‘สุธน เซียนหุ้น VI’ ชี้วิกฤตเศรษฐกิจจีน ทำให้ราคาหุ้นหลายกลุ่มปรับตัวลงกว่า 90% เป็นโอกาสให้สาย VI เข้าซื้อหุ้นได้ในราคาถูกมาก แนะกลยุทธ์ลงทุนในหุ้นที่กำลังเผชิญวิกฤต แต่มีศักยภาพฟื้นตัวด้วย การนำเทคโนโลยี AI เข้ามาเสริมความแข็งแกร่ง เช่น กลุ่มการศึกษา
KEY POINTS
- วิกฤตเศรษฐกิจจีนทำให้ราคาหุ้นหลายกลุ่มปรับตัวลงกว่า 90% ซึ่งเป็นโอกาสให้นักลงทุน VI เข้าซื้อหุ้นได้ในราคาถูกมาก
- แนะกลยุทธ์ลงทุนในหุ้นที่กำลังเผชิญวิกฤต แต่มีศักยภาพฟื้นตัวด้วยการนำเทคโนโลยี AI เข้ามาเสริมความแข็งแกร่ง เช่น กลุ่มการศึกษา
- ควรเลือกลงทุนในกลุ่ม Real Sector ที่มีอำนาจในการกำหนดราคา (Pricing Power) สามารถขึ้นราคาได้ในภาวะเงินเฟ้อสูง เช่น ธุรกิจโรงพยาบาลและโรงเรียน
จากเวทีงานสัมมนา NATION FORUM 2027: THAILAND’S AGENDA จัดโดย เนชั่น กรุ๊ป ภายใต้ธีม “MONEY IN THE AIR 2027” เปลี่ยนโลกที่ผันผวน ให้เป็นโอกาสการลงทุน นายสุธน สิงหสิทธางกูร นักลงทุนเน้นคุณค่า (VI) กล่าวในหัวข้อ “Global Trend & beyond” ผ่านมุมมองการลงทุนในตลาดหุ้นจีนว่า ท่ามกลางมรสุมเศรษฐกิจจีนที่ยืดเยื้อมากว่า 3–4 ปี จากวิกฤติภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ยังไร้สัญญาณฟื้นตัว ได้สร้างบทเรียนราคาแพง ทำให้นักลงทุนต่างเริ่มตั้งคำถามถึงทิศทางการลงทุนในอนาคต
พบว่า วิกฤติภาคอสังหาริมทรัพย์ในจีนปะทุขึ้นมานั้น ส่งผลให้ราคาหุ้นกลุ่มผู้พัฒนาอสังหาฯ (Developer) และบริษัทบริหารจัดการปรับตัวลดลงอย่างหนักมากกว่า 90% แม้ราคาหุ้นจะร่วงลงมาจนมีเงินสดท่วมมากกว่ามูลค่าตามราคาตลาด (Market Cap) ถึง 3 เท่า
แต่ธุรกิจกลับติดกับดัก Graham Net-Ne หนี้สินล้นพ้นตัวและกู้ยืมเงินได้ยากลำบาก เมื่อรัฐบาลสั่งห้ามบริษัทแม่ยืมเงินสดจากบริษัทลูก บริษัทแม่จึงใช้วิธีนำทรัพย์สินมาขายให้บริษัทลูกในราคาแพง เพื่อสูบเงินสดออกไป หุ้นกลุ่มอสังหาฯ ในปัจจุบันจึงยังคงไร้ความหวังและยังไม่เห็นสัญญาณการฟื้นตัว
ขณะเดียวกัน แม้เทคโนโลยี AI จะยังคงเป็นแนวโน้มหลักของโลกในอีก 2–5 ปีข้างหน้า แต่หากราคาหุ้นที่แพงเกินไปก็มีความเสี่ยง โดยมีโอกาสปรับตัวลดลงได้ถึง 90% ในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจ
“เฝ้าระวังฟองสบู่เอไอที่อาจเป็นฟองสบู่ใหญ่สุดในรอบ 100 ปี แม้กำไรและปันผลจะดูดี แต่ราคาหุ้นอาจมีความเสี่ยงปรับฐานลึกได้”
อีกทั้ง "สมรภูมิเทคโนโลยี AI" ระหว่างสองมหาอำนาจ สหรัฐฯ และจีน กำลังก้าวสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ โดยมี "ต้นทุนพลังงาน" เป็นตัวแปรตัดสินเกมที่จะสร้างความได้เปรียบทางแข่งขันอย่างมหาศาล
สำหรับศักยภาพของหุ้นเทคฯ จีนเมื่อเทียบกับสหรัฐฯ มีจุดแข็งและจุดอ่อนที่ชัดเจน โดยจุดแข็งของหุ้นเทคฯจีน ได้แก่ Application จีนโดดเด่นเรื่องการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้จริงและขยายผลจาก 1 ไป 100, Data ได้เปรียบจากฐานประชากรกว่า 1,400 ล้านคนในการสะสม Big Data มหาศาล , Energy จีนชนะขาดลอย ด้วยต้นทุนพลังงานไฟฟ้าที่ถูกกว่าสหรัฐฯ 2–3 เท่า จากการผลิตแผงโซลาร์เซลล์แบบ Mass Production ได้สำเร็จ
“ความได้เปรียบนี้ทำให้ในการพิจารณาจัดตั้ง Data Center หรือ AI Hub คำถามแรกของผู้ลงทุนคือมีไฟฟ้าเพียงพอหรือไม่ก่อนเรื่องน้ำหรือราคาที่ดิน”
ด้านจุดอ่อนของเทคฯ จีน ได้แก่ Compute และ Modeling สหรัฐฯ ยังคงครองความเหนือกว่าในด้านโมเดลหลักและกำลังการประมวลผลชิป (Compute) อย่าง NVIDIA
ขณะที่ กลยุทธ์ของเทคฯ จีน มุ่งทำลายคู่แข่งด้วย "ราคา" จีนใช้ความได้เปรียบด้านพลังงานมาลดต้นทุนการประมวลผล AI ให้ถูกกว่าสหรัฐ ถึง 10 เท่า แม้ AI จีนอาจไม่ได้ฉลาดที่สุด แต่มี “ความฉลาดเพียงพอ" สำหรับงานทั่วไป ซึ่งดึงดูดภาคธุรกิจทั่วโลกให้หันมาใช้เพื่อลดต้นทุน
นอกจากนี้ ตลาดหุ้นจีน แม้ยังจะมี "ความผันผวนและความเสี่ยงทางการเมือง" แต่เรามองว่า มีข้อดี คือ เพื่อนที่ดีของนักลงทุน VI เพราะช่วยสร้างส่วนลด ของราคาหุ้นสูงถึง 80–90%
แนะเข้าลงทุนหุ้นจีนในจังหวะวิกฤติ แต่มี AI เสริมแกร่ง-เรียลเซ็กเตอร์อำนาจต่อรองราคาสูง
นายสุธน แนะกลยุทธ์การลงทุนหุ้นจีนในปี 2570 เลือกลงทุนใน "หุ้นที่กำลังประสบวิกฤติจนราคาถูก" ลง แต่มีเทคโนโลยี AI เข้ามาเสริมสร้างโอกาสเติบโต เช่น หุ้นกลุ่มการศึกษาที่มี Teacher AI เพื่อให้ได้ซื้อ AI ในราคาต่ำ
และเน้นธุรกิจที่มีอำนาจกำหนดราคา ในช่วงเงินเฟ้อและดอกเบี้ยสูง ต้องเลือกลงทุนใน Real Sector ที่สามารถปรับขึ้นราคาตามได้ ซึ่งในรอบ 20 ปีที่ผ่านมามีเพียง 2 กลุ่ม ได้แก่ โรงพยาบาล และ โรงเรียน
ยกตัวอย่างเช่น ที่ผ่านมา กลุ่มการศึกษาในจีนเผชิญวิกฤตรุนแรงจนราคาหุ้นปรับตัวลงมาถึง 90–98% บริษัทการศึกษาประมาณ 50 แห่งมี P/E อยู่ที่ราว 12 เท่า และมีเงินสดสะสมในบริษัทสูงกว่ามูลค่า Market Cap ซึ่งถือหุ้น 6 เดือน ถึง 1 ปี มูลค่าเงินสดก็เท่าทุน
“ยามเงินเฟ้อขึ้นมาก ดอกเบี้ย 5% ธุรกิจที่คุณซื้อต้องขึ้นราคาได้ Real Sector ในรอบ 20 ปีที่ขึ้นราคาได้ มีอยู่แค่ 2 ธุรกิจ คือ โรงพยาบาล และ โรงเรียน อย่างโรงเรียน ใครมีลูกไปต่อรองอะไรได้ไหม ก็ไม่ได้“
ดังนั้น หัวใจการลงทุนหุ้นประเภท Deep Value สำหรับนักลงทุนที่เข้าใจ โดยการลงทุนในตลาดหุ้นจีนให้ประสบความสำเร็จจำเป็นต้องเลือกธุรกิจที่มี Pricing Power อำนาจในการกำหนดราคา และอาศัยความอดทนในการถือครองของนักลงทุน เพื่อรอผลตอบแทน
“จังหวะในการเข้าลงทุนหุ้นจีน เน้นการกล้าเข้าซื้อหุ้นในช่วงที่บริษัทเจอวิกฤติหรือไม่มีใครสนใจ แล้วรอขายในตอนที่ราคาสูงขึ้นเมื่อตลาดเกิดกระแสกลัวตกรถ"





