“นักเศรษฐศาสตร์” ประเมินผลเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐ “ดร.จิติพล” ชี้จับตา “รื้อภาษีคนรวย-คุมเข้มเอไอ” มองจีนยังเป็นเป้าหลัก สงครามส่อคลี่คลาย เศรษฐกิจสหรัฐส่อชะลอตัว “อินโนเวสท์ เอกซ์” ชี้เดโมแครตครอง 2 สภา กระทบหุ้นเอไอระยะสั้น จับตา 11 ธ.ค. เสี่ยง Government Shutdown
KEY POINTS
- นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ว่าหลังการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐ จะมีการหารือเพื่อปรับแก้กฎหมายภาษี โดยอาจมีการเก็บภาษีเพิ่มเติมจากกลุ่มผู้มีรายได้สูงและองค์กรขนาดใหญ่ภายใน 2 ปีข้างหน้า
- การกำกับดูแลการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) และศูนย์ข้อมูล (Data Center) ในสหรัฐมีแนวโน้มจะเข้มงวดและมีหลักเกณฑ์ชัดเจนขึ้น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีในระยะสั้น
- ต้องจับตาวันที่ 11 ธ.ค. ซึ่งจะมีการพิจารณาต่ออายุงบประมาณชั่วคราว หากพรรคเดโมแครตและรีพับลิกันไม่สามารถตกลงกันได้ โดยเฉพาะงบประมาณด้านสงคราม อาจเพิ่มความเสี่ยงให้เกิด Government Shutdown
- ภาวะการเมืองชะงักงันอาจเกิดขึ้นได้ เนื่องจากแม้เดโมแครตจะครองเสียงข้างมาก แต่ประธานาธิบดียังมีสิทธิ์ยับยั้ง (Veto) กฎหมาย ทำให้การผ่านร่างกฎหมายใหม่ๆ รวมถึงเรื่องงบประมาณทำได้ยากขึ้น
การเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐมีแนวโน้มส่งผลต่อการบริหารของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ซึ่งออกมายอมรับว่าสงครามอิหร่านเป็นสาเหตุส่วนหนึ่งที่ทำให้พรรครีพับลิกันพ่ายแพ้เป็นวงกว้างในการเลือกตั้งกลางเทอมเมื่อวันที่ 3 พ.ย.2569
ผลการเลือกตั้งกลางเทอมครั้งนี้ส่งผลให้พรรคเดโมแครตครองเสียงข้างมากวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎร
จับตาสหรัฐเดินหน้าเก็บภาษีคนรวย
ดร.จิติพล พฤกษาเมธานันท์ ประธานเจ้าหน้าที่ผลิตภัณฑ์ หัวหน้าฝ่ายบริหารการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ฟินันเซีย ไซรัส เปิดเผย “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า หากฉากทัศน์หลังการเลือกตั้งสหรัฐจบด้วยความพ่ายแพ้ของทรัมป์
ภาพรวมตลาดทุนโลกและไทย คาดเคลื่อนไหวลักษณะทรงตัวมากกว่าผันผวนรุนแรง เนื่องจากทิศทางนโยบายเศรษฐกิจของสหรัฐ เริ่มชัดเจนมากขึ้น ประเมินว่าภาพรวมอาจไม่ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงรุนแรงทันที
แต่ต้องติดตามนโยบายภาษีของพรรครีพับลิกันเดิมน่าจะได้รับการปรับแก้ไข คาดว่าจะเปิดหารือเกี่ยวกับการเก็บภาษีเพิ่มเติมจากกลุ่มผู้มีรายได้สูงและองค์กรขนาดใหญ่ภายใน 2 ปีข้างหน้า
อีกทั้ง กังวลนโยบายการค้าและสงครามทรัมป์ ที่ยังมีอำนาจประธานาธิบดีจะเน้นใช้มาตรการกดดันจีนเป็นหลักไม่ใช่ไทย และด้วยปัจจัยสินค้าแพงในสหรัฐ และการไม่มีนโยบายการคลังรองรับเป็นข้อจำกัดให้สหรัฐไม่สามารถใช้มาตรการการค้าเข้มงวดรุนแรงมากนัก
ขณะเดียวกันการกำกับดูแลการลงทุนปัญญาประดิษฐ์ (AI) และศูนย์ข้อมูล (Data Center) ในสหรัฐมีความเข้มงวดและมีหลักเกณฑ์ชัดเจนขึ้น แต่มองว่าจะทำให้ตลาดรู้ชัดเจนว่าอะไรทำได้หรือไม่
ด้านมิติสถานการณ์ความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์และสงครามมองเป็นเรื่องปกติของการดำเนินธุรกิจหลายประเทศ และผลการเลือกตั้งที่สะท้อนชาวอเมริกันไม่สนับสนุนการทำสงครามจะส่งผลให้ความเสี่ยงในการยืดเยื้อสงครามลดลง
มองบวกผลกระทบเศรษฐกิจไทย
ส่วนผลกระทบเศรษฐกิจไทยและตลาดเงินไทย ภาพรวมถือว่ามองบวกกว่าเดิมเล็กน้อย มองว่าหากเศรษฐกิจสหรัฐเข้าภาวะชะลอตัว นโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) จะเปลี่ยนจากขึ้นดอกเบี้ยไปสู่การคงหรือลดอัตราดอกเบี้ย
ทั้งนี้ปัจจัยดังกล่าวกดดันให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลง และส่งผลดีต่อไทยในฐานะประเทศผู้นำเข้าสุทธิ เพราะช่วยลดต้นทุนการนำเข้า และทำให้เงินบาทมีแนวโน้มทรงตัวถึงแข็งค่าขึ้น โดยไทยไม่ต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ยตาม
นอกจากนี้ หากเศรษฐกิจหรือการเติบโตกลุ่มเทคโนโลยี AI ของสหรัฐเริ่มชะลอตัว โดยเงินลงทุนต่างชาติ (ฟันด์โฟลว์) จะไหลกลับตลาดหุ้นเอเชียทันที ขณะที่ภาวะตลาดหุ้นไทยที่ลดลงถือเป็นการขายเพื่อรับข่าว (Sell on Fact) และเป็นการปรับพอร์ตของนักลงทุนเพื่อรอความชัดเจนสถานการณ์
ตลาดตราสารหนี้เริ่มน่าสนใจมากขึ้น
ด้านกลยุทธ์การลงทุน แนะนำนักลงทุนปรับพอร์ตในรูปแบบการหมุนเวียนกลุ่มลงทุน (Sector Rotation) และการสลับตัวเล่น เนื่องจากตลาดไม่ได้ปรับตัวลดลงทั้งหมด
ขณะที่ตลาดตราสารหนี้ (Bond) เริ่มน่าสนใจสูงขึ้นเนื่องจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) เริ่มทรงตัวและมีทิศทางปรับลง ถือเป็นโอกาสดีเพิ่มน้ำหนักลงทุนในตราสารหนี้หากดอกเบี้ยเข้าสู่ขาลง
ส่วนหุ้นไทยประเมินเป้าหมายดัชนี SET Index ปีนี้ไว้ที่ 1,680 จุด และปีหน้าอยู่ที่ 1,750 จุด ยังตั้งเป้าในเชิงอนุรักษนิยมเพื่อป้องกันการปรับลดประมาณการลงในภายหลัง
ลุ้น 11 ธ.ค.เสี่ยง Government Shutdown
ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์ หัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจ บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ เปิดเผยว่า สาเหตุที่พรรครีพับลิกันและประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ พ่ายแพ้การเลือกตั้ง 2 สภา ส่วนหนึ่งมาจากนโยบายสงครามการค้าและการขึ้นภาษีนำเข้าที่ส่งผลราคาสินค้าและบริการในสหรัฐสูงขึ้น สวนทางนโยบายหาเสียงลดค่าครองชีพ
ประกอบกับกระแสต่อต้าน Data Center และ AI ที่พรรคเดโมแครตนำมาโจมตีทางการเมือง
สำหรับผลกระทบต่อตลาดหุ้นมองหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและ AI ทั้งในสหรัฐและเอเชียที่ลดลงสะท้อนความกังวลนักลงทุนมากเกินไป ต่อความเสี่ยงการออกกฎหมายควบคุม AI และ Data Center เนื่องจากทรัมป์ยังมีอำนาจใช้สิทธิ์วีโต้ ขณะที่การลงมติข้ามการวีโต้ต้องใช้เสียงสนับสนุน 2 ใน 3 ซึ่งเป็นไปได้ยาก
ขณะที่การเมืองสหรัฐต้องจับตาวันที่ 11 ธ.ค.2569 ซึ่งจะพิจารณาต่ออายุงบประมาณชั่วคราว หากพรรคเดโมแครตและรีพับลิกันตกลงงบประมาณไม่ได้ โดยเฉพาะงบสงครามอาจเพิ่มความเสี่ยงเกิด Government Shutdown
นอกจากนี้การประชุม APEC วันที่ 19 พ.ย.2569 ที่บราซิลคาดว่าหารือระหว่างผู้นำสหรัฐ รัสเซีย และจีน เกี่ยวกับสถานการณ์ยูเครนและอิหร่าน ยังเป็นอีกปัจจัยที่ต้องติดตาม หากการเจรจาคลี่คลายและมีการผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรอิหร่าน
รวมถึงเปิดทางให้การส่งออกน้ำมันและการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซกลับสู่ภาวะปกติ จะเป็นปัจจัยกดดันราคาน้ำมันให้ลดลง
Bond Yield สหรัฐมีโอกาสทั้งขึ้น-ลง
ส่วน Bond Yield สหรัฐ มีโอกาสทั้งปรับขึ้นหรือลดลง จากข้อจำกัดในการผลักดันนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ของทรัมป์ ซึ่งช่วยลดความกังวลด้านงบประมาณและการคลัง อย่างไรก็ตาม เงินเฟ้อเชิงโครงสร้างและการใช้จ่ายภาครัฐยังเป็นปัจจัยจำกัดการปรับลดลงของ Bond Yield
สำหรับเศรษฐกิจไทย มีโอกาสได้รับประโยชน์จากต้นทุนพลังงานที่ลดลง หากความขัดแย้งในตะวันออกกลางคลี่คลาย อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามนโยบายภาษีการค้าสหรัฐฯ โดยฝ่ายบริหารยังมีอำนาจใช้มาตรา 301 กำหนดภาษีการค้าในอัตรา 10-12.5%
แต่โอกาสปรับขึ้นภาษีในระดับสูงมีจำกัด เพราะจะย้อนกลับไปเพิ่มต้นทุนสินค้าและกดดันเงินเฟ้อภายในสหรัฐเอง
สหรัฐเสี่ยงภาวะการเมืองชะงักงัน
นายนณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโสสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เปิดเผยว่า ผลการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐมีนัยสำคัญต่อเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทย ซึ่งแบ่งเป็น 4 ประเด็น ดังนี้
1.สหรัฐเสี่ยงเข้าสู่ภาวะการเมืองชะงักงัน แม้พรรคเดโมแครตครองเสียงข้างมากทั้ง 2 สภา แต่ประธานาธิบดียังคงมีสิทธิยับยั้ง (Veto) ร่างกฎหมายที่ไม่เห็นด้วย ขณะที่การใช้เสียง 2 ใน 3 ของสภาเพื่อลบล้างการ Veto ทำได้ยากส่งผลให้การออกกฎหมายใหม่ โดยเฉพาะด้านภาษี การใช้จ่ายภาครัฐ และการกำกับดูแลธุรกิจจะท้าทายขึ้น
2.ผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก ในด้านบวกการที่รัฐบาลผลักดันนโยบายใหม่ไม่ได้โดยง่าย จะลดความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายภาษีและการใช้จ่ายแบบก้าวกระโดด
ส่วนด้านลบ ความเสี่ยงเรื่องการผ่านงบประมาณอาจนำไปสู่ภาวะ Government Shutdown ซึ่งจะกระทบการใช้จ่ายรัฐบาลกลาง ความเชื่อมั่นเศรษฐกิจ ตลอดจนทำให้ตลาดพันธบัตร อัตราดอกเบี้ยระยะยาว และค่าเงินดอลลาร์ผันผวน
3.นโยบายการค้าอาจไม่เปลี่ยนกะทันหัน แม้เดโมแครตพยายามตรวจสอบหรือจำกัดมาตรการกำแพงภาษี แต่ประธานาธิบดีมีอำนาจบริหารในการดำเนินมาตรการทางการค้า จึงไม่น่าจะเห็นการยกเลิกมาตรการกีดกันทางการค้าต่อประเทศคู่ค้าทันที
ขณะเดียวกันประเด็นสิ่งแวดล้อมและมาตรฐานแรงงานอาจถูกยกมามีบทบาทมากขึ้นในสภา
จับตากระทบเศรษฐกิจไทย 3 ด้าน
สำหรับผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยประเมิน 3 ด้าน ดังนี้
1.การส่งออก โดยสหรัฐเป็นตลาดส่งออกอันดับ 1 ของไทย มีสัดส่วน 23.3% ของมูลค่าการส่งออกของไทยทั้งหมดในช่วง ม.ค.-เม.ย. 2026 แม้การขยายมาตรการกีดกันทางการค้าใหม่อาจชะลอ ซึ่งเป็นผลดีต่อไทยแต่ผู้ส่งออกยังไม่ควรคาดหวังกำแพงภาษีเดิมลดลง
2.การลงทุนโดยตรงระหว่างประเทศ (FDI) ความไม่แน่นอนของนโยบายอุตสาหกรรมสหรัฐอาจทำให้บริษัทข้ามชาติต้องทบทวนห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งจะสร้างทั้งโอกาสและความเสี่ยงให้อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องจักรไทย
3.ตลาดการเงินและอัตราแลกเปลี่ยนความขัดแย้งด้านงบประมาณของสหรัฐจะทำให้เกิดความผันผวนของการเคลื่อนย้ายเงินทุน ต้นทุนการเงินและค่าเงินบาท แต่ยังต้องติดตามนโยบายดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) และปัจจัยแวดล้อมอื่น





