใช้แบบคัดกรองภาวะซึมเศร้าในวัยรุ่นร่วมกับการประเมินความเสี่ยงด้านอื่น เช่น การติดเกมและการใช้สารเสพติด ก่อนจำแนกนักเรียนตามระดับความเสี่ยง และให้ความช่วยเหลือด้วยการสัมภาษณ์เพื่อเสริมสร้างแรงจูงใจและการบำบัดความคิดและพฤติกรรมแบบความเข้มข้นต่ำ
โดยในปี 2568 โครงการได้มีการอบรมครูประมาณ 700 คน จากโรงเรียนกว่า 100 แห่ง และคัดกรองนักเรียนเกือบ 30,000 คน พบว่ากลุ่มสีเหลืองมีจำนวนมากกว่ากลุ่มสีส้มและสีแดง หากไม่มีมาตรการดูแล จะกลายเป็นกลุ่มสีส้มและสีแดงในที่สุด จึงควรได้รับการดูแลตั้งแต่ระยะแรก เพื่อป้องกันไม่ให้ความเสี่ยงเพิ่มขึ้น
นอกจากนี้ มีการศึกษาในโรงเรียน 4 แห่ง นักเรียนรวม 400 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มทดลองมีระดับความเสี่ยงลดลง โดยนักเรียนกลุ่มสีเหลืองร้อยละ 50 ปรับลงมาเป็นกลุ่มสีเขียว และบางส่วนเป็นกลุ่มสีฟ้า ส่วนกลุ่มสีส้มร้อยละ 50 ปรับลงมาเป็นสีเขียว ขณะที่กลุ่มควบคุมมีแนวโน้มเพิ่มระดับความเสี่ยงเป็นสีแดงในสัดส่วนสูงกว่า สะท้อนว่าการค้นหาและช่วยเหลือตั้งแต่ระยะแรกช่วยป้องกันปัญหาสุขภาพจิตที่อาจรุนแรงขึ้นได้
ด้าน นางภัทรวรรณ กล่าวว่า การมีหลายหน่วยงานเข้ามาร่วมดำเนินงานและแบ่งบทบาทอย่างชัดเจน จะช่วยให้การขับเคลื่อนระบบดูแลสุขภาพจิตนักเรียนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยอาจเชิญหน่วยงานด้านสุขภาพกาย โภชนาการ รวมถึงภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วม เพื่อเชื่อมโยงการดูแลเด็กให้ครอบคลุมทุกมิติ ซึ่งการดำเนินงานควรมีความต่อเนื่องอย่างน้อย 3–5 ปี จึงจะเห็นผลลัพธ์อย่างชัดเจน
โดยอาจแบ่งโรงเรียนเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ โรงเรียนที่มุ่งส่งเสริมความเป็นเลิศ โรงเรียนทั่วไปในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และโรงเรียนที่ดูแลเด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ เช่น โรงเรียนศึกษาสงเคราะห์และโรงเรียนการศึกษาพิเศษ
สำหรับระยะแรก ควรคัดเลือกโรงเรียนที่มีบริบทหลากหลาย ทั้งโรงเรียนขนาดเล็ก ขนาดกลาง และขนาดใหญ่ รวมถึงโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล พื้นที่สูง และเกาะ เพื่อให้รูปแบบการดำเนินงานสามารถตอบโจทย์นักเรียนแต่ละกลุ่มได้อย่างเหมาะสม ส่วนจำนวนโรงเรียนที่จะเข้าร่วมต้องพิจารณาให้สอดคล้องกับงบประมาณและศักยภาพของพื้นที่
ขณะเดียวกันต้องพัฒนาบุคลากรทั้งระบบ ตั้งแต่ผู้บริหารส่วนกลาง ผู้บริหารสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ผู้บริหารโรงเรียน ไปจนถึงครูผู้ปฏิบัติงาน เพื่อให้ทุกระดับเข้าใจบทบาทและสามารถเชื่อมต่อการช่วยเหลือนักเรียนได้อย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะเมื่อพบเด็กกลุ่มเสี่ยงที่จำเป็นต้องได้รับการส่งต่อไปยังหน่วยบริการสุขภาพอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง
ขณะที่ ดร.นงลักษณ์ กล่าวว่า สปสช. บริหารงบประมาณด้านการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคสำหรับประชาชนทุกคน รวมถึงบริการรักษาพยาบาลสำหรับผู้มีสิทธิบัตรทอง ปัจจุบันได้ให้ความสำคัญกับสุขภาพจิตควบคู่กับสุขภาพกาย โดยเฉพาะเด็กและเยาวชน
โครงการ “ครูนางฟ้า” การดูแลผู้มีความเสี่ยงด้านสุขภาพจิตโดยองค์กรภาคประชาชนผ่านกองทุนหลักประกันสุขภาพระดับท้องถิ่นหรือพื้นที่ บริการดูแลปัญหาสารเสพติดโดยเครือข่ายภาคประชาชน และบริการจิตเวชทางไกล ซึ่งนำร่องที่โรงเรียนปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี
นอกจากนี้ กองทุนหลักประกันสุขภาพระดับท้องถิ่นหรือพื้นที่ (กปท.) ยังสนับสนุนให้โรงเรียนและเครือข่ายเสนอโครงการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค เช่น การให้ความรู้ด้านสุขภาพจิต การส่งเสริมกิจกรรมทางกาย และการป้องกันสารเสพติด โดย สปสช. พร้อมร่วมกับ สพฐ. และ สพบ. ขับเคลื่อนระบบดูแลสุขภาพจิตนักเรียนอย่างต่อเนื่อง พร้อมสนับสนุนบริการที่จำเป็น
ด้าน นพ.สันติ กล่าวว่า การดำเนินงานอาจแบ่งเป็น 3 ระยะ ตั้งแต่ปีแรก ปีถัดไป และแผนระยะยาว 3–5 ปี โดยให้ สพฐ. พิจารณาคัดเลือกพื้นที่นำร่อง เบื้องต้นอาจกำหนดเป้าหมาย 50–100 โรงเรียน โรงเรียนละประมาณ 50 คน พร้อมวัดผลตั้งแต่ปีแรก เพื่อให้การดำเนินงานมุ่งสู่ผลลัพธ์ด้านสุขภาพจิตของนักเรียนอย่างเป็นรูปธรรม โดยในระยะยาว รูปแบบการช่วยเหลือไม่จำเป็นต้องจำกัดเฉพาะโครงการ “ครูนางฟ้า” แต่สามารถนำแนวคิดหรือโครงการอื่นมาประยุกต์ใช้ร่วมกันได้ โดยใช้ครูนางฟ้าเป็นจุดเริ่มต้น ก่อนขยายผลให้ครอบคลุมมากขึ้น
ทั้งนี้ แต่ละหน่วยงานจะจัดทำรายละเอียดการดำเนินงาน ก่อนกลับมาหารืออีกครั้งภายใน 2 สัปดาห์ และนำรูปแบบที่ชัดเจนเสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการต่อไป





