กรมควบคุมโรคเผยสถานการณ์โรคโควิด 19 ช่วงผู้ป่วยพุ่ง แต่ความรุนแรงไม่เพิ่ม อัตราป่วยตายลดลงอยู่ที่ 0.02 % ต่ำกว่า 3 ปีก่อนหน้า ส่วน 10 จังหวัดพบมากสุด กลุ่มเด็กเล็กป่วยสุด แต่สูงอายุเสียชีวิตมากสุด
เมื่อวันที่ 1 ก.ย.2569 ที่กรมควบคุมโรค มีการแถลงข่าว สถานการณ์โรคโควิด 19 ในประเทศไทย พญ.จุไร วงศ์สวัสดิ์ นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ โฆษกรมควบคุมโรค ว่า ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-31 ส.ค.2569 พบผู้ป่วยสะสม 99,691 ราย อัตราป่วย 151.34 ต่อประชากรแสนคน เสียชีวิต 15 ราย อัตราป่วยตาย 0.02 %และเมื่อดูย้อนหลัง 3 ปี ตั้งแต่ปี 2566 -2568 พบว่า จำนวนผู้ป่วยในปี 2569 ยังน้อยกว่ามาก
- ปี 2566 ผู้ป่วย 618,793 ราย เสียชีวิต 852 ราย อัตราป่วยตาย 0.14 %
- ปี 2567 ผู้ป่วย 777,730 ราย เสียชีวิต 219ราย อัตราป่วยตาย 0.03 %
- ปี 2568 ผู้ป่วย 614,601 ราย เสียชีวิต 274ราย อัตราป่วยตาย 0.04 %
“สถานการณ์ตอนนี้ผู้ป่วยโควิด 19 กำลังเพิ่มขึ้นและยังมีแนวโน้มที่จะยังเพิ่มขึ้นอยู่ เพราะเป็นช่วงของการเข้าสู่ฤดูฝน ส่งผลให้โรคติดเชื้อทางเดินหายใจเพิ่มขึ้น แต่จำนวนผู้ป่วยยังน้อยกว่าเมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมาและความรุนแรงไม่ได้เพิ่มขึ้น และดูเหมือนจะลดลงเห็นจากอัตราป่วยตายที่อยู่ที่ 0.02 %”พญ.จุไรกล่าว
10 จังหวัดที่มีอัตราป่วยโควิด 19 สูงสุด
1.กรุงเทพ 643.65 ต่อประชากรแสนคน
2.ชลบุรี 530.52 ต่อประชากรแสนคน
3.ภูเก็ต 514.85 ต่อประชากรแสนคน
4.ลำพูน 345.10 ต่อประชากรแสนคน
5.นนทบุรี 304.06 ต่อประชากรแสนคน
6.นครปฐม 301.07 ต่อประชากรแสนคน
7.ระยอง 236.68 ต่อประชากรแสนคน
8.สระบุรี 227.90 ต่อประชากรแสนคน
9.เชียงใหม่ 216.75 ต่อประชากรแสนคน
10.อ่างทอง 215.01 ต่อประชากรแสนคน
เด็กเล็กป่วยมากสุด แต่สูงอายุเสียชีวิตมากสุด
เมื่อจำแนกตามช่วงอายุจะเจอผู้ป่วยทุกช่วงอายุ แต่ที่พบจำนวนป่วยมากที่สุด 3 อันดับแรก คือ กลุ่มเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 1 ปี มากที่สุด 686.33 ต่อประชากรแสนคน รองลงมาเป็นอายุ 1-4 ปี ,30-39 ปี และ20-29 ปี ตรงนี้สะท้อนว่า การระบาดเป็นในลักษณะที่พ่อแม่ หรือผู้ปกครอง ออกไปทำงานอาจจะมีการติดเชื้อจากในชุมชนแต่อาการไม่มาก หรือพี่ที่ไปโรงเรียนแล้วนำเชี้อเข้ามาสู่ในบ้าน ส่งผลให้กลุ่มเด็กเล็กที่ไม่ค่อยได้ออกไปนอกบ้านมีการป่วย
ทว่า กรณีผู้เสียชีวิต 15 ราย มากสุดที่จ.นครราชสีมา 3 ราย พิษณุโลก,กรุงเทพฯ จังหวัด 2 ราย ส่วนแพร่ นครนายก สมุทรสงคราม ฉะเชิงเทรา สมุทรปราการ กระบี่ สุราษฎร์ธานีและตรัง จังหวัดละ 1 ราย โดยพบว่า 14 ราย เป็นผู้สูงอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป รวมถึง ผู้มีโรคประจำตัว ได้แก่ โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคไขมันในเลือดสูง โรคไตวายเรื้อรัง โรคทางเดินหายใจเรื้อรัง และโรคมะเร็ง
ระบาดแบบกลุ่มก้อน 20 คลัสเตอร์
ในปี 2569 กรมควบคุมโรค ได้รับรายงานการระบาดแบบกลุ่มก้อน จำนวน 20 คลัสเตอร์ ในเดือนมิ.ย. 1 เหตุการณ์ ก.ค. 7 เหตุการณ์ และส.ค. 12 เหตุการณ์ แยกเป็น
- เรือนจำ 8 เหตุการณ์ ผู้ป่วยสะสม 761 ราย
- สถานศึกษา 5 เหตุการณ์ ป่วยสะสม 400 ราย
- โรงพยาบาล 2 เหตุการณ์ ป่วยสะสม 37 ราย
- ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ 2 เหตุการณ์ 32 ราย
- สถานประกอบการ 2 เหตุการณ์ 52 ราย
- ค่ายทหาร 1 เหตุการณ์ 27 ราย
ถามว่าเด็กเล็กอายุน้อยกว่า 1 ปี ไม่มีภูมิคุ้มกันจะทำอย่างไร พญ.จุไร กล่าวว่า ทารกทั่วไปจะมีภูมิคุ้มกันใน 6 เดือนแรกจากแม่ โดยหากแม่มีภูมิคุ้มกันจากการเคยป่วยหรือฉีดวัคซีน ก็จะมีภูมิคุ้มกันถ่ายทอดไปยังลูกได้ ช่วง 6 เดือนแรกจะไม่มีปัญหา แต่หาก 4 เดือน 6 เดือน พ่อแม่ไม่เคยเป็นก็ป่วยได้ เมื่อเด็กมารักษาที่ รพ. ก็จะพบว่า รุนแรงไม่มาก จริงๆ อาร์เอสวี รุนแรงสำหรับเด็กเล็กมากกว่า
เมื่อเด็กเล็กป่วยมารพ. จะมียาฟาวิพิราเวียร์ ให้ตลอด 5 วัน แต่ส่วนใหญ่ไม่ต้องอยู่ครบ 5 วัน อาการดีขึ้นก็กลับบ้าน ไปพักฟื้นที่บ้านได้ ซึ่งไม่พบเด็กเล็กเสียชีวิตจากโควิด สิ่งสำคัญ คือ โรคระบบทางเดินหายใจที่มียารักษา ณ ปัจจุบัน คือ โควิด และไข้หวัดใหญ่ ยังมีไวรัสอีกมากที่ไม่มียา แต่รักษาตามอาการ
“ขอย้ำว่าจากกระแสข่าวที่มีการแชร์ในโลกออนไลน์ระบุว่าโควิด-19 กลับมาระบาดหนักนั้น พบว่าเป็นข้อมูลเก่า ขอประชาชนอย่าตื่นตระหนก และปฏิบัติตามมาตรการสุขอนามัย” พญ.จุไรกล่าว
สายพันธุ์หลักในไทย
ขณะที่ นพ.วีรวัฒน์ มโนสุทธิ นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ โฆษกรมควบคุมโรค กล่าวว่า อัตราป่วยตายอยู่ที่ 0.02 % เมื่อเทียบกับ 2-3 ปีก่อนหน้าจะเห็นได้ว่าลดลง สะท้อนถึงความรุนแรงของโรคว่าไม่ได้เพิ่มขึ้นด้วยสายพันธุ์ในปัจจุบัน โดยได้มีการติดตามรหัสพันธุกรรมของไวรัส ตั้งแต่ 1 ม.ค.2568- 21 ส.ค.2569 พบว่า ตั้งแต่ 21 ก.ค.-21 ส.ค.2569 ประมาณ 50 % เป็นสายพันธุ์โอมิครอน NB.1.8.1 ที่เริ่มมีการระบาดเพิ่มขึ้นตั้งแต่ปลายปี 2568
รองลงมาเป็น JN.1 และBA.3.2 ที่เป็นสายพันธุ์เดิม และสายพันธุ์ที่ต้องเฝ้าระวังต่อ คือ PQ.16.1.1 ซึ่งเป็นสายพันธุ์ลูกหลานของโอมิครอน โดยไทยพบ 1 ราย แต่ยังไม่ใช่สายพันธุ์หลัก ขณะที่ภาพรวมทั่วโลก ระหว่าง 24 พ.ค.- 21 มี.ค.2569 พบ NB.1.8.1 และ JN.1 เป็นสายพันธุ์ที่มีแนวโน้มการแพร่ระบาดเพิ่มขึ้น
“สายพันธุ์ NB.1.8.1นี้ อาจจะทำให้มีการติดเชื้อได้ง่ายขึ้น แต่ความรุนแรงไม่ได้เพิ่มขึ้น เห็นได้จากอัตราการเสียชีวิต ”นพ.วีรวัฒน์กล่าว
อาการ จมูกไม่ได้กลิ่น ลิ้นไม่รับรส ลดลง
ส่วนอาการก็ยังคล้ายคลึงกับที่ผ่านมา แต่ในส่วนของจมูกไม่ได้กลิ่น ลิ้นไม่รับรส อาจจะลดน้อย แต่ยังเป็นอาการของระบบทางเดินหายใจส่วนบน คือ ไอ เจ็บคอ มีน้ำมูก ไข้ต่ำๆ อาการเหมือนกับไข้หวัดทั่วไป หรือไข้หวัดใหญ่ในบางคน โดยแต่ละคนอาการจะแตกต่างกันขึ้นอยู่กับสุขภาพ ระยะฟักตัวโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 2-3 วันเป็นหลัก ทั้งนี้ ถ้าเป็นกลุ่มเสี่ยงอาการรุนแรง ควรหลีกเลี่ยงการไปในสถานที่ที่มีการรวมตัวของคนจำนวนมาก อากาศถ่ายเทไม่สะดวก
ภาวะแทรกซ้อนหลังป่วยน้อยลง
ถามถึงผลข้างเคียงหลังป่วยโควิด 19 ที่น่ากังวล นพ.วีรวัฒน์ กล่าวว่า ไวรัสมีความรุนแรงน้อยลง ภาวะแทรกซ้อนจึงน้อย ทำให้ภาวะปอดอักเสบรุนแรงน้อยลงไปด้วย แต่ภาวะที่กลัวตามมา คือ ลิ่มเลือดอุดตันในปอด จึงต้องระวัง แต่ปัจจุบันเหตุการณ์นี้พบน้อยลง ส่วนภาวะลองโควิด เจอไม่บ่อย แต่ก่อนเจอ 30-50% ขณะนี้น้อยลงมาก
“ภาวะแทรกซ้อนระยะสั้น อย่างระบบทางเดินหายใจล้มเหลว ลิ่มเลือดอุดตันน้อยลง ส่วนภาวะแทรกซ้อนระยะปานกลางหรือยาว หลังป่วย 3 เดือนไปแล้วก็พบน้อยลงเช่นกัน”นพ.วีรวัฒน์กล่าว
นอกจากนี้ ในช่วงฤดูฝนยังมีอีก 2 เชื้อที่ตีคู่กันมา คือ โรคไข้หวัดใหญ่ โดยตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบันมีผู้ป่วยสะสม 333,032 ราย เสียชีวิต 48 ราย อัตราป่วยตาย0.014 % มีแนวโน้มการพบผู้ป่วยเพิ่มขึ้นเช่นกัน รวมถึง ไวรัสอาร์เอสวี (RSV) ในปี 2569 พบผู้ป่วย 7,020 ราย ส่วนใหญ่พบในเด็กเล็กอายุ 0-4 ปีมากที่สุด และ5-9 ปี ไม่พบผู้เสียชีวิต ในจำนวนนี้ต้องรักษาตัวในรพ. 2,762 ราย หรือ 39.34 % แนวโน้มผู้ป่วยเพิ่มสูงขึ้น แต่ยังต่ำกว่าปี 2568 ในช่วงเวลาเดียวกัน





