วันพฤหัสบดี ที่ 22 ตุลาคม 2569

Login
Login

CREDIT พุ่งนำกลุ่มแบงก์ 8.10% โบรกเผยรับกำไรโตแกร่งเกินคาด 22%

หุ้น CREDIT พุ่ง 8.10% นำกลุ่มแบงก์ หลังงบไตรมาส 3/69 กำไรโต 22% สูงกว่าคาดเกือบ 20% หนุน NIM ดีขึ้น-NPL ลด คลายกังวลตั้งสำรองน้ำท่วม ด้าน บล.กสิกรไทย ให้เป้าหมาย 36 บาท อัพไซด์ 63.6%

KEY POINTS

  • หุ้น CREDIT ปรับตัวขึ้น 8.10% มาอยู่ที่ 22.70 บาท ซึ่งเป็นการปรับตัวขึ้นสูงสุดในกลุ่มธนาคารในช่วงเช้าวันที่ 22 ต.ค. 2569
  • โบรกเกอร์ระบุว่าราคาหุ้นตอบรับผลประกอบการไตรมาส 3/69 ที่มีกำไรสุทธิเติบโต 22% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งแข็งแกร่งกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้เกือบ 20%
  • ผลกำไรที่แข็งแกร่งเกินคาดมาจากกำไรจากการดำเนินงานหลัก โดยเฉพาะส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ที่ปรับตัวดีขึ้น และคุณภาพสินทรัพย์ที่ส่งสัญญาณดีขึ้น โดยหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ลดลงเหลือ 4.1%
  • ผลประกอบการที่ดีช่วยคลายความกังวลของนักลงทุนเกี่ยวกับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมที่อาจทำให้ธนาคารต้องตั้งสำรองเพิ่ม
  • บล.กสิกรไทย ประเมินราคาเป้าหมายของ CREDIT ไว้ที่ 36 บาทต่อหุ้น ซึ่งมีอัพไซด์ (upside) ประมาณ 63.6% จากราคาปัจจุบัน

ความเคลื่อนไหวตลาดหุ้นไทยภาคเช้า ณ วันที่ 22 ต.ค.2569 หุ้นกลุ่มแบงก์ปรับตัวเพิ่มขึ้น นำโดย 

หุ้น CREDIT บวก 8.10% เพิ่มขึ้น 1.70 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 22.70 บาท 
หุ้น SCB บวก 2.38% เพิ่มขึ้น 3.50 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 150.50 บาท 
หุ้น BAY บวก 1.27% เพิ่มขึ้น 0.50 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 40.00 บาท 
หุ้น KBANK บวก 1.26% เพิ่มขึ้น 3.00 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 241.00 บาท 
หุ้น LHFG บวก 0.81% เพิ่มขึ้น 0.01 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 1.25 บาท 
หุ้น TTB บวก 0.74% เพิ่มขึ้น 0.02 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 2.72 บาท 
หุ้น TCAP บวก 0.63% เพิ่มขึ้น 0.50 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 79.25 บาท 
หุ้น BBL บวก 0.55% เพิ่มขึ้น 1.00 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 182.00 บาท 
หุ้น KKP บวก 0.44% เพิ่มขึ้น0.50 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 115.00 บาท 
หุ้น TISCO บวก 0.40% เพิ่มขึ้น 0.50 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 126.00 บาท

CREDIT พุ่งนำกลุ่มแบงก์ 8.10%  โบรกเผยรับกำไรโตแกร่งเกินคาด 22%

วิจิตร อารยะพิศิษฐ ผู้อำนวยการอาวุโส บล.กสิกรไทย ให้สัมภาษณ์กับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า ผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2569 ของธนาคารไทยเครดิต จำกัด (มหาชน) หรือ CREDIT ออกมาแข็งแกร่งกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ โดยกำไรสุทธิสูงกว่าประมาณการของนักวิเคราะห์เกือบ 20% เติบโต 7% จากไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้น 22% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนความสามารถในการทำกำไรจากธุรกิจหลักที่ยังอยู่ในระดับดี
 

โดยก่อนหน้านี้ ราคาหุ้น CREDIT ปรับตัวลดลงมาค่อนข้างมาก จากความกังวลของตลาดเกี่ยวกับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วม ซึ่งอาจทำให้ธนาคารต้องตั้งสำรองส่วนเพิ่ม เพื่อรองรับความเสี่ยงด้านสินเชื่อ อย่างไรก็ตาม ผลประกอบการที่ออกมาดีกว่าคาดช่วยคลายความกังวลดังกล่าว และทำให้ตลาดกลับมามองแนวโน้มกำไรของธนาคารในทิศทางที่ดีขึ้น

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยสนับสนุนสำคัญมาจากกำไรจากการดำเนินงานหลักที่แข็งแกร่งกว่าคาด โดยเฉพาะส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ซึ่งปรับเพิ่มขึ้นจาก 7.4% สะท้อนความสามารถในการสร้างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่ดีขึ้น และเป็นแรงหนุนต่อการเติบโตของกำไรในไตรมาสที่ผ่านมา

ขณะเดียวกัน คุณภาพสินทรัพย์ยังส่งสัญญาณดีขึ้น โดยสัดส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ลดลงจาก 4.3% ในไตรมาส 2/2569 เหลือ 4.1% ในไตรมาส 3/2569 ช่วยลดความกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงด้านสินเชื่อ แม้สถานการณ์เศรษฐกิจและผลกระทบจากน้ำท่วมยังเป็นปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

สำหรับแนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 4/2569 ประเมินว่ากำไรของ CREDIT ยังมีโอกาสเติบโตต่อเนื่องเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน โดยมีแรงสนับสนุนจากทิศทางสินเชื่อที่ดีขึ้น ขณะที่ NIM คาดว่าจะทรงตัวในระดับสูงต่อเนื่องจากไตรมาส 3/2569 ซึ่งจะช่วยประคองความสามารถในการทำกำไรของธนาคาร

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่ต้องติดตามการรักษาคุณภาพสินทรัพย์และการควบคุมค่าใช้จ่ายสำรอง หากธนาคารสามารถบริหารจัดการความเสี่ยงด้านสินเชื่อได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมรักษาระดับ NIM ให้อยู่ในระดับสูง ก็จะช่วยสนับสนุนให้การเติบโตของกำไรมีความต่อเนื่อง

ส่วนด้านราคาหุ้น CREDIT ตอบรับผลประกอบการที่แข็งแกร่ง โดยปรับตัวขึ้นประมาณ 7-8% ในวันที่ประกาศงบ สะท้อนแรงซื้อที่กลับเข้ามาหลังความกังวลเกี่ยวกับการตั้งสำรองเพิ่มเติมเริ่มคลี่คลาย อย่างไรก็ตาม ในมุมมองด้านมูลค่าหุ้นยังอยู่ในระดับไม่สูง โดยมีอัตราส่วนราคาต่อกำไรต่อหุ้น (P/E) ประมาณ 6 เท่า และอัตราส่วนราคาต่อมูลค่าทางบัญชี (P/BV) ประมาณ 0.9 เท่า

ทั้งนี้ ประเมินราคาเป้าหมาย CREDIT ที่ 36 บาทต่อหุ้น เทียบกับราคาปัจจุบันประมาณ 22 บาทต่อหุ้น คิดเป็นอัพไซด์ราว 63.6% สะท้อนโอกาสการปรับขึ้นของราคาหุ้น หากผลประกอบการสามารถเติบโตได้ตามแนวโน้มที่ประเมินไว้

สำหรับกลยุทธ์การลงทุน แนะนำทยอยสะสมหุ้น CREDIT โดยเน้นรอจังหวะราคาย่อตัวเพื่อเข้าซื้อ เนื่องจากผลประกอบการที่ดีกว่าคาดอาจทำให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นแรงในระยะสั้น การไล่ซื้อในช่วงที่ราคาปรับขึ้นไปมากจึงอาจมีความเสี่ยงด้านต้นทุน ขณะที่การรอจังหวะตั้งรับจะช่วยให้นักลงทุนบริหารความเสี่ยงได้ดีขึ้น

ด้าน ภาสกร หวังวิวัฒน์เจริญ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ฝ่ายวิจัย บล.เอเซียพลัส กล่าวเพิ่มเติมถึงภาพรวมหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ว่า ราคาหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ปรับตัวลดลงค่อนข้างมากในช่วงที่ผ่านมา โดยในรอบ 1 เดือนที่ผ่านมา ดัชนีหุ้นกลุ่มธนาคารปรับตัวลดลงประมาณ 6% มากกว่าดัชนีตลาดหุ้นไทยที่ลดลงประมาณ 2.6% สะท้อนแรงกดดันต่อหุ้นกลุ่มธนาคารที่มากกว่าภาพรวมตลาด

ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญที่กดดันราคาหุ้นมาจาก Bond Yield ในต่างประเทศที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลต่อบรรยากาศการลงทุนและความเชื่อมั่นของนักลงทุน ขณะที่การปรับตัวลงของราคาหุ้นกลุ่มธนาคารในช่วงก่อนหน้า ทำให้หุ้นหลายตัวเผชิญแรงขายค่อนข้างมาก

อย่างไรก็ตาม ผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2569 ของกลุ่มธนาคารพาณิชย์ที่ทยอยประกาศออกมาอยู่ในระดับใกล้เคียงกับที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ช่วยลดความไม่แน่นอนเกี่ยวกับผลการดำเนินงาน และเริ่มเห็นกระแสเงินลงทุนหมุนเวียนกลับเข้ามาในหุ้นกลุ่มธนาคาร หลังราคาปรับตัวลงมาในระดับหนึ่ง

สำหรับกลยุทธ์การลงทุน หุ้นเด่นในกลุ่มธนาคารที่ยังคงแนะนำ ได้แก่ KBANK และ KTB ซึ่งเป็นหุ้น Top Picks ของกลุ่ม โดยนักลงทุนควรติดตามทิศทางกระแสเงินทุนและปัจจัยแวดล้อมด้านอัตราผลตอบแทนพันธบัตรควบคู่กับแนวโน้มผลประกอบการ เพื่อประเมินจังหวะการลงทุนในระยะถัดไป