วันพุธ ที่ 21 ตุลาคม 2569

Login
Login

‘เจษฎา Finnomena’ ชี้ Agentic AI พลิกเกมลงทุนโลก หนุนดีมานด์เทคโนโลยี โตระยะยาว 

เจษฎา ชี้ Agentic AI พลิกเกมลงทุนระยะยาว มองหุ้น AI ย่อตัวเป็นโอกาสเติบโต แม้ตลาดกังวลฟองสบู่ พร้อมแนะใช้ AI ช่วยวิเคราะห์ แต่ต้องตัดสินใจด้วยวิจารณญาณของตนเอง

KEY POINTS

  • เจษฎา สุขทิศ ชี้ว่าการเปลี่ยนผ่านสู่ยุค Agentic AI ซึ่งสามารถวางแผนและทำงานได้อัตโนมัติ จะเป็นตัวพลิกเกมการลงทุนและสร้างโอกาสใหม่ๆ แม้ตลาดหุ้น AI จะเผชิญแรงกดดันจากความกังวลเรื่องฟองสบู่
  • ความต้องการใช้งาน AI ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะ Agentic AI จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่หนุนดีมานด์ด้านเทคโนโลยี เช่น พลังการประมวลผล ให้เติบโตในระยะยาว
  • การย่อตัวของราคาหุ้นกลุ่ม AI และโครงสร้างพื้นฐานในช่วงที่ผ่านมา อาจเป็นโอกาสสำหรับนักลงทุนที่มองเห็นศักยภาพการเติบโตในระยะยาวของเทคโนโลยี
  • Agentic AI มีศักยภาพในการเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และสร้างความสามารถในการแข่งขันให้กับธุรกิจ ซึ่งจะส่งผลดีต่อผลประกอบการของบริษัทที่นำไปปรับใช้ และเป็นปัจจัยบวกต่อการลงทุน
  • สำหรับนักลงทุน AI เป็นเครื่องมือช่วยวิเคราะห์ข้อมูลและคัดกรองโอกาสการลงทุน เพิ่มความได้เปรียบ แต่การตัดสินใจสุดท้ายยังต้องอาศัยการประเมินของนักลงทุนเอง

แม้ตลาดหุ้น AI เผชิญแรงกดดันจากความกังวลเรื่องฟองสบู่และมูลค่าหุ้นที่สูงเกินไป แต่ความต้องการใช้งาน AI ยังเติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะการเปลี่ยนผ่านสู่ยุค Agentic AI ที่เปิดโอกาสใหม่ทั้งด้านการลงทุนและการดำเนินธุรกิจ พร้อมเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และสร้างความสามารถในการแข่งขันระยะยาว

‘เจษฎา Finnomena’ ชี้ Agentic AI พลิกเกมลงทุนโลก หนุนดีมานด์เทคโนโลยี โตระยะยาว 

เจษฎา สุขทิศ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่มบริษัท Finnomena กล่าวในงาน NATION FORUM 2027 : THAILAND’S AGENDA ภายใต้หัวข้อ MONEY IN THE AIR 2027 เปลี่ยนโลกที่ผันผวน ให้เป็นโอกาสการลงทุน ในหัวข้อ FINTECH IN AI ERA ปลดล็อกการลงทุนยุคใหม่ด้วย AI ณ พารากอน ฮอลล์ ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน ว่า แม้ตลาดหุ้นกลุ่มปัญญาประดิษฐ์ (AI) เผชิญแรงกดดันจากความกังวลเรื่องฟองสบู่และการประเมินมูลค่าหุ้นที่สูงเกินไป แต่ทว่าการปรับตัวลดลงของราคาในช่วงที่ผ่านมาไม่ได้สะท้อนว่าความต้องการใช้งาน AI กำลังชะลอตัวลง ตรงกันข้าม ทั้งผู้บริโภคและภาคธุรกิจยังคงนำ AI มาใช้งานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุค Agentic AI ซึ่ง AI สามารถทำงานร่วมกัน วางแผน และดำเนินงานต่าง ๆ ได้โดยอัตโนมัติมากขึ้น ดังนั้นมองว่าการย่อตัวของตลาดอาจเป็นโอกาสสำหรับนักลงทุนที่มองเห็นศักยภาพการเติบโตในระยะยาว

‘เจษฎา Finnomena’ ชี้ Agentic AI พลิกเกมลงทุนโลก หนุนดีมานด์เทคโนโลยี โตระยะยาว 

ทั้งนี้ การปรับฐานของหุ้น AI และหุ้นโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องในช่วงที่ผ่านมา มีปัจจัยกดดันหลายด้าน ทั้งแรงเก็งกำไรระยะสั้น การประเมินมูลค่าหุ้น ภาวะการเงินตึงตัว และข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มหน่วยความจำและชิปอย่าง Samsung และ SK Hynix ซึ่งเคยเผชิญแรงขายอย่างหนักจากการเก็งกำไร โดยใช้เงินกู้ของนักลงทุนรายย่อยในเกาหลีใต้ เมื่อเกิดแรงขายทำกำไรจึงนำไปสู่การบังคับขาย ก่อนที่ราคาจะฟื้นตัวได้เมื่อแรงขายเริ่มคลี่คลายลง

ขณะเดียวกัน หุ้นกลุ่มโครงสร้างพื้นฐาน AI หรือธุรกิจที่เป็นคอขวดสำคัญของอุตสาหกรรม ปรับตัวลดลงจนระดับราคาหุ้นบางแห่งมีความน่าสนใจมากขึ้น ยกตัวอย่าง Samsung และ SK Hynix ที่มีค่า P/E ลดลงมา อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังจำเป็นต้องพิจารณาปัจจัยพื้นฐาน แนวโน้มผลประกอบการ และความเสี่ยงของธุรกิจควบคู่กันไป ซึ่งไม่ควรตัดสินใจจากระดับราคาหรือค่า P/E เพียงอย่างเดียว

“ภาวะดอกเบี้ยสูงและความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ยังเป็นปัจจัยกดดันต้นทุนทางการเงินและสภาพคล่องในตลาดทุน ทำให้นักลงทุนต้องระมัดระวังมากขึ้น”

ขณะเดียวกัน ศักยภาพของ AI ยังมีโอกาสเติบโตอีกมาก จากเดิมที่ใช้เพียงถามตอบข้อมูล สู่การทำงานแบบ Agentic AI ที่สามารถวางแผน ค้นคว้า วิเคราะห์ และทำงานหลายขั้นตอนได้ด้วยตัวเอง รวมถึงทำงานร่วมกับ AI ตัวอื่นได้ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความต้องการพลังประมวลผลและการใช้โทเคน (Token) ในอนาคต

นอกจากนี้ พัฒนาการของ AI ยังเปรียบได้กับการค้นพบถ่านหินที่นำไปสู่การปฏิวัติอุตสาหกรรม โดยปัจจุบัน AI ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการใช้งานอย่างแพร่หลาย และมีโอกาสต่อยอดไปสู่ผลิตภัณฑ์ บริการ และธุรกิจรูปแบบใหม่ได้อีกมาก

สำหรับการนำ AI มาใช้ในองค์กรกำลังพัฒนาจากการเป็นเครื่องมือถามตอบข้อมูล ไปสู่การช่วยสร้างเครื่องมือและระบบอัตโนมัติ รวมถึงการทำงานแบบ Agentic Workflow ที่ AI สามารถดำเนินงานหลายขั้นตอนตั้งแต่ต้นจนจบตามกระบวนการที่กำหนดไว้ โดยองค์กรสามารถเพิ่มความแม่นยำในการใช้งานผ่านแนวทาง RAG ซึ่งช่วยให้ AI ค้นหาข้อมูลจากฐานความรู้ที่กำหนดไว้ และนำข้อมูลมาใช้ประกอบการตอบคำถามได้ตรงกับความต้องการมากขึ้น

ตัวอย่างการนำ AI มาใช้จริงคือการวิเคราะห์การลงทุน ซึ่งต้องจัดการบทวิเคราะห์จากหลายแหล่งข้อมูลวันละประมาณ 2,300 ฉบับ จึงมีการพัฒนาระบบให้ AI อ่านและคัดเลือกบทวิเคราะห์ตามแนวทางที่กำหนด ก่อนสรุปข้อมูลเป็นระบบ Research Intelligence นอกจากนี้ ยังมีการสร้าง AI Agent เพื่อรวบรวมและสรุปข่าวสำคัญจากสำนักข่าวและแหล่งข้อมูลทั่วโลก ช่วยประหยัดเวลาทำงานได้วันละประมาณ 1–2 ชั่วโมง ทำให้มีเวลามากขึ้นสำหรับการวิเคราะห์เชิงลึก 

ทั้งนี้ การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวสะท้อนว่า หัวใจสำคัญของการใช้ AI ไม่ได้อยู่ที่ทักษะการเขียนโปรแกรมเพียงอย่างเดียว แต่ทว่าคือความสามารถในการคิดค้นไอเดียและมองเห็นปัญหาที่เทคโนโลยีสามารถเข้ามาช่วยแก้ไขได้ เพราะ AI ช่วยลดข้อจำกัดด้านทักษะทางเทคนิค ทำให้คนทั่วไปสามารถพัฒนาเครื่องมือและระบบอัตโนมัติได้ง่ายขึ้น ขณะที่ความคิดสร้างสรรค์และความเข้าใจความต้องการของผู้ใช้งานยังเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างนวัตกรรมที่มีคุณค่า

ในด้านประสิทธิภาพการทำงาน AI มีศักยภาพช่วยให้คนหนึ่งคนสร้างผลงานได้มากขึ้นหลายเท่าตัว ส่งผลให้ความสามารถในการแข่งขันขององค์กรขึ้นอยู่กับความเร็วในการเรียนรู้และปรับตัว ธุรกิจที่นำ AI มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพได้อย่างเหมาะสมย่อมมีโอกาสสร้างความได้เปรียบ ขณะที่บริษัทที่ยังยึดติดกับวิธีทำงานแบบเดิมอาจเสี่ยงต่อการสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน เช่นกรณีของ Nokia ซึ่งเคยเป็นผู้นำตลาดโทรศัพท์มือถือ แต่ไม่สามารถรักษาตำแหน่งไว้ได้ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรม

สำหรับบริษัทจดทะเบียนไทย AI เป็นโอกาสสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ลดต้นทุน และสนับสนุนการเติบโตของกำไรในระยะยาว โดยบริษัทในดัชนี S&P 500 เป็นหนึ่งในตัวชี้วัดที่สะท้อนความสำคัญของการเพิ่มประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจะขึ้นอยู่กับการนำ AI ไปปรับใช้กับกระบวนการทำงานจริง ไม่ใช่เพียงการลงทุนในเครื่องมือหรือการประกาศนโยบายด้าน AI เท่านั้น

ขณะที่ในมุมของนักลงทุน การใช้ AI อย่างมีประสิทธิภาพสามารถช่วยเพิ่มความได้เปรียบในการวิเคราะห์ข้อมูล คัดกรองโอกาส และประกอบการตัดสินใจลงทุน เพื่อเพิ่มศักยภาพในการลงทุน อย่างไรก็ตาม AI ควรทำหน้าที่เป็นเครื่องมือสนับสนุน ไม่ใช่ตัดสินใจแทนทั้งหมด นักลงทุนยังจำเป็นต้องตรวจสอบข้อมูล ประเมินความเสี่ยง และตัดสินใจด้วยตนเอง เพื่อให้การลงทุนสอดคล้องกับเป้าหมายและระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้

ขณะเดียวกัน AI ยังเปิดโอกาสให้ธุรกิจสตาร์ทอัพและผู้ประกอบการรุ่นใหม่สร้างธุรกิจได้ง่ายขึ้น แม้กระแสสตาร์ทอัพไทยอาจไม่คึกคักเท่าในอดีต แต่ยังมีผู้ประกอบการที่เดินหน้าพัฒนาธุรกิจอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะรูปแบบ ผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจด้วยตัวคนเดียว ซึ่งสามารถใช้ AI ช่วยทำงานหลายด้าน ลดข้อจำกัดด้านบุคลากรและต้นทุน และสร้างผลงานได้ใกล้เคียงกับการมีทีมงานขนาดใหญ่

ดังนั้น เมื่อ AI ช่วยให้การพัฒนาผลิตภัณฑ์และเครื่องมือทำได้รวดเร็วขึ้น ผู้ประกอบการจึงต้องให้ความสำคัญกับการค้นหาไอเดียที่ตอบโจทย์ตลาด การสร้างนวัตกรรม และการพัฒนาธุรกิจที่เติบโตได้จริง เพื่อเพิ่มโอกาสให้สตาร์ทอัพไทยแข่งขันในระดับสากล สร้างผลตอบแทนให้แก่นักลงทุน Venture Capital และดึงดูดเงินลงทุนกลับเข้าสู่ประเทศมากขึ้น