วันอังคาร ที่ 20 ตุลาคม 2569

Login
Login

โบรกชี้ ‘หุ้นเทคฯ’ โลกถูกเทขาย แนะกลยุทธ์ย้ายเงินซบ Value Play

หุ้นเทคโนโลยีและ AI ทั่วโลกเผชิญแรงขายจาก Bond Yield พุ่งและความกังวลกำไรชะลอตัว นักวิเคราะห์มองยังไม่ใช่สัญญาณฟองสบู่ AI แตก แนะทำ Sector Rotation จากหุ้นชิปที่ราคาสูงไปยังหุ้น Value Play และกลุ่ม Hyper Scalers เพื่อโอกาสเติบโตระยะยาว แม้ระยะสั้นยังฟื้นตัวจำกัด

KEY POINTS

  • หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและ AI ทั่วโลกเผชิญแรงขายทำกำไร หลังราคาปรับขึ้นมามาก ประกอบกับแรงกดดันจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) ที่พุ่งสูง และแนวโน้มการเติบโตของกำไรที่ชะลอตัว
  • นักวิเคราะห์แนะกลยุทธ์หมุนเวียนเงินลงทุน (Sector Rotation) จากหุ้นเทคโนโลยีที่ราคาสูง ไปยังหุ้นกลุ่มที่ราคายังอยู่ในระดับต่ำ หรือ "Value Play" เพื่อลดความเสี่ยง
  • สาเหตุหลักของการเทขายมาจาก Bond Yield ที่สูงขึ้นจูงใจให้นักลงทุนย้ายเงินไปสินทรัพย์ปลอดภัย, ความกังวลต่อรายได้บริษัทเทคฯ และการปรับฐานของหุ้นที่เกี่ยวข้องกับ Data Center
  • แม้มีการปรับฐาน แต่มองว่ายังไม่ใช่การแตกของฟองสบู่ AI เนื่องจากความต้องการยังแข็งแกร่งและบริษัทเทคฯ ใหญ่มีพื้นฐานการเงินดีกว่ายุค Dot-com
  • สำหรับกลยุทธ์ลงทุนในกลุ่มเทคฯ แนะให้ทยอยสะสมเพื่อการเติบโตระยะยาว และหมุนเงินจากกลุ่มผู้ผลิตชิปไปยังกลุ่ม Hyper Scalers ซึ่งเป็นผู้ลงทุนรายใหญ่ในโครงสร้างพื้นฐาน AI
  • คาดว่าหุ้นเทคฯ จะยังฟื้นตัวได้จำกัดในระยะสั้น โดยปัจจัยหนุนการฟื้นตัวคือ Bond Yield ที่ชะลอตัวลง, สถานการณ์สงครามที่คลี่คลาย และทิศทางดอกเบี้ยที่ทรงตัว

ตลาดหุ้นกลุ่มชิปและเทคโนโลยี AI ทั่วโลก กำลังเผชิญแรงกดดันจาก “อัตราผลตอบแทนพันธบัตร” (Bond Yield) ที่อยู่ในระดับสูง หลังราคาหุ้นปรับขึ้นแรงในช่วงที่ผ่านมา ขณะที่ แนวโน้มการเติบโตของ “กำไร” และ “การลงทุน” เริ่มชะลอตัว ส่งผลให้เกิดแรงขายทำกำไรและการหมุนเวียนเงินลงทุนไปยังหุ้นกลุ่มอื่น ๆ 

โบรกชี้ ‘หุ้นเทคฯ’ โลกถูกเทขาย แนะกลยุทธ์ย้ายเงินซบ Value Play

“พิริยพล คงวาณิช” ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์การลงทุนเพื่อบริหารความมั่งคั่ง บล.บัวหลวง ให้สัมภาษณ์กับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า หุ้นกลุ่มชิปและเทคโนโลยี AI ปรับตัวลงแรงจาก 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ ความกังวลต่อรายได้ของ OpenAI ต้นทุนเงินทุนที่เพิ่มขึ้นจาก Bond Yield และการปรับฐานของหุ้นที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐาน Data Center

อย่างไรก็ตาม มองสถานการณ์ปัจจุบันยังไม่ใช่การพังทลายของฟองสบู่ AI เนื่องจากความต้องการใช้งาน AI ยังคงแข็งแกร่ง และบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่มีผลประกอบการและกระแสเงินสดรองรับการลงทุนได้ดีกว่ายุค Dot-com ขณะที่ การลงทุน AI CapEx ของบริษัท Big Tech ยังเติบโตต่อเนื่อง แม้อัตราการเติบโตมีแนวโน้มชะลอจากระดับสูงสุดราว 90% มาอยู่ที่ประมาณ 40-50% ในปี 2026 ซึ่งเมื่อประกอบกับ Bond Yield ที่สูงขึ้น จึงกดดันราคาหุ้นในระยะนี้

ทั้งนี้ คาดตลาดยังผันผวนต่อเนื่องจนถึงช่วงการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐในต้นเดือนพ.ย. 2569 โดยอาจมีการรีบาวนด์ระยะสั้น แต่ยังไม่กลับสู่ระดับเดิม ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามคือ ราคาน้ำมันและสถานการณ์สงครามโดยเฉพาะราคาน้ำมันที่สูงกว่า 100-110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งอาจกดดันเงินเฟ้อและผลักดัน Bond Yield ให้ปรับขึ้นอีกครั้ง

โบรกชี้ ‘หุ้นเทคฯ’ โลกถูกเทขาย แนะกลยุทธ์ย้ายเงินซบ Value Play

“สรพล วีระเมธีกุล” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ หัวหน้าทีมกลยุทธ์การลงทุน บล.กสิกรไทย กล่าวว่า หุ้นกลุ่มชิปและเซมิคอนดักเตอร์ปรับฐาน หลังราคาพุ่งขึ้น 150-200% ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา อัตรากำไรขั้นต้นกลุ่ม Memory มีแนวโน้มทรงตัวที่ 80-85% และการปรับขึ้นไปแตะ 90% ทำได้ยากขึ้น ประกอบกับบริษัทหลายแห่งล็อกราคาขายล่วงหน้า 35-50% ทำให้การเพิ่มขึ้นราคาขายเฉลี่ยส่งผ่านสู่ผลประกอบการได้จำกัด

ด้าน Bond Yield ที่สูงขึ้น กดดันมูลค่าหุ้น โดย P/E Ratio ตลาดลดลงจาก 23 เท่า เหลือ 19 เท่า แต่ยังไม่กระทบกำไรต่อหุ้นของกลุ่มเทคโนโลยีโดยตรง เนื่องจากบริษัทส่วนใหญ่มีฐานะการเงินและกระแสเงินสดแข็งแกร่ง ขณะที่ Bond Yield เริ่มมีสัญญาณผ่านจุดสูงสุด หากเงินเฟ้อรายเดือนชะลอลง อาจช่วยให้ตลาดกลับมาให้น้ำหนักกับผลประกอบการมากขึ้น

สำหรับ กำไรไตรมาส 3 ของบริษัทในดัชนี S&P 500 คาดว่าราว 53% จะรายงานผลประกอบการดีกว่าคาดสูงกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวที่ 50% แต่ชะลอลงจากระดับ 64% ในช่วง 4 ไตรมาสก่อนหน้า สะท้อนการเติบโตที่ยังแข็งแกร่งแต่มีความเร่งตัวลดลง

ด้านกลยุทธ์ลงทุนหุ้น AI และเทคโนโลยียังเติบโตได้ระยะยาว แนะนำทยอยสะสม และหมุนเงินกลุ่มผู้ผลิตชิปไปยังกลุ่ม Hyper Scalers ซึ่งเป็นผู้ลงทุนรายใหญ่ในโครงสร้างพื้นฐาน AI หลังหุ้นกลุ่มนี้เริ่มทำผลงานโดดเด่นกว่ากลุ่มชิปเป็นครั้งแรกในรอบ 6 ไตรมาส

โบรกชี้ ‘หุ้นเทคฯ’ โลกถูกเทขาย แนะกลยุทธ์ย้ายเงินซบ Value Play

“วีระวัฒน์ วิโรจน์โภคา” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟินันเซีย ไซรัส กล่าวว่า สาเหตุที่หุ้นเทคโนโลยี และหุ้นชิปทั่วโลกปรับตัวลงแรง มาจาก Bond Yield ที่พุ่งขึ้นแตะระดับกว่า 5% จูงใจให้นักลงทุนย้ายเงินจากสินทรัพย์เสี่ยงไปลงทุนในพันธบัตรที่ให้ผลตอบแทนแน่นอน ประกอบกับหุ้นเทคโนโลยีปรับตัวขึ้นมามากและมีมูลค่าหุ้นอยู่ในระดับสูง จึงเป็นเป้าหมายหลักของการขายทำกำไร ขณะที่หุ้นพลังงานยังมีแรงหนุนจากราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูง

การปรับตัวลงดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าเงินทุนไหลออกจากตลาดทั้งหมด แต่เป็นการหมุนเวียนเงินลงทุนจากหุ้นที่ปรับขึ้นมามากไปสู่หุ้นที่ราคายังอยู่ในระดับต่ำ หรือกลุ่ม Value Play โดยตลาดหุ้นสหรัฐ แม้หุ้นเทคโนโลยีจะถูกขายหนัก แต่หลายกลุ่มอุตสาหกรรมยังปรับตัวเพิ่มขึ้น ส่วนตลาดหุ้นไทยแม้ดัชนีโดยรวมเคลื่อนไหวไม่มาก แต่เริ่มเห็นเงินทุนหมุนเข้าสู่หุ้นที่ราคายังอยู่ระดับต่ำ

สำหรับแนวโน้มระยะสั้น คาดหุ้นเทคโนโลยียังฟื้นตัวได้จำกัดและเผชิญแรงขายทำกำไรต่อเนื่อง โดยปัจจัยสำคัญที่จะช่วยหนุนการฟื้นตัว ได้แก่ Bond Yield ที่ชะลอลง สถานการณ์สงครามที่คลี่คลาย และทิศทางดอกเบี้ยที่เริ่มทรงตัวหรือไม่มีการปรับขึ้นเพิ่มเติม หากปัจจัยเหล่านี้ดีขึ้น หุ้นเทคโนโลยีมีโอกาสทยอยฟื้นตัว