“ทรู คอร์ปอเรชั่น” คาดแนวโน้มธุรกิจไตรมาส 4/69 เติบโตต่อ รับอานิสงส์ช่วงไฮซีซันท่องเที่ยว ควบคู่กับรับรู้รายได้ B2B บรอดแบนด์ หลังโครงการรัฐได้รับการต่อสัญญาเรียบร้อยแล้ว มั่นใจปีนี้เข้าเป้ารายได้บริการโต 1-2% และ อีบิดาโต 7-9% หลังไตรมาส 3 “กำไรนิวไฮ” แตะ 6.7 พันล้าน
KEY POINTS
- TRUE คาดการณ์ผลการดำเนินงานไตรมาส 4 จะเติบโตต่อเนื่อง โดยได้รับปัจจัยหนุนจากช่วงไฮซีซั่นของภาคการท่องเที่ยว
- รายได้จากกลุ่มธุรกิจ B2B บรอดแบนด์จะกลับมาฟื้นตัวในไตรมาส 4 หลังโครงการภาครัฐที่สิ้นสุดสัญญาชั่วคราวได้รับการต่อสัญญาแล้ว
- บริษัทมั่นใจว่าจะสามารถบรรลุเป้าหมายการเติบโตของรายได้จากการให้บริการทั้งปีที่ 1-2% และกำไร EBITDA ที่ 7-9% ตามที่ตั้งไว้
นางสาวนอริน เควย์อุม หัวหน้านักลงทุนสัมพันธ์ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด หรือ TRUE เปิดเผยว่า แนวโน้มการดำเนินงานในไตรมาส 4/2569 คาดจะเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับปัจจัยหนุนสำคัญจากช่วงไฮซีซั่นของภาคการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยควบคู่กับการกลับมารับรู้รายได้ของกลุ่มธุรกิจ B2B บรอดแบนด์ หลังโครงการรัฐสิ้นสุดสัญญาชั่วคราว และได้รับการต่อสัญญาเรียบร้อยแล้ว
ทั้งนี้ ธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่และบรอดแบนด์ยังคงเป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนการเติบโต โดยบริษัทยังคงมั่นใจว่าจะสามารถบรรลุเป้าหมายการเติบโตของรายได้จากการให้บริการทั้งปี 2569 ที่ 1-2% (คาดว่าทำได้ใกล้เคียงกรอบล่าง) และบรรลุเป้าหมายการเติบโตของกำไร EBITDA ที่ 7-9% ตามที่ตั้งไว้ได้
โดยหลังจากไตรมาสสุดท้ายเกิดขึ้นหลังผลประกอบการไตรมาส 3 ทำสถิติเติบโตโดดเด่น โดยมีกำไรสุทธิตามรายงานพุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ (All-time High) ที่ 6.7 พันล้านบาท (เติบโต 4.2 เท่า YoY และ +1.8%จากไตรมาสก่อนหน้า ) และหากปรับปรุงรายการพิเศษจากการตัดจำหน่ายสินทรัพย์เครือข่ายจากการปรับปรุงโครงสร้าง (Asset Write-off) จำนวนประมาณ 300 ล้านบาท ส่งผลให้กำไรสุทธิปรับปรุง (Normalized Net Profit) สูงถึง 7.0 พันล้านบาท
ด้านรายได้จากการให้บริการ (ไม่รวม Domestic Roaming) ขยายตัว 2.0% จากช่วงเดียวกันปีก่อนหรือเติบโต 2.1% จากปีก่อน หากไม่รวมรายได้ตามฤดูกาลจากคอนเสิร์ตของ Pay TV) ขณะที่กำไร EBITDAเพิ่มขึ้น 5.7% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และ 4.6% จากไตรมาสก่อนหน้า (เพิ่มขึ้นเกือบ 9 พันล้านบาท หรือ +46% นับตั้งแต่การควบรวมกิจการ) ผลักดันให้อัตราส่วน EBITDA Margin ขยับขึ้นสู่ 68.4% ต่อรายได้จากการให้บริการ และ 60.8% ต่อรายได้รวม
ด้านธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ (Mobile) รายได้บริการขยายตัว 2.8% จากช่วงเดียวกันปีก่อน (Reported) และ 3.1% จากช่วงเดียวกันปีก่อน (หากไม่รวม Domestic Roaming) หรือเติบโต 0.8% จากไตรมาสก่อนหน้า โดยในไตรมาส 3 มีผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้นสุทธิ 142,000 ราย (ระบบเติมเงิน +95,000 ราย และระบบรายเดือน +47,000 ราย) ดันฐานผู้ใช้บริการรวมเติบโต 3.9% จากช่วงเดียวกันปีก่อน
“ธุรกิจบรอดแบนด์” รายได้ภาคครัวเรือน (B2C) เติบโตแข็งแกร่ง 5.8% จากช่วงเดียวกันปีก่อน จากการเร่งปรับปรุงโครงสร้างเครือข่ายเดิมให้ทันสมัย (Network Modernization) ขณะที่รายได้ B2B ลดลง 12.1% จากช่วงเดียวกันปีก่อน จากสัญญาโครงการภาครัฐหมดอายุชั่วคราว ส่งผลให้รายได้บรอดแบนด์รวมเติบโต 1.1% จากช่วงเดียวกันปีก่อน อย่างไรก็ตาม สัญญา B2B ดังกล่าวได้รับการต่อสัญญาแล้วและจะกลับมารับรู้รายได้ในไตรมาส 4 โดยมีผู้ใช้บริการรวมแตะ 3.3 ล้านราย (+30,000 ราย จากไตรมาสก่อนหน้า)
สำหรับ ธุรกิจ Pay TV รายได้รวมลดลง 34% จากช่วงเดียวกันปีก่อน สาเหตุหลักจากการขาดรายได้จัดคอนเสิร์ตตามฤดูกาล และการเปลี่ยนผ่านของผู้บริโภคจาก Linear TV ไปยังบริการ OTT ซึ่งแม้แพลตฟอร์ม OTT จะเติบโต แต่ยังไม่เพียงพอทดแทนส่วน Linear TV ที่ลดลง
ขณะที่ ค่าใช้จ่ายและการลงทุน OPEX ลดลง 9.5% จากช่วงเดียวกันปีก่อน จากผลประโยชน์สเปกตรัมที่เข้าสู่ระดับปกติ การจัดเก็บหนี้เสียที่ดีขึ้น และค่าใช้จ่ายการตลาดที่ลดลงตามฤดูกาล ส่วนงบลงทุนไตรมาส 3 ใช้ไป 8.1 พันล้านบาท รวม 9 เดือนแรกใช้ไป 17,000 ล้านบาท อยู่ในกรอบเป้าหมายทั้งปีที่ 25,000-27,000 ล้านบาท แบ่งสัดส่วนงบลงทุน Mobile 55%, Broadband 30% และ IT/Non-network 15%
สำหรับ หนี้สินและการเงินอัตราส่วน Net Debt to EBITDA ลดลงเหลือ 3.6 เท่า (ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์) มีหนี้สุทธิราว 4.08 แสนล้านบาท และมีอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงลดลงเหลือ 3.4% พร้อมออกหุ้นกู้ใหม่ในเดือนต.ค. อีก 8 พันล้านบาท ดอกเบี้ยเฉลี่ยเพียง 2.6% พร้อมประกาศจ่ายเงินปันผลไตรมาส 3 จำนวน 5,500 ล้านบาท (0.16 บาท/หุ้น) กำหนด Record Date วันที่ 16 พ.ย. และจ่ายปันผลวันที่ 1 ธ.ค. นี้





