วันเสาร์ ที่ 31 ตุลาคม 2569

Login
Login

เมตา ถูกหั่นแนวโน้มความน่าเชื่อถือเป็นลบ จากลงทุน AI พุ่งสูง

S&P Global Ratings บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ปรับแนวโน้มอันดับเครดิตของเมตา Meta บริษัทแม่ของเฟซบุ๊กเป็น “ลบ” จากการใช้จ่ายด้าน AI ที่พุ่ง ดันหนี้สูงขึ้นมาก

KEY POINTS

  • S&P Global Ratings ปรับแนวโน้มอันดับเครดิตของ Meta เป็น "ลบ" เนื่องจากแรงกดดันทางการเงินที่เพิ่มขึ้นจากการใช้จ่ายด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในระดับสูง
  • S&P ชี้ถึงความไม่แน่นอนในการสร้างรายได้จากการลงทุน AI ภาระหนี้ที่เพิ่มขึ้น และระยะเวลาที่กระแสเงินสดจากการดำเนินงานอาจติดลบ
  • Meta ไม่เห็นด้วยกับการประเมินของ S&P โดยยืนยันว่าจะลงทุนใน AI ต่อไป และเชื่อมั่นในโอกาสทางธุรกิจในอนาคตที่จะช่วยรักษาสถานะเครดิตที่แข็งแกร่ง

บลูมเบิร์ก รายงานว่า S&P Global Ratings ดำเนินการเบื้องต้นที่อาจนำไปสู่การปรับลดอันดับเครดิตของเมตา Meta Platforms Inc. ภายใน 2 ปีข้างหน้า ท่ามกลางแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นต่อฐานะการเงินของบริษัทเทคโนโลยี จากการใช้จ่ายด้าน AI ในระดับสูง

 

S&P ปรับแนวโน้มอันดับเครดิต AA- ของ Meta เป็น “ลบ” เมื่อวันศุกร์ (30 ต.ค. 69) ตามแถลงการณ์ของบริษัทจัดอันดับเครดิต โดย S&P ระบุว่า ภาระหนี้ที่เพิ่มขึ้นของ Meta ซึ่งวัดจากสัดส่วนหนี้เมื่อเทียบกับกำไร เป็นปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่การตัดสินใจดังกล่าว

 

S&P ระบุว่า “ความสามารถของ Meta ในการสร้างรายได้จากการลงทุนด้าน AI มีข้อจำกัดมากกว่าคู่แข่ง” พร้อมเสริมว่า ยังไม่ชัดเจนว่าการใช้จ่ายของบริษัทจะเริ่มสร้างรายได้ที่มีนัยสำคัญ ซึ่งสูงกว่าต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ได้เมื่อใด

 

S&P กล่าวว่า แนวโน้ม “ลบ” สะท้อนความไม่แน่นอนว่า การใช้จ่ายด้านทุนจะอยู่ในระดับสูงและกระแสเงินสดอิสระจากการดำเนินงานจะติดลบไปนานเพียงใด

  • หนี้พุ่งจากลงทุนในปัญญาประดิษฐ์ AI

การตัดสินใจดังกล่าวส่งสัญญาณว่า S&P อาจปรับลดอันดับเครดิตของบริษัทภายในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า แต่ไม่ได้หมายความว่าบริษัทจัดอันดับเครดิตกำลังพิจารณาปรับลดอันดับของ Meta ในทันที

ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นขณะที่นักลงทุนจับตาความสามารถของ Meta และบริษัทอื่น ๆ ในอุตสาหกรรมว่า จะสามารถสร้างผลตอบแทนที่เป็นรูปธรรมจากเงินลงทุนมหาศาลที่ทุ่มให้กับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน AI ได้หรือไม่ ดัชนี Nasdaq 100 ร่วง 3.5% เมื่อวันศุกร์ และช่วงหนึ่งลดลงจนเข้าสู่เกณฑ์ “การปรับฐานทางเทคนิค” จากแรงกดดันของผลประกอบการหุ้นเทคโนโลยีที่น่าผิดหวัง

 

คัมราน มุมทาซ โฆษกของ Meta กล่าวในแถลงการณ์ว่า “เราไม่เห็นด้วยด้วยความเคารพต่อข้อประเมินของ S&P เกี่ยวกับความสามารถในการสร้างรายได้จาก AI ของ Meta เรามองเห็นโอกาสสำคัญด้านผลิตภัณฑ์และธุรกิจในอนาคต ซึ่งจะช่วยสนับสนุนสถานะเครดิตที่แข็งแกร่งมากของเรา”

 

อันดับเครดิตปัจจุบันของ Meta ที่ AA- ถือเป็นระดับน่าลงทุนที่สูงเป็นอันดับ 4 และแม้หากจะถูกปรับลดลง 1 ขั้น บริษัทก็ยังคงอยู่ในกลุ่มอันดับเครดิตคุณภาพสูงอย่างมั่นคง

ถึงกระนั้น Meta ก็ยังคงกู้เงินจำนวนมากเพื่อใช้ขับเคลื่อนเป้าหมายระยะยาวของบริษัท S&P คาดว่ารายจ่ายฝ่ายทุน (capex) ของ Meta จะพุ่งขึ้นสู่ระดับ 140,000 ล้านดอลลาร์ในปีนี้ และเร่งตัวขึ้นเกิน 225,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2027 โดยระบุในแถลงการณ์ว่า อัตราหนี้สิน(leverage) ต่อกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย ของบริษัทอาจขยับขึ้นเหนือระดับ 1 เท่าได้เร็วสุดภายในปีหน้า จากราว 0.1 เท่าเมื่อปีที่แล้ว

เมื่อต้นเดือนนี้ Meta เปิดเผยว่าบริษัทมีภาระผูกพันด้านการใช้จ่ายในอนาคตมากกว่า 800,000 ล้านดอลลาร์ โดยเกือบครึ่งหนึ่งเป็นสัญญาเช่าที่ยังไม่เริ่มมีผลใช้บังคับ ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับศูนย์ข้อมูลและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน แม้จะมีท่าทีลังเลจากวอลล์สตรีท ซึ่งกดดันถามถึงวิธีที่ Meta ตั้งใจจะสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนด้าน AI ผู้บริหารของบริษัทก็ยังย้ำว่าจะเดินหน้าการใช้จ่ายในอนาคตอย่างเต็มที่

 

ซูซาน ลี ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน กล่าวระหว่างการประชุมชี้แจงผลประกอบการกับนักวิเคราะห์ว่า “เราคาดว่าจะยังคงลงทุนเชิงรุก เพื่อสนับสนุนทั้งธุรกิจหลักและโครงการ AI รูปแบบใหม่ของเรา”

 

ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา Meta มีพัฒนาการด้านเทคโนโลยีอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะโมเดล Muse และเอเจนต์ปัญญาประดิษฐ์ส่วนบุคคล (personal AI agent) มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และผู้บริหารระดับสูงคนอื่น ๆ ได้อธิบายแนวทางหลายรูปแบบที่บริษัทสามารถสร้างรายได้จากผลิตภัณฑ์เหล่านี้ รวมถึงการเก็บค่าสมาชิกรายเดือน ค่าธรรมเนียมธุรกรรม และอาจรวมไปถึงการผสานโฆษณาเข้าไป ซึ่งปัจจุบันเป็นแหล่งรายได้หลักของบริษัทผ่านแอปอย่าง Instagram, Facebook และ WhatsApp

 

นอกจากนี้ บริษัทยังกำลังวางแผนสร้างธุรกิจคลาวด์ ซึ่งอาจรวมถึงการขายสิทธิ์การเข้าถึงโมเดล AI หลายประเภทที่รันอยู่บนโครงสร้างพื้นฐาน AI ของ Meta เอง หรือการขายสิทธิ์ใช้งาน “กำลังประมวลผลดิบ” (raw computing capacity) ให้แก่ลูกค้า