วันพุธ ที่ 21 ตุลาคม 2569

Login
Login

‘นฤมล’ เตือนไทยอย่าตกขบวนทุนโลก ชี้ 3 Super Cycles เขย่าเศรษฐกิจ

“นฤมล” ธนาคารซิตี้แบงก์ ประเทศไทย ชี้ 3 Super Cycles ทั้งเทคโนโลยี ความมั่นคงพลังงาน และการแข่งขันแย่งชิงสภาพคล่อง กำลังเปลี่ยนกติกาเศรษฐกิจโลก เตือนไทยเร่งรักษาความเป็นกลาง สร้างความต่อเนื่องเชิงนโยบาย เร่งปิด FTA ไทย-อียู และทบทวนแผนพลังงานให้ทันคู่แข่ง ก่อนพลาดขบวนเงินทุนโลกที่เคลื่อนตัวรวดเร็ว

โลกกำลังเผชิญแรงเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเทคโนโลยีหรือทิศทางเศรษฐกิจ แต่กำลังเกิดขึ้นพร้อมกันทั้งด้านความมั่นคงทางเทคโนโลยี ความมั่นคงทางพลังงาน และต้นทุนเงินทุน ขณะที่บริษัทข้ามชาติกำลังปรับห่วงโซ่อุปทานและเลือกฐานการลงทุนใหม่ โดยให้น้ำหนักกับความยืดหยุ่น ความเป็นกลาง และความต่อเนื่องของนโยบายมากกว่าการแข่งขันด้วยต้นทุนต่ำเพียงอย่างเดียว

นางสาวนฤมล จิวังกูร กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารซิตี้แบงก์ ประเทศไทย ฉายภาพความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวบนเวที Nation Forum 2027 หัวข้อ “Global Bank Lens 2027: โลกเปลี่ยน เงินทุนขยับ ไทยอยู่ตรงไหน?”
 

โดยชี้ให้เห็นว่า สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นไม่ใช่เพียงแรงกระเพื่อมระยะสั้น แต่เป็น 3 Super Cycles ที่เชื่อมโยงกันและกำลังเปลี่ยนประวัติศาสตร์เศรษฐกิจโลก

สำหรับประเทศไทย โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่เพียงการจับตาว่าเงินทุนจะเคลื่อนย้ายไปที่ใด แต่ต้องเข้าใจว่าทำไมบริษัทระดับโลกจึงเปลี่ยนวิธีคิดในการลงทุน และไทยต้องปรับตัวอย่างไรเพื่อรักษาความน่าสนใจของประเทศ

ทั้งการรักษาความเป็นกลางและความต่อเนื่องของนโยบาย ยกระดับจากการเป็นผู้ประกอบสินค้าไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่ม เร่งปิดข้อตกลงการค้าเสรี และเตรียมความพร้อมด้านพลังงานให้ทันกับประเทศเพื่อนบ้าน

  • 3 Super Cycles พลิกประวัติศาสตร์โลก

'นฤมล' เริ่มต้นฉายภาพให้เห็นถึงความเร็วของการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี อย่างรถบินได้ ซึ่งจากสิ่งที่คนเคยคิดว่ามีอยู่เพียงในนิยาย กลับกลายเป็นเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นจริงภายในระยะเวลาไม่กี่ปี

ขณะเดียวกัน ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ก็พัฒนาความสามารถอย่างรวดเร็ว จนข้อมูลวิเคราะห์ของ Citi Global Insight แสดงให้เห็นว่า AI สามารถทำผลงานเหนือมนุษย์ได้แล้วในการทดสอบหลายมิติ

การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ทำให้การวิเคราะห์เศรษฐกิจและการลงทุนต้องมองให้ไกลกว่าผลประกอบการหรือราคาหุ้นรายบริษัท เพราะก่อนจะพิจารณาว่าธุรกิจใดจะเติบโต นักลงทุนต้องเข้าใจก่อนว่าโลกกำลังเปลี่ยนไปในทิศทางใด

“วันนี้อยากจะให้ซูมเอาต์ออกมา เพราะกว่าตัวหุ้นจะเกิด เราต้องรู้ว่าโลกนี้กำลังจะเกิดอะไรก่อน”

ดังนั้น มองว่าโลกวันนี้มี 3 Super Cycles ที่สำคัญ  ที่รัฐบาลของประเทศต่างๆและบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกให้ความสำคัญ

ได้แก่ ความมั่นคงทางเทคโนโลยี ความมั่นคงทางพลังงาน และการเปลี่ยนแปลงของต้นทุนเงินทุนที่อาจอยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน หรือ Higher for Longer

ทั้งสามวัฏจักรไม่ได้แยกขาดจากกัน แต่ส่งผลต่อเนื่องถึงการลงทุน การจัดสรรเงินทุน และความสามารถในการแข่งขันของแต่ละประเทศ

Super Cycle ที่ 1 ความมั่นคงทางเทคโนโลยี เมื่อประเทศต่างๆไม่ต้องการพึ่งพาคนอื่น

โดยมองว่า การลงทุนด้าน AI หรือ AI Capital Expenditure ทั่วโลกมีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยซิตี้แบงก์คาดการณ์ว่า เม็ดเงินลงทุนจะเพิ่มจากประมาณ 1 ล้านล้านดอลลาร์ในปัจจุบัน เป็น 3.4 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2030

แรงขับเคลื่อนสำคัญไม่ได้มาจากความต้องการทางธุรกิจเพียงอย่างเดียว แต่ยังมาจากนโยบายของรัฐบาลทั่วโลกที่ต้องการรักษาความมั่นคงและความสามารถในการพัฒนาเทคโนโลยีของตนเอง

“เราจะไม่ยอมเป็นอาณานิคมทางเทคโนโลยีของใคร”

นี่ถือเป็นจุดเริ่มต้น ทำให้รัฐบาลแต่ละประเทศหันมาให้ความสำคัญกับการปกป้องตนเอง ทั้งการทำให้ Data Center ตั้งอยู่ภายในประเทศ การรักษาอธิปไตยทางข้อมูล หรือ Data Sovereignty ตลอดจนการพัฒนาความสามารถในการผลิตชิป

ยุโรปพยายามดึงกระบวนการผลิตชิปกลับเข้ามาในประเทศ ผ่านการลงทุนและการออกกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ขณะที่อินเดียทุ่มงบประมาณผ่านโครงการ India AI Mission เพราะมองว่าการพึ่งพาเงินทุนจากภาคเอกชนหรือองค์กรต่าง ๆ เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอและอาจไม่ทันต่อความเปลี่ยนแปลง

สิ่งที่ประเทศไทยต้องตระหนักจากวัฏจักรนี้ คือเทคโนโลยีกำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ความมั่นคงของประเทศ ไม่ใช่เพียงเครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพทางธุรกิจ และการตัดสินใจลงทุนด้านเทคโนโลยีของแต่ละประเทศจึงต้องพิจารณาทั้งความสามารถในการแข่งขันและการพึ่งพาตนเอง

Super Cycle ที่ 2 ความมั่นคงทางพลังงาน ประเทศเพื่อนบ้านเริ่มขยับสู่ SMR

อีกหนึ่งแรงเปลี่ยนสำคัญคือความมั่นคงทางพลังงาน พลังงานในโลกเริ่มไม่เพียงพอต่อความต้องการ ขณะที่ประเทศต่างๆกำลังมุ่งหน้าไปสู่พลังงานสะอาด ทำให้พลังงานนิวเคลียร์กลับมาเป็นทางเลือกที่ได้รับความสนใจอีกครั้ง

แม้เมื่อพูดถึงนิวเคลียร์ หลายคนอาจนึกถึงเหตุการณ์เชอร์โนบิลหรือภัยพิบัติในญี่ปุ่น แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันคือประเทศในภูมิภาคกำลังนำเรื่องนี้กลับมาพิจารณาอย่างจริงจัง

ยกตัวอย่างเวียดนามที่นำโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์กลับมาปัดฝุ่น ขณะที่อินโดนีเซียกำลังเดินหน้าเรื่องเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็ก หรือ Small Modular Reactor (SMR) โดยตั้งเป้าหมายไว้ในปี 2032 เช่นเดียวกับประเทศอื่นในภูมิภาคที่เริ่มเตรียมความพร้อมด้านเทคโนโลยีดังกล่าว

เพราะฉะนั้นของเราก็ต้องกลับมาคิดแล้วว่าเราจะไปต่อกันอย่างไร

คำถามสำคัญสำหรับไทยจึงอยู่ที่การทบทวนทิศทางพลังงานของประเทศให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นรอบด้าน โดยเฉพาะเมื่อประเทศเพื่อนบ้านกำลังวางแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าเพื่อรองรับความต้องการในอนาคต

ประเด็นนี้ยิ่งสำคัญเมื่อพิจารณาร่วมกับการลงทุนด้านเทคโนโลยี ซึ่งต้องอาศัยพลังงานรองรับ หากประเทศต้องการดึงดูดการลงทุนและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ความพร้อมด้านพลังงานจึงเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญควบคู่กัน

Super Cycle ที่ 3 Higher for Longer เงินทุนแย่งชิงสภาพคล่อง

นฤมล ชี้ให้เห็นว่า  การเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีและพลังงานกำลังเชื่อมโยงกับตลาดการเงินอย่างใกล้ชิด โดยการลงทุนจำนวนมหาศาลในเศรษฐกิจใหม่ หรือ New Economy ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในการจัดสรรเงินทุน และอาจดึงเงินลงทุนออกจากสินทรัพย์ประเภทอื่น

ปรากฏการณ์ที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ และธนาคารกลางญี่ปุ่นร่วมกันแทรกแซงตลาดการเงิน หรือ Joint Intervention ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ไม่ค่อยพบเห็นในประสบการณ์ทำงานในห้องค้า

เมื่อเงินทุนมีอยู่จำกัด แต่ความต้องการลงทุนในธุรกิจและเทคโนโลยีใหม่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จึงเกิดสิ่งที่เรียกว่า Crowding Out Effect หรือภาวะที่ความต้องการเงินทุนในส่วนหนึ่งเบียดบังเงินทุนที่อาจถูกจัดสรรไปยังอีกส่วนหนึ่ง

ยกตัวอย่าง SpaceX ซึ่งซิตี้แบงก์ทำหน้าที่เป็น Lead Arranger โดยบริษัทสามารถขยับขึ้นสู่อันดับ 6 ของโลกตามมูลค่าตลาดได้อย่างรวดเร็ว สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงขนาดใหญ่ของตลาดและการโยกย้ายเงินลงทุนที่เกิดขึ้นภายในเวลาอันสั้น เหล่านี้เกิดการ Reallocation ของการลงทุนอย่างเร็วและสูงด้วยมูลค่า

ทั้งสาม Super Cycles จึงเป็นแรงเปลี่ยนที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยี พลังงาน และเงินทุนกำลังเกิดขึ้นพร้อมกัน และส่งผลต่อการตัดสินใจลงทุนของทั้งภาครัฐและเอกชน

  • เงินทุนโลกกำลังหาฐานใหม่ 65% ของบริษัทใหญ่เตรียมกระจาย Supply Chain

เมื่อมองจากภาพเศรษฐกิจโลกลงมาสู่การตัดสินใจของบริษัทข้ามชาติ จากผลสำรวจบริษัทขนาดใหญ่ทั่วโลก 710 แห่งจากข้อมูลของ Citi Global Warroom ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า การกระจายห่วงโซ่อุปทานกำลังเป็นแนวทางสำคัญของธุรกิจระดับโลก

“65% ของ Global Name ที่เรา Survey บอกเลยว่าเขาจะกระจาย Supply Chain เขาจะไม่อยู่ที่เดิม”

ผลสำรวจเดียวกันพบว่า นักลงทุน 25% สนใจไปลงทุนในเวียดนาม ขณะที่ 17% สนใจประเทศไทย ทำให้ไทยอยู่ในอันดับสองของภูมิภาค

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าประเทศไทยยังอยู่ในสายตาของนักลงทุนทั่วโลก แต่ขณะเดียวกันก็แสดงให้เห็นถึงการแข่งขันที่ไทยต้องเผชิญ โดยเฉพาะจากเวียดนามที่ได้รับความสนใจมากกว่า

สิ่งที่เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญคือเหตุผลที่บริษัทระดับโลกใช้เลือกประเทศสำหรับการลงทุน ในอดีตธุรกิจอาจมองหาประเทศที่มีต้นทุนการผลิตต่ำที่สุด หรือมีภาษีต่ำที่สุด แต่ปัจจุบันเกณฑ์การตัดสินใจเปลี่ยนไป โดยให้ความสำคัญกับความยืดหยุ่น ความเป็นกลาง และความต่อเนื่องของนโยบาย

บริษัทระดับโลกกำลังให้ความสำคัญกับความยืดหยุ่น หรือ Fluidity มากขึ้น ขณะที่แนวคิด Friend-shoring ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและความเป็นมิตรมีบทบาทต่อการเลือกฐานธุรกิจ

“เขาไม่ได้บอกว่าประเทศไหนถูกที่สุด ประเทศไหนภาษีจะต่ำสุด แต่เขามองว่าประเทศไหนยืดหยุ่นมากที่สุด มีความเป็นกลาง มี Policy ที่ต่อเนื่อง”

สำหรับประเทศไทย นี่คือประเด็นที่ต้องตระหนัก เพราะการได้รับความสนใจจากนักลงทุนเป็นเพียงจุดเริ่มต้น หากประเทศไม่สามารถรักษาความน่าเชื่อถือและสร้างความต่อเนื่องของนโยบายได้ ก็อาจไม่สามารถเปลี่ยนความสนใจนั้นให้เป็นการลงทุนจริง

อีกด้านหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงคือการบริหารเงินทุนของบริษัทไทยขนาดใหญ่ที่ขยายกิจการไปหลายประเทศ นฤมลระบุว่า บริษัทที่มีธุรกิจอยู่ใน 10-30 ประเทศต้องให้ความสำคัญกับ Treasury Center หรือศูนย์บริหารเงินแบบรวมศูนย์ โดยนำเทคโนโลยี AI และ Smart Contracts มาใช้ในการโอนเงินและจัดการระบบการเงินข้ามประเทศ

สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่า การปรับตัวของธุรกิจไม่ได้จำกัดอยู่ที่การย้ายฐานผลิต แต่ครอบคลุมถึงการจัดการห่วงโซ่อุปทานและระบบการเงินให้สอดคล้องกับรูปแบบธุรกิจที่ขยายตัวข้ามพรมแดนด้วย

  • ยุทธศาสตร์ 3 ระดับของไทย รักษาจุดแข็งระดับโลก 

จากภาพการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก ทำให้ประเทศไทยต้องวางยุทธศาสตร์การปรับตัว 3 ระดับ ได้แก่ Global, Asian และ ASEAN โดยแต่ละระดับมีประเด็นที่ไทยต้องให้ความสำคัญแตกต่างกัน

1. Global Level รักษาความเป็นกลาง สร้างความต่อเนื่องของนโยบาย

ในระดับโลก ประเทศไทยควรวางตำแหน่งตัวเองเป็น Safe Haven พร้อมรักษาความเป็นกลางทางนโยบาย หรือ Neutrality เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน

จากจากการประชุม World Bank และ IMF ซึ่งสะท้อนว่าความเป็นกลางทางนโยบายของไทยเป็นจุดแข็งที่สามารถสร้างประโยชน์ให้ประเทศได้ ดังนั้นไทยต้องรักษาสิ่งนี้ไว้ให้ดี

ฉะนั้นเราต้องรักษาตรงนี้ไว้ให้ดี ห้ามสะดุดขาตัวเอง

ประเด็นสำคัญอีกเรื่องคือความต่อเนื่องของนโยบาย เมื่อถูกถามถึงความกังวลเกี่ยวกับการเปลี่ยนรัฐบาลบ่อยครั้งของประเทศไทย นฤมลระบุว่า หากประเทศมี Policy Continuation หรือความต่อเนื่องของนโยบาย ก็ไม่ใช่เรื่องที่ทำให้นักลงทุนต้องกังวลในลักษณะเดียวกัน

สิ่งที่ต้องให้ความสำคัญไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง แต่ต้องทำให้ทิศทางนโยบายมีความต่อเนื่อง เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้ที่กำลังพิจารณาลงทุนในประเทศ

อีกประเด็นคือการเดินหน้าเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD ซึ่งเป็นกระบวนการยกระดับมาตรฐานประเทศ โดยต้องผ่านการประเมินหลายด้าน ทั้งการจัดการปัญหาคอร์รัปชันและการเตรียมความพร้อมด้านพลังงานสะอาด

ทั้งนี้มองว่าการรักษาความเป็นกลางและการสร้างความต่อเนื่องของนโยบายต้องดำเนินควบคู่กับการยกระดับมาตรฐานประเทศ เพื่อให้ไทยสามารถรักษาความน่าสนใจในสายตานักลงทุนระดับโลก

Asian Level เลิกติดกับดักผู้ประกอบ 

หากมองย้อนมาใกล้บ้านเรา ในระดับเอเชีย ข้อจำกัดสำคัญของเศรษฐกิจไทย นั่นคือการติดอยู่ในบทบาทผู้ประกอบสินค้า หรือ Assembler Trap

ธุรกิจที่ทำหน้าที่ประกอบสินค้าโดยไม่ได้เป็นเจ้าของเทคโนโลยีหรือสร้างมูลค่าเพิ่มในส่วนอื่นของห่วงโซ่การผลิต กำลังเผชิญแรงกดดันด้านอัตรากำไร หรือ Margin ที่เล็กและบางลงเรื่อยๆ

“ตอนนี้เรากำลังติดกับดักของการเป็นผู้ประกอบ ถ้ามาดู Margin ของบริษัท ไม่ว่าจะเซกเตอร์ไหน Assembler Margin จะเล็กและบางลงเรื่อยๆ”

ประเทศอื่นในเอเชียกำลังมุ่งไปสู่แนวทางที่เรียกว่า Barbell Strategy โดยให้ความสำคัญกับกิจกรรมต้นน้ำหรือปลายน้ำที่สร้างมูลค่าเพิ่ม แทนการพึ่งพาการประกอบสินค้าเพียงอย่างเดียว

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนา หรือ R&D เพื่อสร้างทรัพย์สินทางปัญญาและสิทธิบัตรของตนเอง เธอยกตัวอย่างบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าชั้นนำในจีนที่มีสิทธิบัตรติดอยู่เต็มผนัง ซึ่งสะท้อนถึงการให้ความสำคัญกับการพัฒนาเทคโนโลยีและการเป็นเจ้าของนวัตกรรม

สำหรับประเทศไทย สิ่งที่ต้องเร่งดำเนินการคือการเพิ่มขีดความสามารถในการสร้างมูลค่า ไม่ใช่พึ่งพาการผลิตหรือประกอบสินค้าเพียงอย่างเดียว โดยสามารถนำ AI Agents มาใช้สนับสนุนการทำงานด้าน R&D เพื่อเพิ่ม Productivity

ขณะเดียวกัน ไทยต้องคำนึงถึงโครงสร้างประชากรที่เข้าสู่สังคมสูงวัย นฤมลมองว่าโจทย์ของประเทศไม่ควรอยู่ที่ปริมาณประชากร แต่ต้องให้ความสำคัญกับการสร้างคุณค่า หรือ Value Creation เพราะมันไม่ใช่เรื่องของ Population ไม่ใช่เรื่องของปริมาณ แต่เราต้องดันไปด้านคุณค่าให้ได้

ประเด็นนี้สะท้อนทิศทางที่ไทยต้องปรับตัว จากการพึ่งพาความสามารถในการผลิตสินค้า ไปสู่การเพิ่มมูลค่าจากเทคโนโลยี การวิจัยและพัฒนา และทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อให้ธุรกิจสามารถสร้างผลตอบแทนได้มากกว่าการแข่งขันด้านต้นทุน

  • ASEAN Level เร่งปิด FTA ไทย-อียู ทบทวนความพร้อมด้านพลังงาน

ในระดับอาเซียน ประเทศไทยกำลังเผชิญ Sandwich Effect จากการแข่งขันของประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งต่างมีจุดแข็งและความพร้อมที่กดดันให้ไทยต้องเร่งปรับตัว

ด้านการค้า เวียดนามมีข้อตกลงการค้าเสรี หรือ FTA ประมาณ 16-17 ฉบับ ขณะที่สิงคโปร์มีประมาณ 26-27 ฉบับ ส่วนประเทศไทยยังอยู่ในกลุ่มรั้งท้ายของอาเซียน

ดังนั้นมีความจำเป็นในการเร่งปิดการเจรจา FTA โดยเฉพาะกับสหภาพยุโรป ซึ่งไทยตั้งเป้าหมายจะปิดการเจรจาภายในสิ้นปี

การเร่งรัดข้อตกลงการค้าเสรีเป็นหนึ่งในประเด็นไทยต้องให้ความสำคัญ เพราะประเทศเพื่อนบ้านมีข้อตกลงทางการค้าที่มากกว่า ขณะที่การเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานโลกกำลังทำให้บริษัทต่าง ๆ พิจารณาฐานธุรกิจใหม่

อีกประเด็นคือความมั่นคงทางพลังงาน ซึ่งกำลังกลายเป็นโจทย์สำคัญของการแข่งขันในภูมิภาค นฤมลเปรียบเทียบแผนพัฒนาพลังงานของไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยระบุว่า ฟิลิปปินส์ตั้งเป้าหมายการใช้ SMR ในปี 2032 ขณะที่แผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของไทย หรือ PDP กำหนดเป้าหมายเปิดใช้ SMR ในปี 2037 นั่นหมายความว่า กรอบเวลาของไทยช้ากว่าประเทศเพื่อนบ้าน 5 ปี 

“แปลว่าต้องเร่ง จุดที่เราเดิน เรากำลังช้ากว่าเพื่อนบ้าน 5 ปี”

เมื่อพลังงานเป็นหนึ่งในปัจจัยที่เชื่อมโยงกับการลงทุนและความสามารถในการแข่งขัน การเตรียมความพร้อมจึงไม่ควรถูกมองเป็นเรื่องระยะไกลที่สามารถเลื่อนออกไปได้โดยไม่กระทบต่อการวางตำแหน่งของประเทศ

  • ไทยต้องเร่งทำ 3 เรื่อง ก่อนโอกาสเงินทุนจะผ่านไป

สุดท้ายแล้ว มองว่าประเทศไทยต้องให้ความสำคัญกับการปรับตัวทั้ง 3 ระดับ ได้แก่ Global, Asian และ ASEAN โดยในระดับโลกต้องรักษาความเป็นกลางและความต่อเนื่องของนโยบาย ในระดับเอเชียต้องก้าวข้ามกับดักผู้ประกอบไปสู่การสร้างทรัพย์สินทางปัญญาและเพิ่มผลิตภาพ ส่วนในระดับอาเซียนต้องเร่งปิด FTA และเตรียมความพร้อมด้านพลังงานให้ทันกับประเทศเพื่อนบ้าน

สิ่งที่ต้องตระหนักคือ การเคลื่อนย้ายเงินทุนไม่ได้เกิดจากปัจจัยเดียว แต่เป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงพร้อมกันของเทคโนโลยี พลังงาน และต้นทุนทางการเงิน

ขณะเดียวกัน บริษัทระดับโลกกำลังเปลี่ยนเกณฑ์เลือกประเทศ จากการมองต้นทุนต่ำที่สุด ไปสู่การพิจารณาความยืดหยุ่น ความเป็นกลาง และความต่อเนื่องของนโยบาย

แม้ข้อมูลสำรวจของซิตี้แบงก์จะสะท้อนว่าไทยยังเป็นหนึ่งในประเทศที่นักลงทุนทั่วโลกสนใจ แต่เวียดนามได้รับความสนใจมากกว่า และประเทศในภูมิภาคก็กำลังเร่งพัฒนาความพร้อมของตนเอง

ดังนั้น โจทย์ของไทยจึงไม่ได้อยู่ที่การรอให้เงินทุนเลือกประเทศ แต่ต้องสร้างเงื่อนไขให้ประเทศมีความพร้อมและสามารถแข่งขันเพื่อดึงดูดเงินทุนเหล่านั้นได้ ทั้งการรักษาความเชื่อมั่นของนักลงทุน การเพิ่มมูลค่าของภาคการผลิต และการเร่งดำเนินการด้านการค้าและพลังงาน

“รถไฟขบวนนี้มันเป็นไฮเปอร์นะ มันวิ่งเร็วยิ่งกว่า High-speed train มาตรงเวลา เต็มแล้วปิดห้องแล้วไปเลย”

ดังนั้นประเทศไทยต้องไม่เพียงมองเห็นโอกาส แต่ต้องเร่งปรับตัวให้ทันกับจังหวะการเปลี่ยนแปลง เพราะขณะที่ไทยกำลังพิจารณาว่าจะเดินหน้าอย่างไร ประเทศอื่นก็เดินหน้าวางตำแหน่งของตนเองเพื่อรับการลงทุนจากโลกเช่นกัน