แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเผยแนวโน้มผู้ป่วย “เบาหวานชนิดที่ 1” ในไทยเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ไม่เฉพาะในเด็ก แต่มีผู้ป่วยราว 30,000 คน ยังไม่เข้าสู่ระบบการรักษา ปัจจุบันมีเครื่องซีจีเอ็ม ตรวจระดับน้ำตาลต่อเนื่อง ใช้เซนเซอร์ติดใต้ผิวหนัง สามารถตรวจระดับน้ำตาลได้ทุก 1-5 นาที ลดเจาะนิ้ว
ศ. พญ.ธนินี สหกิจรุ่งเรือง สาขาวิชาต่อมไร้ท่อ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และกรรมการบริหาร สมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทยฯ เปิดเผยว่า โรคเบาหวานชนิดที่ 1 หรือ Type 1 Diabetes (T1D) เป็นโรคที่เกิดจากระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำลายเซลล์ตับอ่อนของตนเอง ส่งผลให้ร่างกายไม่สามารถสร้างฮอร์โมนอินซูลินได้
แตกต่างจากโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่มักเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการใช้ชีวิต โดยโรคเบาหวานชนิดที่ 1 ถือเป็นโรคที่มีความรุนแรงและจำเป็นต้องได้รับการดูแลรักษาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งที่ผ่านมาอาจมีความเข้าใจว่าโรคเบาหวานชนิดที่ 1 พบเฉพาะในเด็ก แต่ในความเป็นจริง ผู้ป่วยกว่าครึ่งได้รับการวินิจฉัยเมื่อเป็นผู้ใหญ่ หรือมีอายุมากกว่า 20 ปีแล้ว
"จากการเก็บข้อมูลผู้ป่วยร่วมกันของโรงพยาบาลมากกว่าร้อยแห่งทั่วประเทศ พบว่าอุบัติการณ์ของโรคมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่องทุกปี และเชื่อว่ายังมีผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 อีกประมาณ 20,000-30,000 คน ที่ยังไม่ถูกค้นพบหรือเข้าสู่ระบบการรักษาอย่างเหมาะสม"
สำหรับการรักษาโรคเบาหวานชนิดที่ 1 ปัจจุบันยังจำเป็นต้องใช้อินซูลินในรูปแบบฉีด โดยผู้ป่วยต้องฉีดยาวันละ 3-4 ครั้ง ควบคู่กับการติดตามระดับน้ำตาลอย่างใกล้ชิด ซึ่งอุปกรณ์ตรวจระดับน้ำตาลที่ใช้กันทั่วไป คือ การเจาะเลือดปลายนิ้ว
ขณะเดียวกันปัจจุบันมีเทคโนโลยีเครื่องตรวจระดับน้ำตาลต่อเนื่อง หรือ Continuous Glucose Monitoring (CGM) ที่ใช้เซนเซอร์ติดใต้ผิวหนัง สามารถตรวจระดับน้ำตาลได้ทุก 1-5 นาที ช่วยให้ผู้ป่วยติดตามระดับน้ำตาลได้ต่อเนื่องและแม่นยำมากขึ้น
“หากผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 สามารถดูแลตัวเองได้ดี ทั้งการฉีดยา การควบคุมอาหาร และรักษาสมดุลระดับน้ำตาล ก็จะสามารถใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงคนทั่วไป มีสุขภาพแข็งแรง และลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนในระยะยาว” ศ.พญ.ธนินี กล่าว
ศ. พญ.ธนินี กล่าวอีกว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีระบบสนับสนุนการรักษาผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 ที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยยาอินซูลินที่จำเป็นได้รับการบรรจุในบัญชียาหลักแห่งชาติครบทุกชนิด ทำให้ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงยาได้อย่างทั่วถึง เช่นเดียวกับแผ่นตรวจน้ำตาลปลายนิ้ว ที่ได้รับการผลักดันเข้าสู่ชุดสิทธิประโยชน์มาแล้วก่อนหน้านี้
รวมถึง ในช่วงประมาณ 2 ปีที่ผ่านมา เครื่องตรวจระดับน้ำตาลต่อเนื่อง หรือ CGM ยังได้รับการบรรจุเข้าสู่ชุดสิทธิประโยชน์ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ “บัตรทอง 30 บาท” ซึ่งถือเป็นความก้าวหน้าสำคัญในการดูแลผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 เพราะช่วยเพิ่มทั้งความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตให้กับผู้ป่วยและครอบครัวได้อย่างมาก
“ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 จำเป็นต้องตรวจระดับน้ำตาลหลายครั้งต่อวัน เด็กเล็กบางคนอาจต้องเจาะเลือดถึงวันละ 6-8 ครั้ง ทำให้เกิดความเจ็บปวด หรือนิ้วชาได้ หากอยู่ที่โรงเรียนก็อาจต้องพึ่งครูหรือผู้ปกครองช่วยดูแล แต่เมื่อใช้เครื่อง CGM จะช่วยลดการเจาะนิ้วลงได้มาก อีกทั้งยังสามารถแจ้งเตือนเมื่อระดับน้ำตาลต่ำหรือสูงผิดปกติ ทำให้ผู้ป่วยและครอบครัวรับมือได้รวดเร็วขึ้น เกิดความสบายใจ เพิ่มความปลอดภัย และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน” ศ. พญ.ธนินี กล่าว
ด้าน นายธนกฤต ปิ่นเจริญ ผู้ปกครองของเด็กป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 อายุ 11 ปี กล่าวว่า หลังรู้ว่าลูกสาวป่วยเป็นเบาหวานชนิดที่ 1 เมื่อเดือนกันยายน 2568 เราค่อนข้างกังวล ทั้งเรื่องอาหาร การควบคุมระดับน้ำตาล รวมถึง การดูแลในชีวิตประจำวัน แต่หลังได้ใช้ CGM ร่วมกับเครื่องอินซูลินปั๊ม พร้อมกับเรียนรู้การเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำตาล ทำให้ลูกสาวและครอบครัวปรับตัวได้มากขึ้น สามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงปกติ ซึ่ง CGM ช่วยให้ติดตามค่าระดับน้ำตาลได้ตลอดทั้งวัน ต่างจากวิธีเจาะปลายนิ้วที่รู้ผลตรวจเป็นครั้ง ๆ และไม่รู้ว่าเกิดภาวะน้ำตาลต่ำเมื่อไหร่
“จากประสบการณ์เพื่อนที่ป่วยเป็นเบาหวานชนิดที่ 1 แต่ไม่มีทุนทรัพย์ซื้อเครื่อง CGM ใช้วิธีตรวจน้ำตาลด้วยการเจาะปลายนิ้ว ทำให้มีหลายครั้งที่เกิดภาวะน้ำตาลต่ำตอนกลางคืน และเคยชักจนหมดสติโดยไม่รู้ตัว ทำให้เรากังวลเรื่องนี้มาก แต่จากที่ลูกสาวใช้เครื่อง CGM เครื่องจะส่งสัญญาณเตือนก่อนเสมอ” ผู้ปกครองของเด็กป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 กล่าว
นายธนกฤต กล่าวว่า เครื่อง CGM จึงเป็นอุปกรณ์มีความสำคัญมากสำหรับผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 เพราะช่วยเพิ่มทั้งความปลอดภัยและคุณภาพชีวิต โดยเฉพาะในเด็กที่ยังต้องได้รับการดูแลใกล้ชิด ทั้งคุณภาพชีวิตของผู้ที่เข้าถึงอุปกรณ์กับผู้ที่ไม่สามารถเข้าถึงนั้นแตกต่างกันอย่างชัดเจน ทั้งนี้ ลูกสาวใช้สิทธิบัตรทองในการรักษา ทั้งค่ายาและค่าอุปกรณ์ รวมถึงเครื่อง CGM ทำให้ลดค่าใช้จ่ายครอบครัวไปได้มาก และผลที่ได้ก็คุ้มค่าเพราะช่วยลดภาวะแทรกซ้อน ทำให้ผู้ป่วยสามารถควบคุมโรคได้
อย่างไรก็ดี การดูแลผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 ยังมีค่าใช้จ่ายด้านอื่นอีกมาก ดังนั้น ในอนาคตอยากให้ขยายสิทธิประโยชน์ให้ครอบคลุมสิ่งที่จำเป็น อย่าง อินซูลินปั๊ม เป็นต้น ซึ่งจะทำให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดี

