หุ้นเทคโนโลยีและ AI ทั่วโลกเผชิญแรงขายจาก Bond Yield พุ่งและความกังวลกำไรชะลอตัว นักวิเคราะห์มองยังไม่ใช่สัญญาณฟองสบู่ AI แตก แนะทำ Sector Rotation จากหุ้นชิปที่ราคาสูงไปยังหุ้น Value Play และกลุ่ม Hyper Scalers เพื่อโอกาสเติบโตระยะยาว แม้ระยะสั้นยังฟื้นตัวจำกัด
KEY POINTS
- หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและ AI ทั่วโลกเผชิญแรงขายทำกำไร หลังราคาปรับขึ้นมามาก ประกอบกับแรงกดดันจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) ที่พุ่งสูง และแนวโน้มการเติบโตของกำไรที่ชะลอตัว
- นักวิเคราะห์แนะกลยุทธ์หมุนเวียนเงินลงทุน (Sector Rotation) จากหุ้นเทคโนโลยีที่ราคาสูง ไปยังหุ้นกลุ่มที่ราคายังอยู่ในระดับต่ำ หรือ "Value Play" เพื่อลดความเสี่ยง
- สาเหตุหลักของการเทขายมาจาก Bond Yield ที่สูงขึ้นจูงใจให้นักลงทุนย้ายเงินไปสินทรัพย์ปลอดภัย, ความกังวลต่อรายได้บริษัทเทคฯ และการปรับฐานของหุ้นที่เกี่ยวข้องกับ Data Center
- แม้มีการปรับฐาน แต่มองว่ายังไม่ใช่การแตกของฟองสบู่ AI เนื่องจากความต้องการยังแข็งแกร่งและบริษัทเทคฯ ใหญ่มีพื้นฐานการเงินดีกว่ายุค Dot-com
- สำหรับกลยุทธ์ลงทุนในกลุ่มเทคฯ แนะให้ทยอยสะสมเพื่อการเติบโตระยะยาว และหมุนเงินจากกลุ่มผู้ผลิตชิปไปยังกลุ่ม Hyper Scalers ซึ่งเป็นผู้ลงทุนรายใหญ่ในโครงสร้างพื้นฐาน AI
- คาดว่าหุ้นเทคฯ จะยังฟื้นตัวได้จำกัดในระยะสั้น โดยปัจจัยหนุนการฟื้นตัวคือ Bond Yield ที่ชะลอตัวลง, สถานการณ์สงครามที่คลี่คลาย และทิศทางดอกเบี้ยที่ทรงตัว
ตลาดหุ้นกลุ่มชิปและเทคโนโลยี AI ทั่วโลก กำลังเผชิญแรงกดดันจาก “อัตราผลตอบแทนพันธบัตร” (Bond Yield) ที่อยู่ในระดับสูง หลังราคาหุ้นปรับขึ้นแรงในช่วงที่ผ่านมา ขณะที่ แนวโน้มการเติบโตของ “กำไร” และ “การลงทุน” เริ่มชะลอตัว ส่งผลให้เกิดแรงขายทำกำไรและการหมุนเวียนเงินลงทุนไปยังหุ้นกลุ่มอื่น ๆ
“พิริยพล คงวาณิช” ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์การลงทุนเพื่อบริหารความมั่งคั่ง บล.บัวหลวง ให้สัมภาษณ์กับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า หุ้นกลุ่มชิปและเทคโนโลยี AI ปรับตัวลงแรงจาก 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ ความกังวลต่อรายได้ของ OpenAI ต้นทุนเงินทุนที่เพิ่มขึ้นจาก Bond Yield และการปรับฐานของหุ้นที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐาน Data Center
อย่างไรก็ตาม มองสถานการณ์ปัจจุบันยังไม่ใช่การพังทลายของฟองสบู่ AI เนื่องจากความต้องการใช้งาน AI ยังคงแข็งแกร่ง และบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่มีผลประกอบการและกระแสเงินสดรองรับการลงทุนได้ดีกว่ายุค Dot-com ขณะที่ การลงทุน AI CapEx ของบริษัท Big Tech ยังเติบโตต่อเนื่อง แม้อัตราการเติบโตมีแนวโน้มชะลอจากระดับสูงสุดราว 90% มาอยู่ที่ประมาณ 40-50% ในปี 2026 ซึ่งเมื่อประกอบกับ Bond Yield ที่สูงขึ้น จึงกดดันราคาหุ้นในระยะนี้
ทั้งนี้ คาดตลาดยังผันผวนต่อเนื่องจนถึงช่วงการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐในต้นเดือนพ.ย. 2569 โดยอาจมีการรีบาวนด์ระยะสั้น แต่ยังไม่กลับสู่ระดับเดิม ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามคือ ราคาน้ำมันและสถานการณ์สงครามโดยเฉพาะราคาน้ำมันที่สูงกว่า 100-110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งอาจกดดันเงินเฟ้อและผลักดัน Bond Yield ให้ปรับขึ้นอีกครั้ง
“สรพล วีระเมธีกุล” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ หัวหน้าทีมกลยุทธ์การลงทุน บล.กสิกรไทย กล่าวว่า หุ้นกลุ่มชิปและเซมิคอนดักเตอร์ปรับฐาน หลังราคาพุ่งขึ้น 150-200% ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา อัตรากำไรขั้นต้นกลุ่ม Memory มีแนวโน้มทรงตัวที่ 80-85% และการปรับขึ้นไปแตะ 90% ทำได้ยากขึ้น ประกอบกับบริษัทหลายแห่งล็อกราคาขายล่วงหน้า 35-50% ทำให้การเพิ่มขึ้นราคาขายเฉลี่ยส่งผ่านสู่ผลประกอบการได้จำกัด
ด้าน Bond Yield ที่สูงขึ้น กดดันมูลค่าหุ้น โดย P/E Ratio ตลาดลดลงจาก 23 เท่า เหลือ 19 เท่า แต่ยังไม่กระทบกำไรต่อหุ้นของกลุ่มเทคโนโลยีโดยตรง เนื่องจากบริษัทส่วนใหญ่มีฐานะการเงินและกระแสเงินสดแข็งแกร่ง ขณะที่ Bond Yield เริ่มมีสัญญาณผ่านจุดสูงสุด หากเงินเฟ้อรายเดือนชะลอลง อาจช่วยให้ตลาดกลับมาให้น้ำหนักกับผลประกอบการมากขึ้น
สำหรับ กำไรไตรมาส 3 ของบริษัทในดัชนี S&P 500 คาดว่าราว 53% จะรายงานผลประกอบการดีกว่าคาดสูงกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวที่ 50% แต่ชะลอลงจากระดับ 64% ในช่วง 4 ไตรมาสก่อนหน้า สะท้อนการเติบโตที่ยังแข็งแกร่งแต่มีความเร่งตัวลดลง
ด้านกลยุทธ์ลงทุนหุ้น AI และเทคโนโลยียังเติบโตได้ระยะยาว แนะนำทยอยสะสม และหมุนเงินกลุ่มผู้ผลิตชิปไปยังกลุ่ม Hyper Scalers ซึ่งเป็นผู้ลงทุนรายใหญ่ในโครงสร้างพื้นฐาน AI หลังหุ้นกลุ่มนี้เริ่มทำผลงานโดดเด่นกว่ากลุ่มชิปเป็นครั้งแรกในรอบ 6 ไตรมาส
“วีระวัฒน์ วิโรจน์โภคา” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟินันเซีย ไซรัส กล่าวว่า สาเหตุที่หุ้นเทคโนโลยี และหุ้นชิปทั่วโลกปรับตัวลงแรง มาจาก Bond Yield ที่พุ่งขึ้นแตะระดับกว่า 5% จูงใจให้นักลงทุนย้ายเงินจากสินทรัพย์เสี่ยงไปลงทุนในพันธบัตรที่ให้ผลตอบแทนแน่นอน ประกอบกับหุ้นเทคโนโลยีปรับตัวขึ้นมามากและมีมูลค่าหุ้นอยู่ในระดับสูง จึงเป็นเป้าหมายหลักของการขายทำกำไร ขณะที่หุ้นพลังงานยังมีแรงหนุนจากราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูง
การปรับตัวลงดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าเงินทุนไหลออกจากตลาดทั้งหมด แต่เป็นการหมุนเวียนเงินลงทุนจากหุ้นที่ปรับขึ้นมามากไปสู่หุ้นที่ราคายังอยู่ในระดับต่ำ หรือกลุ่ม Value Play โดยตลาดหุ้นสหรัฐ แม้หุ้นเทคโนโลยีจะถูกขายหนัก แต่หลายกลุ่มอุตสาหกรรมยังปรับตัวเพิ่มขึ้น ส่วนตลาดหุ้นไทยแม้ดัชนีโดยรวมเคลื่อนไหวไม่มาก แต่เริ่มเห็นเงินทุนหมุนเข้าสู่หุ้นที่ราคายังอยู่ระดับต่ำ
สำหรับแนวโน้มระยะสั้น คาดหุ้นเทคโนโลยียังฟื้นตัวได้จำกัดและเผชิญแรงขายทำกำไรต่อเนื่อง โดยปัจจัยสำคัญที่จะช่วยหนุนการฟื้นตัว ได้แก่ Bond Yield ที่ชะลอลง สถานการณ์สงครามที่คลี่คลาย และทิศทางดอกเบี้ยที่เริ่มทรงตัวหรือไม่มีการปรับขึ้นเพิ่มเติม หากปัจจัยเหล่านี้ดีขึ้น หุ้นเทคโนโลยีมีโอกาสทยอยฟื้นตัว





