วันพฤหัสบดี ที่ 22 ตุลาคม 2569

Login
Login

เงินกู้นอกระบบภาคเหนือ ค้น 3 จุด ร่วมขบวนการนับร้อย เหยื่อ 1,000 ราย

ทลายเงินกู้นอกระบบรายใหญ่ภาคเหนือ เงินสะพัด 120 ล้าน ตำรวจไซเบอร์บุกค้น 3 จุด พิษณุโลก จับยกแก๊ง เครือข่ายมีผู้ร่วมขบวนการประมาณ 100 คน มีลูกค้าเงินกู้ประมาณ 1,000 ราย

กรณีปราบปรามทลายเงินกู้นอกระบบรายใหญ่ภาคเหนือ เงินสะพัด 120 ล้าน ล่าสุดตำรวจไซเบอร์บุกค้น 3 จุด พิษณุโลก จับยกแก๊ง 

ตำรวจไซเบอร์ พล.ต.ท.ทินกร รังมาตย์ ผบช.สอท. ส่งตำรวจไซเบอร์เปิดปฏิบัติการทลายเครือข่ายเงินกู้นอกระบบรายใหญ่ในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง เข้าตรวจค้นเป้าหมาย 3 จุด ใน จ.พิษณุโลก จับกุมผู้ต้องหา 6 ราย

ประกอบด้วย เจ้าของโต๊ะเงินกู้ หัวหน้าสายควบคุมการเก็บเงิน และแอดมินดูแลระบบ พร้อมตรวจยึดอาวุธปืน เครื่องกระสุน โทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ เงินสด และหลักฐานที่เกี่ยวข้อง

จากการสืบสวนพบเครือข่ายมีผู้ร่วมขบวนการประมาณ 100 คน มีลูกค้าเงินกู้ประมาณ 1,000 ราย และมีเงินหมุนเวียนในระบบประมาณ 10 ล้านบาทต่อเดือน

เงินกู้นอกระบบภาคเหนือ ค้น 3 จุด ร่วมขบวนการนับร้อย เหยื่อ 1,000 ราย

สืบเนื่องจาก พล.ต.อ.สำราญ นวลมา ผบ.ตร. ได้สั่งการให้ บช.สอท. เร่งกวาดล้างขบวนการแอปพลิเคชันเงินกู้ออนไลน์ผิดกฎหมายทั่วประเทศ โดยให้เร่งสืบสวนติดตามกลุ่มผู้กระทำผิดที่มีพฤติการณ์หลอกลวงประชาชน ลักลอบปล่อยสินเชื่อโดยไม่ได้รับอนุญาต และเรียกเก็บดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด

ต่อมา พล.ต.ท.ทินกร รังมาตย์ ผบช.สอท. ได้สั่งการให้ พล.ต.ต.กฤตัชญ์ บำรุงรัตนยศ ผบก.สอท.4 พร้อมด้วย พ.ต.อ.ดำรงศักดิ์ อ่อนตา, พ.ต.อ.นรวัตน์ คำภิโล, พ.ต.อ.ศุภกร ธัญญกรรม, พ.ต.อ.สมชาย ธีรภัทรไพศาล และ พ.ต.อ.คมสัน มีภักดี รอง ผบก.สอท.4 เร่งสืบสวนขยายผลปราบปรามเครือข่ายเงินกู้นอกระบบที่มีการแบ่งหน้าที่ทำงานอย่างเป็นขบวนการ

เงินกู้นอกระบบภาคเหนือ ค้น 3 จุด ร่วมขบวนการนับร้อย เหยื่อ 1,000 ราย

จากการสืบสวนของ กก.3 บก.สอท.4 พบเครือข่ายเงินกู้นอกระบบรายใหญ่ มีการจัดโครงสร้างการทำงานเป็นระบบ แบ่งหน้าที่ระหว่างเจ้าของโต๊ะเงินกู้ ผู้ดูแลระบบ หัวหน้าสาย และพนักงานเก็บเงิน โดยมีการใช้ช่องทางออนไลน์และบัญชีธนาคารจำนวนมากในการดำเนินธุรกรรมทางการเงิน รวมถึงมีระบบบริหารจัดการแยกตามพื้นที่และภูมิภาคต่าง ๆ เพื่อควบคุมการดำเนินงานของเครือข่าย

จากการตรวจสอบพบว่า เครือข่ายดังกล่าวมีผู้ร่วมขบวนการประมาณ 100 คน และมีกลุ่มลูกค้าเงินกู้ประมาณ 1,000 ราย ครอบคลุมทั้งนักธุรกิจ พ่อค้าแม่ค้า นักศึกษา และข้าราชการ โดยมีเงินหมุนเวียนในระบบประมาณ 10 ล้านบาทต่อเดือน รวมแล้วกว่า 120 ล้านบาทต่อปี

อีกทั้งยังพบพฤติการณ์เรียกเก็บดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด และประกอบธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลโดยไม่ได้รับอนุญาต

เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงใช้วิธีการสืบสวนทั้งการแฝงตัวติดตามพฤติการณ์ การเฝ้าจุดสะกดรอย การวิเคราะห์เส้นทางการเงิน ตลอดจนรวบรวมพยานหลักฐานทางอิเล็กทรอนิกส์ จนสามารถระบุตัวบุคคลสำคัญที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายดังกล่าวได้

ต่อมา พ.ต.อ.ณัฐพล รัตนมงคลศักดิ์ ผกก.3 บก.สอท.4 พร้อมด้วย พ.ต.ท.ทรงกรด มาสม, พ.ต.ท.นนท์สมรรถ โบว์สุวรรณ รอง ผกก.3 บก.สอท.4 และเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน ได้รวบรวมพยานหลักฐานขออนุมัติหมายค้นจากศาลจังหวัดพิษณุโลก เพื่อเข้าตรวจค้นเป้าหมาย 3 จุด ในพื้นที่ ต.สมอแข อ.เมืองพิษณุโลก จ.พิษณุโลก สามารถจับกุมผู้ต้องหาที่เกี่ยวข้องได้รวม 6 ราย 

กลุ่มหัวหน้าสายควบคุมการเก็บเงิน จำนวน 4 ราย

1. นาย อ อายุ 25 ปี

2. นาย ส อายุ 32 ปี

3. นาย ภ อายุ 24 ปี

4. นาย ช อายุ 45 ปี

ทั้ง 4 ราย ทำหน้าที่เป็นหัวหน้าสายควบคุมและกำกับดูแลพนักงานเก็บเงินกู้ในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง

กลุ่มผู้ดูแลระบบและเจ้าของโต๊ะเงินกู้ จำนวน 2 ราย

5. นาย ธ อายุ 40 ปี ทำหน้าที่เป็นแอดมินดูแลระบบเงินกู้ของเครือข่าย

6. นาย ย อายุ 44 ปี ทำหน้าที่เป็นเจ้าของโต๊ะเงินกู้นอกระบบ

พร้อมตรวจยึดของกลางและพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ อาวุธปืนสั้นกึ่งอัตโนมัติ ขนาด 9 มม. จำนวน 1 กระบอก พร้อมเครื่องกระสุน 29 นัด

โทรศัพท์มือถือ จำนวน 10 เครื่อง คอมพิวเตอร์ จำนวน 2 เครื่อง เงินสด จำนวน 52,320 บาทนามบัตรโฆษณาเงินกู้พร้อม QR Code

เงินกู้นอกระบบภาคเหนือ ค้น 3 จุด ร่วมขบวนการนับร้อย เหยื่อ 1,000 ราย

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ตำรวจแจ้งข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการร่วมกันประกอบธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับในทางการค้าปกติโดยไม่ได้รับอนุญาต และการให้บุคคลอื่นกู้ยืมเงินหรือกระทำการอันมีลักษณะอำพรางการให้กู้ยืมเงิน โดยเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด ก่อนนำตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางส่งดำเนินคดีตามกฎหมาย

ทั้งนี้ จากพยานหลักฐานที่ตรวจพบ เจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ระหว่างการสืบสวนขยายผลไปยังผู้ร่วมขบวนการรายอื่น รวมถึงตรวจสอบบัญชีธนาคารและเส้นทางการเงินที่เกี่ยวข้อง เพื่อดำเนินการยึดหรืออายัดทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิด และติดตามดำเนินคดีกับบุคคลที่เกี่ยวข้องทั้งหมดต่อไป