ค่าเงินบาทวันนี้ 22 ต.ค.69 เปิดตลาด “แข็งค่า” ที่ระดับ 33.59 บาทต่อดอลลาร์ “กรุงไทย” ชี้สถานการณ์ตะวันออกกลางตึงเครียด และทิศทางดอกเบี้ยเฟด มองกรอบเงินบาทวันนี้ 33.50-33.70 บาทต่อดอลลาร์
KEY POINTS
- เงินบาทเปิดตลาดเช้านี้แข็งค่าขึ้นเล็กน้อยที่ระดับ 33.59 บาทต่อดอลลาร์ เทียบกับราคาปิดวันก่อนหน้าที่ 33.62 บาทต่อดอลลาร์
- การแข็งค่าของเงินบาทถูกจำกัดจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่หนุนราคาน้ำมัน ขณะเดียวกันก็ได้รับแรงหนุนจากภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่กดดันให้เงินดอลลาร์อ่อนค่าลง
- ปัจจัยสำคัญที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดคือทิศทางนโยบายดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) และพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ซึ่งจะส่งผลต่อทิศทางค่าเงินบาทในระยะสั้น
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ (22 ต.ค.) ที่ระดับ 33.59 บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่าขึ้นเล็กน้อยและแทบไม่เปลี่ยนแปลงจากระดับปิดวันก่อนหน้าที่ 33.62 บาทต่อดอลลาร์ มองกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทวันนี้ 33.50-33.70 บาทต่อดอลลาร์
โดยในช่วงคืนที่ผ่านมาเงินบาททยอยแข็งค่าในลักษณะ Sideways Down กรอบ 33.56-33.65 บาทต่อดอลลาร์ ท่ามกลางปัจจัยหักล้างระหว่างแรงกดดันจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่หนุนราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้น กับแรงหนุนจากภาวะเปิดรับความเสี่ยง (Risk-on) ของตลาดการเงินสหรัฐฯ ที่กดดันให้เงินดอลลาร์อ่อนค่าลง
การอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ยังคงเป็นไปอย่างจำกัด เนื่องจากความเสี่ยงในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น หลังกลุ่ม Houthis ใช้โดรนโจมตีแหล่งน้ำมัน Shaybah ของบริษัทอารามโก (Aramco) ในซาอุดีอาระเบีย
ขณะที่อิหร่านยังคงปฏิบัติการโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันและเรือขนส่งบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ สถานการณ์ดังกล่าวประกอบกับภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดหุ้นยุโรปและสหรัฐฯ ส่งผลให้ราคาทองคำเคลื่อนไหวในกรอบไร้ทิศทางชัดเจนเหนือโซน 4,130 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และกดดันเงินบาทในระยะสั้น
บรรยากาศตลาดการเงินโลก
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ: ได้แรงหนุนจากการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่ม AI และเซมิคอนดักเตอร์ หลังผลประกอบการออกมาสดใสกว่าคาด แม้จะมีความกังวลจากตะวันออกกลางเข้ามาบดบังบรรยากาศ โดยดัชนี Dow Jones ปิดบวก 0.7%, S&P 500 เพิ่มขึ้น 0.6% และ Nasdaq Composite ทะยานขึ้น 1.1%
ตลาดหุ้นยุโรป: ดัชนี STOXX 600 พลิกกลับมาบวก 0.9% นำโดยหุ้นกลุ่ม AI เช่น ASML ที่พุ่งขึ้น 2.6% สอดคล้องกับฝั่งสหรัฐฯ ขณะที่หุ้นกลุ่มพลังงานได้อานิสงส์จากราคาน้ำมัน แต่ตลาดยังคงเผชิญแรงกดดันจากความไม่แน่นอนทางการเมืองในฝรั่งเศสและความตึงเครียดในตะวันออกกลาง
ตลาดบอนด์: บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ เคลื่อนไหวไร้ทิศทางในกรอบ 5.08%-5.16% โดยตลาดยังคงเน้นกลยุทธ์ Buy on Dip เมื่อยีลด์ปรับตัวสูงขึ้น ท่ามกลางมุมมองว่าหากเฟด (FED) เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่องตามคาด จะเปิดทางให้บอนด์ยีลด์ระยะยาวทยอยปรับตัวลดลงได้ในระยะถัดไปตามภาวะเศรษฐกิจและเงินเฟ้อที่ชะลอลง
ตลาดค่าเงิน: ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ย่อตัวลงเล็กน้อยสู่โซน 101.7 จุด (แกว่งตัวในกรอบ 101.6-101.9 จุด) หลังบรรยากาศเปิดรับความเสี่ยงลดความน่าสนใจในการถือครองดอลลาร์ ประกอบกับการพุ่งขึ้นของตลาดหุ้นยุโรปช่วยหนุนให้เงินยูโรและเงินปอนด์แข็งค่าขึ้น
ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม
ในระยะ 24 ชั่วโมงข้างหน้า นักลงทุนจะรอลุ้นรายงานตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญ ได้แก่ ยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงาน (Jobless Claims) ของสหรัฐฯ และดัชนีภาคธุรกิจจากเฟดสาขาต่างๆ รวมถึงดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของยูโรโซน
นอกจากนี้ ตลาดจับตาถ้อยแถลงของผู้ว่าการธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) อย่างใกล้ชิด หลังธนาคารกรุงไทยปรับมุมมองใหม่ว่า BOE อาจเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยอีก 2 ครั้ง (ครั้งละ 25 bps) ในการประชุมเดือนพฤศจิกายนนี้และเดือนกุมภาพันธ์หน้า สู่ระดับ 4.25% ก่อนจะทยอยปรับลดลงเหลือ 3.25% ในช่วงไตรมาส 3 ของปี 2027 ส่วนในภูมิภาคเอเชีย ธนาคารกลางฟิลิปปินส์ (BSP) ถูกคาดหมายว่าอาจปรับขึ้นดอกเบี้ย 25 bps สู่ระดับ 5.25% เพื่อสกัดเงินเฟ้อ ขณะที่ธนาคารกลางเกาหลีใต้ (BOK) น่าจะคงอัตราดอกเบี้ยที่ 3.00% และรอติดตามตัวเลขเงินเฟ้อ CPI เดือนกันยายนของญี่ปุ่นเพื่อประเมินท่าทีธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ต่อไป
มุมมองและกลยุทธ์การลงทุนค่าเงินบาท
Krungthai GLOBAL MARKETS ประเมินว่า เงินบาทมีความเสี่ยงเผชิญภาวะ Two-way risk ในระยะสั้น ขึ้นอยู่กับมุมมองของตลาดต่อทิศทางนโยบายการเงินของเฟดและพัฒนาการในตะวันออกกลาง แนะนำให้ผู้เล่นในตลาดใช้กลยุทธ์ป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะการใช้เครื่องมือ Options
ในภาพระยะกลางถึงยาว ธนาคารยังคงมุมมองเดิมว่าเฟดมีโอกาสปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งในการประชุมเดือนธันวาคม ก่อนจะคงดอกเบี้ยยาวไปจนถึงครึ่งหลังของปี 2027 ซึ่งจะช่วยสนับสนุนให้เงินบาททยอยแข็งค่าขึ้น ประกอบกับแรงหนุนตามฤดูกาลจากช่วงไฮซีซั่นของการท่องเที่ยวในไตรมาส 4 และไตรมาส 1 ปีหน้า อย่างไรก็ดี หากสถานการณ์ตะวันออกกลางรุนแรงและยืดเยื้อจนทำให้ราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้น ความเสี่ยงที่เฟดอาจต้องเร่งขึ้นดอกเบี้ยมากกว่าคาดก็อาจเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย
ในเชิงเทคนิค กลยุทธ์ Trend-Following ระบุว่า เงินบาทได้กลับสู่แนวโน้ม “อ่อนค่าลง” ทั้งในกรอบเวลารายวันและรายสัปดาห์ จนกว่าเงินบาทจะสามารถกลับมาแข็งค่าทะลุแนวโซน 33.40 บาท และ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ตามลำดับ





