ตลท. นัดหารือโบรกเกอร์วันนี้ หวังสร้างความชัดเจนแนวปฏิบัติ และเกณฑ์บันทึกธุรกรรม “ทีอาร์เอส” มุ่งสื่อสารข้อมูลถูกต้องโปร่งใส ปิดช่องว่างความเข้าใจคลาดเคลื่อน ย้ำไร้ผลกระทบต่อภาพรวม “ฟันด์โฟลว์” และ “จีดีพี” ขณะที่ ก.ล.ต. สั่งเร่งได้ข้อสรุปโดยเร็ว ชูหลักการสะท้อนธุรกรรมจริงคุ้มครองนักลงทุน
KEY POINTS
- ตลท. นัดประชุมร่วมกับกลุ่มบริษัทหลักทรัพย์ (โบรกเกอร์) เพื่อหาข้อสรุปเรื่องเกณฑ์การบันทึกรายการธุรกรรม TRS (Total Return Swap)
- ประเด็นหลักคือ การพิจารณาจัดประเภทการซื้อขายของโบรกเกอร์เพื่อบริหารความเสี่ยงจากสัญญา TRS ซึ่งปัจจุบันถูกบันทึกรวมกับกลุ่มนักลงทุนต่างชาติ ทำให้ตัวเลขสัดส่วนการซื้อขายของต่างชาติสูงกว่าความเป็นจริง
- ก.ล.ต. สนับสนุนการปรับปรุงดังกล่าว โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเปิดเผยข้อมูลที่โปร่งใส ถูกต้อง และสะท้อนธุรกรรมที่เกิดขึ้นจริง เพื่อคุ้มครองผู้ลงทุน
ปมร้อนแรงใน “ตลาดหุ้นไทย” ณ ปัจจุบัน และกำลังถูกจับตามองคงเป็นการปรับเกณฑ์บันทึกธุรกรรม TRS (Total Return Swap) ระหว่างตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และกลุ่มบริษัทหลักทรัพย์ (โบรกเกอร์) ถือเป็นก้าวสำคัญในการ “สังคายนาตัวเลขสถิติ” ของตลาดหุ้นไทย หลังจากการตรวจพบความคลาดเคลื่อน เพื่อแก้ไขปัญหาข้อมูลการซื้อขายของนักลงทุนต่างชาติที่สูงเกินจริง (Overstated)
โดย กลุ่มโบรกเกอร์ และผู้เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรม มองเห็นปัญหา และข้อสังเกตว่า ตัวเลขสัดส่วนการซื้อขายของนักลงทุนต่างชาติในปัจจุบันอาจสูงเกินความเป็นจริง เนื่องจากการบันทึกมูลค่าซื้อขายเพื่อบริหารความเสี่ยง (Hedging) จากสัญญา TRS ที่โบรกเกอร์ใช้บริหารความเสี่ยง ไปปะปนอยู่กับ “กลุ่มนักลงทุนต่างชาติ”
ขณะเดียวกัน หากมีการปรับเกณฑ์บันทึกมูลค่าซื้อขายจากสัญญา TRS ที่โบรกเกอร์ใช้บริหารความเสี่ยง ดังนั้น งานนี้ต้องจับตาผลสรุปจากการหารือร่วมกับโบรกเกอร์สมาชิกในวันนี้ (28 ต.ค.2569) ว่า จะออกมาในทิศทางใด
นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า ในการร่วมหารือกับกลุ่มบริษัทหลักทรัพย์ (โบรกเกอร์) สมาชิกในวันที่ 28 ต.ค.2569 นี้ เพื่อสร้างความชัดเจนในทิศทางแนวปฏิบัติ และหาข้อสรุปเรื่องเกณฑ์การบันทึกรายการธุรกรรม TRS (Total Return Swap)
ทั้งนี้ ธุรกรรม TRS ซึ่งเป็นสัญญาทางการเงินที่เปิดให้นักลงทุนได้รับผลตอบแทนอ้างอิงจากสินทรัพย์ เช่น หลักทรัพย์ (หุ้น) โดยไม่จำเป็นต้องถือครองหุ้นโดยตรง ขณะที่โบรกเกอร์ซึ่งเป็นคู่สัญญาอาจต้องเข้าซื้อ หรือขายหุ้นอ้างอิงในตลาด เพื่อบริหารความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของราคาหุ้น
ดังนั้น ประเด็นสำคัญของการหารือครั้งนี้ หลักคือ การพิจารณาวิธีจัดประเภทมูลค่าซื้อขายหุ้นที่เกิดจากการทำธุรกรรม TRS โดยเฉพาะการซื้อขายหุ้นของโบรกเกอร์เพื่อบริหารความเสี่ยงจากสัญญาที่ทำกับนักลงทุนต่างชาติ ว่า ควรจัดอยู่ใน “กลุ่มนักลงทุนต่างชาติ” (Foreign Investors หรือ F) หรือ “กลุ่มบัญชีบริษัทหลักทรัพย์” (Prop Trade หรือ P)
ขณะที่ หากมีการปรับวิธีจัดประเภทข้อมูล จะทำให้มูลค่าซื้อขายบางส่วนที่เดิมนับรวมอยู่ในกลุ่มนักลงทุนต่างชาติ เปลี่ยนแปลงไปอยู่ในกลุ่มบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ ส่งผลให้สัดส่วนการซื้อขายของ “ต่างชาติลดลง” ขณะที่ สัดส่วนบัญชีโบรกเกอร์เพิ่มขึ้น โดยปัจจุบันนักลงทุนต่างชาติมีสัดส่วนการซื้อขายประมาณ 50% ส่วนบัญชีบริษัทหลักทรัพย์มีสัดส่วนกว่า 10%
อย่างไรก็ตาม ยังไม่สามารถระบุได้ว่าการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะส่งผลต่อตัวเลขมากน้อยเพียงใด เนื่องจากต้องตรวจสอบข้อมูลย้อนหลัง และคำนวณให้ถูกต้องก่อนเปิดเผยอย่างเป็นทางการ เพื่อป้องกันความสับสนจากการปรับแก้ข้อมูลหลายครั้ง
นายอัสสเดช กล่าวต่อว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯ มีเป้าหมายหลักเพื่อวางแนวทางการสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้อง และเป็นประโยชน์ต่อนักลงทุน ทั้งนี้ การปรับเปลี่ยนโครงสร้างดังกล่าวมุ่งตอบสนองความต้องการของนักลงทุนแต่ละกลุ่มชัดเจน และไม่ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาพรวมเม็ดเงินลงทุน (ฟันด์โฟลว์) หรือการประเมินผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ของประเทศ แต่อย่างใด
นอกจากนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้หารือเบื้องต้นกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ซึ่งพร้อมรับฟังความคิดเห็นจากภาคอุตสาหกรรม เพื่อร่วมกันพิจารณาแนวทางที่เหมาะสม ทั้งในด้านของการจัดประเภทข้อมูล การกำกับดูแลธุรกรรม และผลกระทบต่อผู้ประกอบธุรกิจอีกด้วย
นายเอนก อยู่ยืน รองเลขาธิการ และโฆษก สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า ปัจจุบันทางสำนักงาน ก.ล.ต. ได้หารือร่วมกับ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ในประเด็นดังกล่าว โดยเห็นว่าแนวทางที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ชี้แจงไปแล้วมีความครบถ้วน เนื่องจากธุรกรรม TRS สามารถพิจารณาได้ทั้งสองมุมมอง
อย่างไรก็ตาม เมื่อผู้เกี่ยวข้องส่วนใหญ่เห็นว่า ควรมีการปรับเปลี่ยนแนวทางการเปิดเผยข้อมูล ดังนั้น จึงมีความจำเป็นต้องหารือร่วมกันเพื่อให้ได้ข้อสรุปที่เหมาะสมต่อไป
ทั้งนี้ ทางสำนักงาน ก.ล.ต. ให้ความสำคัญกับการเปิดเผยข้อมูลที่ครบถ้วน และมีความโปร่งใส รวมทั้งสะท้อนธุรกรรมที่เกิดขึ้นจริง เพื่อให้ผู้ลงทุนได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง และไม่ให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน โดยยังคงเน้นย้ำให้ผู้เกี่ยวข้องเร่งหาข้อสรุปที่ชัดเจนโดยเร็วที่สุด
“ทางสำนักงาน ก.ล.ต.ให้ความสำคัญกับการเปิดเผยข้อมูลที่สะท้อนธุรกรรมจริง (True Representation) เพื่อคุ้มครองนักลงทุนจากการใช้ข้อมูลสถิติที่คลาดเคลื่อน และช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือ”
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





