วันอาทิตย์ ที่ 19 เมษายน 2569

Login
Login

10 สัญญาณเตือนว่าคุณเริ่มแก่.. หยุดพฤติกรรมก่อนหน้าแก่

10 สัญญาณเตือนว่าคุณเริ่มแก่.. หยุดพฤติกรรมก่อนหน้าแก่

"ความแก่ชรา" เป็นสิ่งที่ไม่มีใครห้ามได้ และไม่อยากให้ตัวเองแก่เร็ว แต่ด้วยการใช้ชีวิต พฤติกรรม เช่น การอดนอน ความเครียดเรื้อรัง การกินอาหารไม่สมดุล การไม่ออกกำลังกาย และการไม่ดูแลผิว รวมถึงปัจจัยภายนอก เช่น แสงแดดและมลพิษ และปัจจัยภายใน เช่น ความเสื่อมของเซลล์และเทโลเมียร์ที่สั้นลง 

เมื่อคนเราอาจต้องตายจากโรคนี้ไปด้วยโรคใดโรคหนึ่งอยู่ดี เมื่อมนุษย์มีสาเหตุการตายด้วยสาเหตุในอดีตน้อยลง ก็ต้องมาตายด้วยโรคที่มาจากสภาพอาหารและสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป และโรคที่ต้องทำให้เราจากไปตามอายุขัยมากขึ้น ดังนั้นทั้งโรคมะเร็งและโรคหลอดเลือดทั้งหลายจึงกลายมาเป็นโรคที่เป็นสาเหตุการเสียชีวิตของคนในยุคนี้มากขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

ไม่ใช่เรื่องมโน! สองช่วงอายุไหน ? 'ร่างกายแก่เร็วผิดปกติ'

'Longevity' สุขภาพยั่งยืนมีคุณภาพ ความมั่นคงแบบใหม่ของทุกวัย

ปัจจัยที่ทำให้คุณแก่ก่อนวัย

อาจมีปัจจัยมาจากพฤติกรรมในชีวิตประจำวันที่ทำทุกวันจนเคยชินและส่งผลให้คุณแก่เร็วโดยไม่รู้ตัวเช่น

  • ความเครียด

เมื่อเราเครียดร่างกายจะหลั่ง Adrenaline ซึ่งสารตัวนี้จะมีผลต่อระบบการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ ทำให้อวัยวะเสื่อมเร็วขึ้น มีผลวิจัยว่าคนที่มีระดับความเครียดสูงเรื้อรังมีโอกาสแก่เร็วกว่าคนทั่วไปอย่างน้อย 10 ปี

  • สูบบุหรี่

เป็นที่รู้กันว่าในบุหรี่มีสารชนิดหนึ่งที่ชื่อว่า นิโคติน ซึ่งสารชนิดนี้เองที่เป็นตัวทำลายสุขภาพ และยังรวมไปถึงทำให้หน้าตาดูแก่ก่อนวัยอีกด้วย

  • บริโภคน้ำตาลและแป้งมากเกินไปน้ำตาลและแป้ง

จะเป็นตัวไปลดปริมาณของฮอร์โมนแห่งความอ่อนเยาว์ (Growth Hormone) หากบริโภคเป็นจำนวนมากเกินไปจะทำให้ผิวหนังแห้งและเหี่ยวย่น

  • ดื่มแอลกอฮอล์

การดื่มแอลกอฮอล์เป็นตัวบ่อนทำลายความอ่อนเยาว์ของผิวพรรณทำให้ หน้าตาแห้งกร้าน ผิวพรรณไม่สดใส

  • นอนดึก

การนอนดึกทำให้ฮอร์โมนต้านมะเร็งไม่สามารถหลั่งออกมาได้ นอกจากนี้ยังมีโอกาสทำให้เกิดโรคร้ายอื่น ๆ ได้เช่น ความดันโลหิตสูง มะเร็ง และทำให้ร่างกายดูโทรม

10 สัญญาณและอาการของแก่ก่อนวัย

“คุณสามารถดำเนินขั้นตอนสำคัญเพื่อปรับปรุงสุขภาพของคุณให้เหมาะสมที่สุดในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่วัยหมดประจำเดือน เพื่อให้คุณสามารถใช้ชีวิตที่ดีที่สุดต่อไปในอนาคตได้” ดร.เอลิซาเบธ ลันส์ฟอร์ด  สูตินรีแพทย์และผู้ปฏิบัติงานด้านวัยหมดประจำเดือนที่ได้รับการรับรองจาก Riverside Partners in Women's Health กล่าว

ดร. ลันส์ฟอร์ด กล่าวว่า ผู้หญิงจะเข้าสู่วัยหมดประจำเดือนโดยเฉลี่ยประมาณสี่ปี ในช่วงเวลานี้ คุณอาจพบอาการต่างๆ มากมายเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนจากการเปลี่ยนแปลงของรอบเดือน อาการบางอย่างอาจสังเกตเห็นได้ชัดกว่า เช่น อาการร้อนวูบวาบและเหงื่อออกตอนกลางคืน บางครั้งร่างกายอาจแสดงอาการเล็กๆ น้อยๆ ที่ตรวจจับได้ยาก

เนื่องจากภาวะหมดประจำเดือนสามารถระบุได้ย้อนหลัง จึงทำให้บางครั้งยากที่จะบอกได้ว่าคุณกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านหรือไม่ การรู้สัญญาณและอาการของภาวะก่อนหมดประจำเดือนจะช่วยให้คุณรับรู้และรู้ว่าควรทำอย่างไร อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับสัญญาณและอาการทั่วไปของภาวะก่อนหมดประจำเดือนได้ด้านล่าง

  1. ประจำเดือนมาไม่ปกติหรือขาดหายไป:เมื่อการตกไข่ช้าลง รอบเดือนของคุณจะไม่สม่ำเสมอ ซึ่งอาจหมายถึงรอบเดือนสั้นลงหรือยาวขึ้น ประจำเดือนขาดหายไป และเลือดประจำเดือนที่ขึ้นๆ ลงๆ ประจำเดือนของคุณอาจมามากหรือน้อยกว่าปกติ
  2. อาการร้อนวูบวาบการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนเอสโตรเจนอาจทำให้รู้สึกร้อนวูบวาบบริเวณส่วนบนของร่างกายอย่างกะทันหัน อาการร้อนวูบวาบอาจทำให้เหงื่อออกมาก ผื่นขึ้นเป็นปื้น และหนาวสั่น ซึ่งอาการจะคงอยู่ประมาณ 30 วินาทีถึง 10 นาที
  3. การนอนหลับผิดปกติมักมีปัญหาในการนอนหลับหรือหลับไม่สนิทเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน เหงื่อออกตอนกลางคืนหรืออาการร้อนวูบวาบตอนกลางคืนก็อาจรบกวนการนอนหลับในช่วงก่อนหมดประจำเดือนได้เช่นกัน
  4. ปัญหาด้านความจำและการรับรู้ผู้หญิงหลายคนประสบกับภาวะหลงลืมในช่วงก่อนหมดประจำเดือน นอกจากนี้ยังอาจทำให้เกิดปัญหาด้านการรับรู้ เช่น สมาธิสั้นและสมองล้า การนอนหลับผิดปกติยังอาจส่งผลต่อการขาดความแจ่มใสทางจิตใจอีกด้วย
  5. ภาวะช่องคลอดฝ่อระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนต่ำทำให้เนื้อเยื่อช่องคลอดสูญเสียความยืดหยุ่นและบางลง ภาวะช่องคลอดฝ่อทำให้เกิดอาการแห้ง เจ็บ ระคายเคือง และมีเลือดออกหลังมีเพศสัมพันธ์
  6. การเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ ความวิตกกังวล หรือภาวะซึมเศร้า อาการหงุดหงิดและอารมณ์แปรปรวนเป็นเรื่องปกติในช่วงเปลี่ยนผ่าน แต่มักยากที่จะรู้ว่าเป็นอาการก่อนมีประจำเดือน (PMS) หรือภาวะก่อนหมดประจำเดือน ปรึกษาแพทย์หากคุณกำลังประสบกับความวิตกกังวล ภาวะซึมเศร้า หรืออารมณ์แปรปรวนผิดปกติ
  7. ความต้องการทางเพศลดลงผู้หญิงมักสูญเสียความต้องการทางเพศเนื่องจากปัญหาทางร่างกาย เช่น ช่องคลอดแห้งหรือเจ็บปวด การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในอารมณ์ก็อาจส่งผลต่อความต้องการทางเพศได้เช่นกัน
  8. การเปลี่ยนแปลงทางกายภาพวัยหมดประจำเดือนจะเปลี่ยนแปลงระบบเผาผลาญของคุณ ซึ่งอาจส่งผลให้องค์ประกอบของร่างกายเปลี่ยนแปลงไป คุณอาจมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นง่ายขึ้น หรือพบว่าการทำงานของร่างกายแตกต่างออกไป
  9. การเปลี่ยนแปลงของเส้นผม ผิวหนัง และเล็บฮอร์โมนเอสโตรเจนมีส่วนช่วยเสริมสร้างความยืดหยุ่นของผิว ดังนั้นเมื่อระดับฮอร์โมนลดลง คุณอาจสังเกตเห็นผิวหย่อนคล้อย การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนยังอาจทำให้ผิวแห้ง ผมบาง หรือเล็บเปราะบางได้อีกด้วย
  10. ภาวะกระเพาะปัสสาวะรั่วกล้ามเนื้อในช่องคลอดและทางเดินปัสสาวะจะอ่อนแรงลงในช่วงวัยหมดประจำเดือน ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะกลั้นปัสสาวะไม่อยู่หรือปัสสาวะไม่ออกขณะจามหรือไอ

พฤติกรรมที่ทำให้หน้าแก่ก่อนวัย 

เราควรศึกษาปัจจัยที่ทำให้หน้าแก่ก่อนวัยว่าเกิดจากอะไร เพราะไม่ใช่แค่ทำให้ดูอ่อนเยาว์อยู่เสมอ แต่ยังช่วยให้เราสุขภาพแข็งแรง และมีอายุที่ยืนยาวอย่างมีคุณภาพอีกด้วย โดยพฤติกรรมที่ทำให้แก่ก่อนวัย มี 5 ข้อดังต่อไปนี้

1. ดื่มแอลกอฮอล์และสูบบุหรี่

ลองเปรียบเทียบเพื่อนคนที่ดื่มแอลกอฮอล์และสูบบุหรี่กับเพื่อนคนที่แทบจะไม่แตะสิ่งเหล่านี้เลย จะทำให้เห็นว่า แม้จะอายุเท่ากัน แต่ก็ดูวัยต่างกัน

ความร้ายกาจของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก็คือ เมื่อเราดื่มเข้าไปแล้วจะเข้าไปขัดขวางการดูดซึมวิตามินและแร่ธาตุ ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ที่ช่วยลดการอักเสบและช่วยทำให้เซลล์ของเราไม่เสื่อมสภาพ ดังนั้น ยิ่งเราดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากขึ้นเท่าไร ก็ยิ่งทำให้ร่างกายของเราสะสมอนุมูลอิสระ ทำให้ผิวแห้งกร้าน และเหี่ยวย่นมากขึ้นนั่นเอง

ส่วนในบุหรี่จะมีสารนิโคติน ที่ทำลายความยืดหยุ่นของผิว และยับยั้งการผลิตคอลลาเจน ทำให้ผิวดูแก่กว่าวัย

2. กินของหวานเยอะ

ใครที่เป็นสายหวาน ชอบกินขนมเค้ก คุกกี้ ชานมไข่มุก ให้ระวังเอาไว้ให้ดี เพราะการกินน้ำตาลไม่ขัดสีในปริมาณมาก ๆ ก็ส่งผลให้เซลล์เสื่อมสภาพ และทำให้หน้าแก่ก่อนวัยได้เช่นเดียวกัน

สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ เพราะน้ำตาลจะเข้าไปลดปริมาณของ Growth Hormone ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ช่วยให้เซลล์แข็งแรงและคงความอ่อนเยาว์ และยังเข้าไปเปลี่ยนโครงสร้างของคอลลาเจน ทำให้อีลาสตินน้อยลง ผิวจึงขาดความเต่งตึงและยืดหยุ่น ดูแก่กว่าวัย

3. ดื่มน้ำไม่เพียงพอ

“น้ำ” เป็นส่วนประกอบที่สำคัญของร่างกาย เราควรจะดื่มน้ำให้เพียงพอในแต่ละวัน อย่างน้อยวันละ 8 แก้ว หรือประมาณ 2 ลิตรต่อวัน

การดื่มน้ำไม่เพียงพอในแต่ละวัน ไม่ได้เพียงแค่ทำให้เราคอแห้ง กระหายน้ำเท่านั้น แต่ยังทำให้ผิวขาดความชุ่มชื้น หัวใจเต้นเร็ว ปวดศีรษะ ระบบขับถ่ายทำงานผิดปกติ ที่สำคัญคือ การดื่มน้ำน้อยทำให้ร่างกายไม่สามารถขับของเสียได้ ทำให้ร่างกายหมองคล้ำ และเซลล์เสื่อมสภาพ เกิดปัญหาผิวต่าง ๆ ตามมาอีกด้วย

4. ไม่ทาครีมกันแดด

ในแสงแดดมีรังสี UVA และ UVB ตัวการที่ทำลายความชุ่มชื้นและเซลล์ผิว ทำให้ผิวคล้ำเสีย แห้งกร้าน และดูหมองคล้ำ และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งผิวหนังอีก เป็นสาเหตุที่ทำให้แก่ก่อนวัยอีกด้วย

ด้วยเหตุนี้ ทุกครั้งหลังจากทาครีมบำรุงผิวแล้ว เราควรจะทาครีมกันแดดที่มี SPF สูง ๆ ทุกครั้ง เพื่อปกป้องผิวจากแสงแดด และควรทาซ้ำ หากว่าต้องออกแดดอย่างต่อเนื่อง

5. นอนน้อย

รู้หรือไม่ว่า การอดนอนบ่อย ๆ ทำให้หน้าแก่ก่อนวัยได้ เพราะในช่วงที่เรานอนหลับพักผ่อน ร่างกายของเราจะทำการซ่อมแซมและฟื้นฟูเซลล์ที่โดนทำร้ายให้กลับมามีสุขภาพดีอีกครั้งหนึ่ง

การอดนอนมีผลเสียหลายประการ อันดับแรกคือ ร่างกายจะกระตุ้นให้เกิดฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol) มากขึ้น ทำให้ไปยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ที่ช่วยยับยั้งการหดสั้นของเทโลเมียร์ (Telomere) ซึ่งเป็นปลายของสายดีเอ็นเอ ทำหน้าที่ช่วยปกป้องสายดีเอ็นเอไม่ให้ถูกทำลายมากไปก่อนเวลาอันควร นอกจากนี้ร่างกายจะเกิดการสร้างอนุมูลอิสระมากยิ่งขึ้น รวมถึงการที่ไม่ผลิตฮอร์โมนเมลาโทนิน (Melatonin) ซึ่งช่วยซ่อมแซมดีเอ็นเอในร่างกาย

ตัวอย่างพฤติกรรมที่ทำให้คุณแก่เร็วขึ้น

ปัจจัยนาฬิกาชีวิตอาจจะเปลี่ยนไม่ได้ตามอายุขัยของมนุษย์ แต่อีก 3 ปัจจัย คือ เทโลเมียร์ อนุมูลอิสระ และปฏิกิริยาไกลเคชั่น อาจจะพอหาหนทางในการชะลอให้ช้าลงได้หลายวิธี อาทิ 

1. กินน้อยแก่ช้าตายยาก กินมากตายง่ายแก่เร็ว เพราะการกินมากย่อมทำให้เกิดอนุมูลอิสระมาก เกิดการแบ่งเซลล์มากขึ้น (จากความอ้วน) และถ้ากินอาหารที่มีน้ำตาลมากขึ้น หรือการกินของผัดทอดด้วยไขมันไม่อิ่มตัวแล้ว ก็จะเกิดการอักเสบของเซลล์ต่างๆจากอนุมูลอิสระได้มากขึ้น ยิ่งในยุคที่รอบกายเรามีอาหารที่เป็นคาร์โบไฮเดรตและขนมที่มีน้ำตาลมาก นั่นคือปัจจัยที่เร่งทำให้แก่เร็วมากขึ้น

อันที่จริงในยุคปัจจุบันมีคนพยายามนำความรู้ยุคใหม่คือการอดอาหารเป็นช่วงๆ เพื่อทำให้ร่างกายได้มีโอกาสพักการย่อยอาหาร และสามารถซ่อมเซลล์ของตัวเองได้มากขึ้น โดยเฉพาะการอดอาหารพักการย่อยต่อเนื่องเป็นเวลา 16 ชั่วโมง ซึ่งจะว่าไปแล้วการที่พระสงฆ์ฉันภัตตาหารเพียง 1 มื้อตามคำสอนขององค์สัมมาสัมพุทธเจ้านั้นเป็นการตรัสรู้ที่นักวิทยาศาสตร์ยุคปัจจุบันเร่ิมเห็นประโยชน์ในทิศทางเดียวกัน

2. กินแป้งมาก หวานมาก แก่เร็วชัวร์ เพราะวิวัฒนาการของคนในยุคปัจจุบันที่มีเครื่องดื่มและขนมและอาหารหลายชนิดที่แสนจะอร่อย มายั่วยวนกิเลสมนุษย์ตลอดเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งความหวาน (ผ่านแป้งขัดขาวและน้ำตาล) ในยุคปัจจุบันจะเร่งทำให้ตับอ่อนหลั่งอินซูลินอย่างรวดเร็ว ส่งผลทำให้น้ำตาลตกและกลับมาหิวใหม่ ส่งผลทำให้กินอาหารและเครื่องดื่มหวานตลอดเวลา และหลายคนเสพติดแป้งน้ำตาลอย่างชนิดถอนตัวไม่ขึ้น การกินแป้งขัดขาวและน้ำตาลเกินนี้เองทำให้ก่อโรคสารพัดรวมถึง “แก่เร็ว”ด้วย

3. กินพืชเป็นหลัก (โดยเฉพาะไฟเบอร์สูง) แก่ช้ากว่า เพราะนอกจากในประเด็นที่ว่าการกินพืชเป็นหลักจะทำให้มีแคลอรี่ต่ำกว่าเนื้อสัตว์ ซึ่งเป็นผลทำให้เกิดพลังงานน้อยกว่า จึงเกิดอนุมูลอิสระน้อยกว่าแล้ว การกินเนื้อสัตว์มากย่อมผ่านกระบวนการความร้อนอย่างใดอย่างหนึ่ง (เพราะส่วนใหญ่มนุษย์ไม่ได้กินเนื้อสัตว์ดิบ) โดยเฉพาะอย่างยิ่งความนิยมในการผัดทอด ซึ่งไขมันส่วนใหญ่ที่มนุษย์ใช้คือ “ไขมันไม่อิ่มตัว” ซึ่งเมื่อโดนความร้อนแล้วก็จะทำให้เกิดอนุมูลอิสระ ทำให้เกิดการอักเสบ ทำให้เกิดการแบ่งเซลล์เร็วขึ้น ส่งผลทำให้เทโลเมียร์สั้นลง

4. กินเครื่องเทศ ต้านอนุมูลอิสระเหนือกว่ากินผัก และผลไม้แบบขาดลอย ในการแพทย์แผนไทยและอายุรเวทอินเดียเห็นว่าโรคที่จะเกิดขึ้นหลังอายุ 30 ปีขึ้นไปแล้ว มนุษย์จะเป็นโรคเกี่ยวกับธาตุลมมากขึ้น ซึ่งการกินอาหารรสเผ็ดจะช่วยแก้ปัญหาเรื่องลมได้มากขึ้น ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่าคนไทยที่อายุยืนส่วนใหญ่มักจะกินผักลวกหรือผักดิบจิ้มน้ำพริก (ยกเว้นคนๆนั้นมีกรรมพันธุ์ที่อายุยืน) ซึ่งสอดคล้องกับการวัดความสามารถในการดูดซับอนุมูลอิสระออกซิเจนนั้นพบว่ากลุ่มเครื่องเทศจะมีประสิทธิภาพในการต้านอนุมูลอิสระกว่าผักและผลไม้ชนิดเทียบกันไม่ได้เลย

5. เลี่ยงอาหาร การกระทำ และสิ่งแวดล้อมอนุมูลอิสระสูง ได้แก่อาหารที่มีการผัดทอดด้วยไขมันไม่อิ่มตัวจนเกิดสภาพเหลือง กรอบ หรือไหม้ รวมไปถึงอาหารที่เป็นแป้งขัดขาวและเครื่องดื่มที่ใส่น้ำตาลล้วนแล้วแต่ก่อให้เกิดอนุมูลอิสระทั้งส้ิน แต่ข้อสำคัญคืออาหารกลุ่มนี้มักจะอร่อยยั่วกิเลส เลิกยาก ดังนั้นหากเลี่ยงไม่ได้ ก็ควรจะกินให้น้อยที่สุด หรือไม่ก็ต้องกินพืชเพิ่มมากขึ้น ดื่มน้ำมากขึ้น หรือกินอาหารที่มีเครื่องเทศมากขึ้นเพื่อถ่วงดุลแทน

อ้างอิง:Riverside  Health ,bdmswellness , mw-wellness