“กลุ่มอาหาร” ราคาหุ้นปรับขึ้นเด่น รับกระแสหลายประเทศยกระดับรับมือวิกฤติ “บล.บัวหลวง” คาดกลุ่มอาหารรับปัจจัยเชิงบวก “บลจ.เมอร์ชั่นพาร์ทเนอร์” ชี้เป็นกลุ่มที่ได้รับประโยชน์โดยตรง เนื่องจากความต้องการบริโภคเพิ่มสูงขึ้น “บล.กสิกรไทย” ชี้ราคาหุ้นอาหารพุ่งรับต้นทุนวัตถุดิบลง หนุนมาร์จินเติบโต
KEY POINTS
- หุ้นกลุ่มอาหารปรับตัวขึ้นเด่น รับกระแสการกักตุนอาหารทั่วโลกจากความกังวลเรื่องสงครามและปรากฏการณ์เอลนีโญ
- บล.บัวหลวงชี้ว่ากลุ่มเนื้อสัตว์ (CPF, TFG) และผู้ส่งออกอาหารกระป๋อง (TU) จะได้รับประโยชน์จากแนวโน้มราคาที่สูงขึ้นและความต้องการสำรองเสบียงในต่างประเทศ
- ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องจับตาคือปรากฏการณ์ซูเปอร์เอลนีโญ ซึ่งอาจกระทบผลผลิตทางการเกษตรและเพิ่มความเสี่ยงด้านการขาดแคลนอาหาร
- บล.กสิกรไทยมองว่าปัจจัยหนุนราคาหุ้นมาจากต้นทุนวัตถุดิบที่ลดลง ซึ่งจะช่วยเพิ่มอัตรากำไรให้เติบโตต่อเนื่องถึงไตรมาส 1 ปี 2570
ความตึงเครียดภูมิรัฐศาสตร์โลกเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทั้งความเสี่ยงจากสงคราม สภาพอากาศสุดขั้วจากปรากฏการณ์เอลนีโญ และภัยคุกคามทางไซเบอร์ ส่งผลให้หลายประเทศ “ยกระดับ” เตรียมพร้อมรับมือวิกฤติ โดยคณะกรรมาธิการยุโรป ได้ออกยุทธศาสตร์เตรียมพร้อมรับมือภัยคุกคาม พร้อมส่งเสริมให้ประชาชนสำรองสิ่งของจำเป็นให้สามารถดำรงชีพได้อย่างน้อย 72 ชั่วโมง หากเกิดเหตุฉุกเฉิน
ส่งผลให้ความเคลื่อนไหว “หุ้นกลุ่มอาหาร” วานนี้ (4 พ.ย. 2569) ราคาหุ้นปรับตัวขึ้น “คึกคัก” อาทิ บริษัท เบทาโกร (BTG) ปิดที่ 22.70 บาท เพิ่มขึ้น 5.09% บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร (CPF) ปิดที่ 20.20 บาท เพิ่มขึ้น 2.54% บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป (TU) ปิดที่ 13.20 บาท เพิ่มขึ้น 0.76% บริษัท ไทยฟู้ดส์ กรุ๊ป (TFG) ปิดที่ 9.65 บาท เพิ่มขึ้น 2.66%
นายพิริยพล คงวาณิช ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์การลงทุนเพื่อบริหารความมั่งคั่ง บริษัทหลักทรัพย์ (บล.)บัวหลวง ให้สัมภาษณ์กับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า กระแสความกังวลเรื่องการกักตุนอาหารทั่วโลก มีปัจจัยมาจากความเสี่ยงรอบด้านที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง ทั้งสถานการณ์สงครามที่อาจขยายวงกว้าง ปรากฏการณ์สภาพอากาศแปรปรวนจากเอลนีโญ รวมถึงภัยคุกคามทางไซเบอร์ ซึ่งล้วนเป็นประเด็นที่ต้องติดตามและทำให้นักลงทุนเพิ่มความระมัดระวังในการลงทุนมากขึ้น
สำหรับผลกระทบต่อไทยเบื้องต้นคาดจะอยู่ในระดับจำกัด เนื่องจากไทยไม่ได้อยู่ใกล้กับพื้นที่ศูนย์กลางความขัดแย้งโดยตรง ยังเป็นประเทศเกษตรกรรมที่มีศักยภาพในการเพาะปลูกและผลิตอาหารเพื่อบริโภคภายในประเทศ ทำให้มีความเสี่ยงด้านขาดแคลนอาหารต่ำกว่าหลายประเทศ
ด้านกลุ่มหุ้นที่มีโอกาสได้รับ Sentiment เชิงบวกจากกระแสกักตุนอาหาร ได้แก่ กลุ่มเนื้อสัตว์และอาหารบริโภค ซึ่งได้ประโยชน์จากแนวโน้มราคาหมูและไก่ปรับตัวสูงขึ้น นำโดย CPF และ TFG กลุ่มส่งออกอาหารทะเลแปรรูปและอาหารกระป๋องมีโอกาสรับอานิสงส์จากความต้องการสำรองเสบียงในต่างประเทศ โดยเฉพาะ TU ซึ่งมีธุรกิจส่งออกปลาทูน่ากระป๋อง
แม้ยังไม่ประเมินว่าสถานการณ์จะรุนแรงถึงขั้นสงครามนิวเคลียร์ แต่ความเสี่ยงด้านสงครามและราคาสินค้าโภคภัณฑ์ยังผันผวนสูง นักลงทุนจึงควรติดตามสถานการณ์และเพิ่มความระมัดระวังในการลงทุน
นายประกิต สิริวัฒนเกตุ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) เมอร์ชั่นพาร์ทเนอร์ จำกัด กล่าวว่า กรณีหลายประเทศประกาศเตือนภัยและเตรียมสำรองอาหาร พลังงาน รวมถึงรับมือภัยไซเบอร์ มองว่าเป็นเพียงการเตรียมความพร้อมรับมือความไม่แน่นอน ยังไม่ใช่สัญญาณว่าจะเกิดวิกฤตรุนแรงในระยะใกล้ แม้ครั้งนี้จะมีหลายปัจจัยเกิดขึ้นพร้อมกัน ทั้งความกังวลด้านสภาพอากาศช่วงฤดูหนาว ราคาก๊าซที่สูงขึ้น และสงครามที่ยังไม่ยุติ แต่ยังไม่ถึงขั้นเป็นสัญญาณภัยพิบัติระดับโลกที่ต้องตื่นตระหนก
ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องจับตาปรากฏการณ์ซูเปอร์เอลนีโญ ซึ่งอาจกระทบสภาพภูมิอากาศและการเกษตร ส่งผลให้ผลผลิตลดลงเพิ่มความเสี่ยงขาดแคลนอาหาร สถานการณ์สงครามมีโอกาสยกระดับความตึงเครียดหลังการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐ โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่างสหรัฐกับอิหร่าน แต่ยังไม่คาดว่าจะรุนแรงถึงขั้นใช้อาวุธนิวเคลียร์
นายสรพล วีระเมธีกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ หัวหน้าทีมกลยุทธ์การลงทุน บล.กสิกรไทย กล่าวว่า กระแสกังวลการกักตุนอาหารทั่วโลกยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอ โดยความกังวลส่วนหนึ่งมาจากความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์
สำหรับการปรับตัวขึ้นของราคาหุ้นกลุ่มอาหารนั้น มองว่าไม่ได้มีปัจจัยขับเคลื่อนจากกระแสการกักตุนอาหารทั่วโลกเป็นหลัก แต่เกี่ยวข้องกับแนวโน้มผลกระทบจากปรากฏการณ์เอลนีโญ รวมถึงทิศทางต้นทุนวัตถุดิบที่มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น
โดยช่วงไตรมาส 4 ต่อเนื่องถึงไตรมาส 1 ปี 2570 ต้นทุนวัตถุดิบอาหารมีแนวโน้มอยู่ในทิศทางที่เป็นบวกต่อผู้ประกอบการ ขณะที่ราคาวัตถุดิบบางส่วนที่ต้องนำเข้าจากสหรัฐฯ ปรับตัวลดลง ส่งผลให้ภาระต้นทุนของบริษัทลดลง และช่วยเพิ่มอัตรากำไรให้ขยายตัวมากขึ้น





