‘วทันยา-เจษฎา’ ชี้ AI เปิดโอกาสลงทุนโลก แนะธุรกิจไทยเร่งสร้างมูลค่าเพิ่ม เตือนนักลงทุนใช้ AI เป็นผู้ช่วยวิเคราะห์ ไม่ใช่ตัดสินใจลงทุนแทน มองหุ้น AI ย่อตัวเป็นโอกาสระยะยาวรับยุค Agentic AI
KEY POINTS
- วทันยา บุนนาค และ เจษฎา สุขทิศ ชี้ว่า AI กำลังสร้างโอกาสการลงทุนครั้งใหญ่ทั่วโลก แม้จะมีความเสี่ยงจากราคาหุ้นที่สูงและความผันผวน แต่ความต้องการใช้งานจริงยังคงเติบโตสูง สะท้อนจากผลประกอบการของบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำ
- สำหรับธุรกิจไทย เจษฎาแนะนำให้เร่งนำ AI มาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และสร้างการเติบโตของกำไร ขณะที่ AI ยังเปิดโอกาสให้สตาร์ทอัพไทยสามารถสร้างนวัตกรรมเพื่อแข่งขันในระดับสากลได้
- วทันยาชี้ว่าไทยมีโอกาสดึงดูดเม็ดเงินลงทุนด้าน AI แต่โจทย์สำคัญคือต้องต่อยอดจากการเป็นเพียงผู้ใช้หรือที่ตั้ง Data Center ไปสู่การเป็นผู้สร้างเทคโนโลยี เพื่อให้เงินลงทุนเกิดการจ้างงานและสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจในประเทศอย่างแท้จริง
- ทั้งสองแนะนำให้นักลงทุนใช้ AI เป็นเครื่องมือช่วยวิเคราะห์ข้อมูล (Copilot) ไม่ใช่ผู้ตัดสินใจลงทุนแทน (Autopilot) โดยควรใช้ AI ในการรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์จุดแข็ง-จุดอ่อน และประเมินความเสี่ยง ควบคู่กับการตรวจสอบข้อมูลด้วยตนเอง
- เจษฎามองว่าแม้หุ้นกลุ่ม AI จะเผชิญแรงกดดัน แต่การย่อตัวของราคาอาจเป็นโอกาสสำหรับนักลงทุนระยะยาว เนื่องจากความต้องการใช้ AI และพลังการประมวลผลจะยังคงเติบโตต่อเนื่องในยุค Agentic AI
กระแสปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์การลงทุนและเศรษฐกิจโลก ทั้งการสร้างโอกาสทางธุรกิจและเพิ่มประสิทธิภาพการแข่งขัน ท่ามกลางความเสี่ยงจากมูลค่าหุ้นที่สูงและความผันผวนของตลาด ขณะที่ประเทศไทยมีโอกาสดึงดูดเม็ดเงินลงทุน แต่โจทย์สำคัญคือการต่อยอดเทคโนโลยีให้เกิดมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ พร้อมยกระดับภาคธุรกิจและนักลงทุนให้ปรับตัวทันการเปลี่ยนผ่านสู่ยุค AI
วทันยา บุนนาค ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม บริษัทหลักทรัพย์ ลิเบอเรเตอร์ จำกัด กล่าวในงาน NATION FORUM 2027: THAILAND’S AGENDA ภายใต้หัวข้อ MONEY IN THE AIR 2027 เปลี่ยนโลกที่ผันผวน ให้เป็นโอกาสการลงทุน ในหัวข้อ FINTECH IN AI ERA ปลดล็อกการลงทุนยุคใหม่ด้วย AI ว่า แม้ AI จะสร้างโอกาสลงทุนครั้งใหญ่ แต่ยังมีความเสี่ยงจากราคาหุ้นที่สูงเกินมูลค่า โดยหุ้นกลุ่มชิปในสหรัฐฯ และเกาหลีใต้ที่ปรับตัวลงสะท้อนความผันผวนที่ต้องจับตา อย่างไรก็ตาม AI ยังมีความต้องการใช้งานจริงและผลประกอบการเติบโต โดย Nvidia มีกำไรเติบโตมากกว่า 100% และ TSMC มากกว่า 60%
ทั้งนี้ AI ยังมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก ซึ่งเป็นประเด็นหารือของ IMF และ World Bank 2026 ในฐานะเทคโนโลยีที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ท่ามกลางผลกระทบจากสงครามและวิกฤตราคาน้ำมัน
ขณะเดียวกันนักลงทุนต้องเข้าใจข้อจำกัดของ AI โดยเฉพาะโมเดล LLM ที่ประมวลผลตามสถิติและความน่าจะเป็น การถามเพียงว่าควรซื้อหุ้นอะไร อาจนำไปสู่หุ้นที่เป็นกระแสและมีราคาสูงเกินไปแล้ว จึงควรใช้ AI วิเคราะห์จุดแข็ง จุดอ่อน ความเสี่ยง และผลกระทบต่อพอร์ต รวมถึงช่วยรวบรวมข่าว อ่านงบการเงิน และประมวลผลข้อมูล
นอกจากนี้ นักลงทุนควรมองหาโอกาสในตลาดสหรัฐฯ ไต้หวัน และเกาหลีใต้ พร้อมใช้ AI เป็น “Copilot” ช่วยวิเคราะห์ ไม่ใช่ “Autopilot” ตัดสินใจลงทุนแทน โดยต้องประเมินข้อมูลและความเสี่ยงด้วยตนเอง
ขณะที่ AI ยังถูกใช้ก่ออาชญากรรมทางการเงิน ทั้งการสร้างแพลตฟอร์มซื้อขายปลอม และกลุ่ม LINE แอบอ้างผู้เชี่ยวชาญ โดยความเสียหายจากมิจฉาชีพในไทยสูงถึง 3,000-4,000 ล้านบาท สะท้อนความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น ดังนั้นนักลงทุนควรตรวจสอบแหล่งข้อมูลและความน่าเชื่อถือก่อนลงทุนทุกครั้ง
“เงินลงทุน AI ทั่วโลกไหลสู่ผู้ผลิตชิป ผู้พัฒนาโมเดล และธุรกิจที่ได้รับอานิสงส์ทางอ้อม โดยไทยมีโอกาสรับประโยชน์จากกระแสเงินทุน แต่โจทย์สำคัญคือการเปลี่ยนการลงทุนให้เป็นการจ้างงานและมูลค่าเพิ่มในประเทศ หลังมีคำขอส่งเสริมการลงทุนผ่าน BOI ราว 1.4 ล้านล้านบาท และอนุมัติแล้ว 1.1 ล้านล้านบาท ขณะที่ GDP ไตรมาส 2 เติบโตเพียง 1.9% หากไทยไม่มีบทบาทในห่วงโซ่คุณค่า AI อาจได้รับประโยชน์เพียงค่าเช่าที่ดิน ค่าน้ำ และค่าไฟจาก Data Center”
ดังนั้น ไทยต้องเร่งพัฒนาจากผู้ใช้สู่ผู้สร้างเทคโนโลยี ควบคู่กับการกระจายความเสี่ยงของนักลงทุนและการเปิดโอกาสให้สตาร์ตอัปเข้าถึงตลาดทุนผ่าน LiVE Exchange โดย AI จะเป็นทั้งโอกาสลงทุนและบททดสอบสำคัญว่าไทยจะเปลี่ยนกระแสเงินทุนให้เป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจได้มากเพียงใด
ด้าน เจษฎา สุขทิศ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่มบริษัท Finnomena มองว่า แม้หุ้นกลุ่ม AI เผชิญแรงกดดันจากความกังวลเรื่องฟองสบู่ การประเมินมูลค่าที่สูง และข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐาน แต่การปรับตัวลงของราคาไม่ได้เกิดจากความต้องการใช้งาน AI ที่ลดลง โดยเชื่อว่าการย่อตัวอาจเป็นโอกาสสำหรับนักลงทุนที่มองการเติบโตในระยะยาวและพิจารณาปัจจัยพื้นฐานอย่างรอบคอบ
ทั้งนี้ ปัจจัยกดดันตลาดมาจากแรงเก็งกำไรระยะสั้น ต้นทุนทางการเงินที่สูง และปัญหาขาดแคลนพลังงานไฟฟ้าที่ทำให้ศูนย์ข้อมูลบางแห่งไม่สามารถเปิดใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม ความต้องการใช้ AI ทั้งจากบุคคลและองค์กรยังเติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะการเข้าสู่ยุค Agentic AI ที่ AI สามารถทำงานร่วมกันและดำเนินงานหลายขั้นตอนโดยอัตโนมัติ ซึ่งจะเพิ่มความต้องการพลังประมวลผลและโครงสร้างพื้นฐานในอนาคต
สำหรับภาคธุรกิจ มองว่า AI สามารถเพิ่มผลิตภาพได้ ยกตัวอย่าง FINNOMENA ที่นำ AI Agent มาช่วยสรุปข่าวและวิเคราะห์ข้อมูลการลงทุน ช่วยประหยัดเวลาทำงานได้วันละ 1-2 ชั่วโมง ซึ่งมองว่า ไอเดียสำคัญกว่าทักษะ เพราะ AI สามารถช่วยลดข้อจำกัดด้านการเขียนโปรแกรมและการพัฒนาระบบได้ ขณะที่ความสามารถในการคิดค้นแนวทางแก้ปัญหายังคงเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างนวัตกรรม
นอกจากนี้ได้แนะนำให้บริษัทจดทะเบียนไทยเร่งนำ AI มาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และสร้างการเติบโตของกำไร และกระตุ้นให้นักลงทุนพัฒนาตัวเองสู่การเป็น “AI Alpha Investor” ด้วยการใช้ AI ช่วยวิเคราะห์ข้อมูลและประกอบการตัดสินใจลงทุน โดยไม่ละเลยการตรวจสอบข้อมูลและบริหารความเสี่ยง
ส่วนสตาร์ทอัพไทย มองว่า AI เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายย่อย สามารถสร้างธุรกิจและทำงานได้เทียบเท่าทีมขนาดใหญ่ จึงคาดหวังว่าจะเห็นสตาร์ทอัพไทยสร้างนวัตกรรมที่แข่งขันได้ในระดับสากล สร้างผลตอบแทนให้แก่นักลงทุน Venture Capital และดึงดูดเม็ดเงินลงทุนกลับเข้าสู่ประเทศ โดยผู้ที่เปิดรับและปรับตัวทันเทคโนโลยีจะมีโอกาสสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันระยะยาว





