วันอังคาร ที่ 20 ตุลาคม 2569

Login
Login

‘ดร.ประสาร’ ถอดบทเรียนเวที ‘ไอเอ็มเอฟ’ เตือนไทย ‘คุมหนี้-เพิ่มรายได้รัฐ’

‘ประสาร’ ถอดบทเรียนเวที IMF-World Bank ชี้เศรษฐกิจโลกเปลี่ยนโจทย์สู่ความเสี่ยงหนี้สาธารณะ-AI เตือน Bond Yield พุ่งสะท้อนตลาดกังวลภาระหนี้รัฐบาล จี้ไทยรักษาวินัยการคลัง เพิ่มประสิทธิภาพงบประมาณ ขยายฐานภาษี พร้อมเร่งปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ ดึงเงินออมกลับมาสร้างการลงทุนในประเทศ

KEY POINTS

 

  • ดร.ประสาร ถอดบทเรียนจากเวที IMF ชี้วาระเศรษฐกิจโลกเปลี่ยนจากการอัดฉีดสภาพคล่อง มาเป็นการกังวลเรื่องหนี้สาธารณะ-ห่วงขาดดุลการคลัง
  • เตือนรัฐบาลไทยให้รักษาวินัยการคลังอย่างเคร่งครัดแม้จะขยายเพดานหนี้ แต่ต้องคำนึงถึงความสามารถในการชำระหนี้ในระยะยาว เพื่อรักษาความเชื่อมั่น
  • แนะให้รัฐบาลเพิ่มรายได้ผ่านการปรับปรุงโครงสร้างการจัดเก็บรายได้-ขยายฐานภาษี
  • ห่วงหากถูกปรับเครดิตประเทศหวั่นทำให้ต้นทุนการกู้ยืมของรัฐสูงขึ้นและแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้ยากขึ้น

การประชุม IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026 ที่ผ่านมา เป็นเหมือนเครื่องสะท้อนให้เห็นถึงโจทย์เศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ จากเดิมที่มุ่งรับมือผลกระทบวิกฤติการเงิน และอัดฉีดสภาพคล่อง สู่ความกังวลเรื่องหนี้สาธารณะ และการขาดดุลการคลัง ความเสี่ยงเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ขณะที่ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield) ที่ปรับตัวสูงขึ้นในหลายประเทศ กำลังส่งสัญญาณเตือนถึงภาระหนี้และความสามารถชำระหนี้ของรัฐบาลที่ต้องรับมือมากขึ้น

ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ถ่ายทอดมุมมองจากเวทีและสะท้อนมุมมองจากเวทีว่า วาระเศรษฐกิจโลกเปลี่ยนแปลงจากอดีตอย่างมีนัยสำคัญ

โดยเฉพาะความกังวลการขาดดุลการคลัง ความเสี่ยงจากเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลที่เพิ่มขึ้นสะท้อนความกังวลตลาดต่อภาระหนี้ และความสามารถชำระหนี้ของรัฐบาลหลายประเทศ

  • IMFเปลี่ยนวาระโลกจากQE สู่ความเสี่ยงคลัง-AI

หากเปรียบเทียบการประชุม IMF-World Bank ช่วงดำรงตำแหน่งผู้ว่าการ ธปท. เมื่อประมาณ 10-15 ปีก่อนวาระสำคัญเวลานั้น เป็นผลเนื่องจากวิกฤติการเงินในสหรัฐและยุโรป โดยเฉพาะนโยบายผ่อนคลายการเงินเชิงปริมาณ (QE) ของธนาคารกลางสหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่น

ซึ่งส่งผลให้เงินทุนไหลเข้าสู่ประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงไทย และทำให้เงินบาทแข็งค่าขึ้น

แม้ประเทศเศรษฐกิจหลัก ทยอยลดอัดฉีดสภาพคล่อง แต่การแพร่ระบาดโควิด-19 ทำให้ต้องกลับมาอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบอีกครั้ง ก่อนที่แรงกดดันราคาพลังงาน จะส่งผลต่อเงินเฟ้อและทำให้อัตราดอกเบี้ยระยะยาวในตลาดการเงินโลกอยู่ในระดับสูง

สำหรับ การประชุมปีนี้ รายงาน World Economic Outlook และ World Financial Stability Report ของ IMF ให้ความสำคัญกับความเสี่ยง 3 ด้าน ได้แก่ ขาดดุลการคลัง เทคโนโลยี AI และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

โดยมองการขาดดุลการคลังเป็นปัญหาต่อเนื่องจากอดีต แต่ครั้งนี้ IMF ให้น้ำหนักความเสี่ยงดังกล่าวมากขึ้น ขณะที่ AI และ Climate Risk ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นจากเดิม พิจารณาผลกระทบที่มีต่อการจ้างงาน ทุจริตทางไซเบอร์ และเศรษฐกิจมหภาคในวงกว้าง

นอกจากนี้ IMF ยังเปลี่ยนแนวทางการเข้าไปช่วยเหลือ เมื่อประเทศเกิดวิกฤติดุลชำระเงิน มาให้ความสำคัญกับการป้องกันปัญหาล่วงหน้าและผลกระทบของนโยบายเศรษฐกิจต่อประชาชนระดับฐานรากมากขึ้น

ขณะเดียวกัน เวทีหารือเรื่องการป้องกันการทุจริตทางไซเบอร์และ AI ยังชี้ให้เห็นว่าเทคโนโลยีช่วยเพิ่มโอกาสให้ประชาชนรายย่อยเข้าถึงบริการทางการเงินได้

แต่หากเกิดการทุจริตจนเสียความเชื่อมั่น ประโยชน์การเข้าถึงทางการเงินอาจลดลง โดยผู้แทนจากธนาคารแห่งประเทศอังกฤษ เน้นย้ำความสำคัญของเงินที่มีความน่าเชื่อถือ หรือ Trusted Money

  • เตือน Bond Yield สูงสะเทือนตลาด

สำหรับ Bond Yield ที่ปรับตัวสูงขึ้นในหลายประเทศมองไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยไม่มีสัญญาณเตือน แต่เป็นสิ่งที่ตลาดการเงินสะท้อนล่วงหน้า เพื่อให้ผู้กำหนดนโยบายตระหนักถึงผลกระทบจากการสะสมภาระหนี้

กรณีสหรัฐเป็นตัวอย่างสำคัญ เพราะตลาดกำลังกังวลหากรัฐบาลเพิ่มหนี้อย่างต่อเนื่อง รายได้จากภาษีอาจไม่เพียงพอสำหรับชำระดอกเบี้ยและคืนเงินต้น

ดร.ประสาร เปรียบเทียบว่า เช่นเดียวกับภาคเอกชน หากภาระชำระหนี้สูงเกินกว่ากระแสเงินสด หรือกำไรจากการดำเนินงาน ตลาดย่อมตั้งคำถามกิจการจะดำเนินต่อไปได้หรือไม่ แนวทางแก้ไขจึงอาจต้องเพิ่มรายได้จากภาษี ลดรายจ่าย หรือเพิ่มประสิทธิภาพดำเนินงาน

อีกบทเรียน คือ กรณีฝรั่งเศส ซึ่งเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหม และการป้องกันประเทศในสัดส่วนสูง ขณะที่งบด้านการศึกษาและสังคมไม่ได้เพิ่มขึ้นในลักษณะเดียวกัน จนนำไปสู่ข้อกังวลและปฏิกิริยาทางสังคม กรณีนี้สะท้อนรัฐต้องจัดสรรทรัพยากรให้เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ ไม่ใช่เพิ่มรายจ่ายด้านหนึ่งโดยละเลยความจำเป็นด้านอื่น

  • ไทยต้องรักษาวินัยการคลัง

สำหรับไทยมองว่าแม้จะมีความจำเป็นต้องขยายเพดานหนี้สาธารณะ แต่การดำเนินนโยบายการคลัง ต้องคำนึงถึงความสามารถในการจัดเก็บรายได้และภาระการชำระหนี้ในระยะยาว

บทเรียนจากต่างประเทศชี้ให้เห็นว่า เมื่อหนี้เพิ่มขึ้นถึงระดับหนึ่ง ตลาดการเงินจะเริ่มตั้งคำถามว่ารัฐบาลมีรายได้เพียงพอสำหรับรองรับภาระหนี้หรือไม่

ในส่วนอันดับความน่าเชื่อถือ การที่สถาบันจัดอันดับเครดิตปรับมุมมองของประเทศไทยจาก Negative เป็น Stable

สะท้อนความเชื่อมั่นไทยจะไม่ดำเนินนโยบายการคลังจนเกินตัว อย่างไรก็ตาม รัฐบาลยังจำเป็นต้องรักษาความเชื่อมั่นดังกล่าวต่อเนื่อง สิ่งสำคัญคือการทบทวนประสิทธิภาพการใช้จ่ายงบประมาณ ปรับปรุงโครงสร้างการจัดเก็บรายได้ และขยายฐานภาษี เพื่อให้ฐานะการคลังสามารถรองรับภาระรายจ่ายและหนี้สาธารณะได้อย่างเหมาะสม
 

“หากอันดับความน่าเชื่อถือประเทศปรับลดลง ต้นทุนการกู้ยืมของรัฐจะสูงขึ้น และอาจทำให้การแก้ไขปัญหาการคลังมีความยากลำบากมากกว่าเดิม เพราะเมื่อภาระดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น รัฐบาลก็จะมีทรัพยากรเหลือสำหรับใช้จ่ายด้านอื่นลดลง”
 

นอกจากการคลังแล้ว ระบบธนาคารพาณิชย์ไทยยังมีความเข้มแข็งและมีเสถียรภาพ แต่ความท้าทายสำคัญคือ การทำให้สินเชื่อกลับมาเติบโต และเพิ่มโอกาสให้ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ที่มีศักยภาพเข้าถึงแหล่งเงินทุนมากขึ้น

ขณะเดียวกัน ผลกำไรบริษัทจดทะเบียนในตลาดทุนไทย ยังคงกระจุกตัวอยู่ในบริษัทขนาดใหญ่เพียงบางส่วน ขณะที่บริษัทในวงกว้างยังมีผลกำไรไม่ดีนัก สะท้อนถึงข้อจำกัดด้านโอกาสในการลงทุนและการเติบโตของภาคธุรกิจภายในประเทศ

  • เงินออมไทยมีมากกว่าความต้องการลงทุน

ดร.ประสาร ชวนให้คิดถึงผลตอบแทนจากการออมและสินทรัพย์ไทยต่ำกว่าต่างประเทศ ส่วนหนึ่งมาจากความต้องการใช้เงินทุนในประเทศมีน้อยกว่าปริมาณเงินออมที่มีอยู่ แม้บริษัทไทยขนาดใหญ่เติบโต แต่กลับนำเงินไปลงทุนในต่างประเทศและประเทศเพื่อนบ้านมากกว่าลงทุนภายในประเทศ

แนวทางแก้ไข คือ รัฐควรปรับสัดส่วนงบประมาณระหว่างรายจ่ายประจำกับงบลงทุน เพื่อให้การลงทุนภาครัฐช่วยกระตุ้นให้เอกชนลงทุนตาม หรือ Crowding-in ทั้งธุรกิจขนาดใหญ่ กลาง และเล็ก

นอกจากนี้ ควรส่งเสริมให้โครงการลงทุนจากต่างประเทศที่ผ่าน BOI ใช้แหล่งเงินทุนและเงินออมภายในประเทศ ซึ่งมีต้นทุนทางการเงินไม่สูง เพื่อเพิ่มความต้องการใช้เงินออมและช่วยให้อัตราผลตอบแทนปรับตัวสูงขึ้น

ส่วนภาพของ AI มองว่าการลงทุน AI ทั่วโลกหากไม่สามารถสร้างรายได้ตามที่คาดหวัง อาจทำให้มูลค่าสินทรัพย์ลดลงอย่างรุนแรงและส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก

สำหรับไทย ผลกระทบในแง่ขนาดอาจไม่รุนแรงเท่าบางประเทศ เนื่องจากผู้ลงทุนในสินทรัพย์เทคโนโลยีและ AI ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผู้มีฐานะที่ใช้เงินออมส่วนบุคคล ไม่ได้กระจายไปถึงชนชั้นกลางหรือผู้มีรายได้น้อยในระดับเดียวกัน
เร่งปฏิรูปโครงสร้าง พัฒนาคน

สำหรับแนวทางแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจไทย ดร.ประสาร แบ่งโจทย์ออกเป็นการรักษาเสถียรภาพในระยะสั้น และการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะยาว

 

ในระยะสั้น ไทยจำเป็นต้องรักษาความเชื่อมั่นในเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ เสถียรภาพทางการเมือง และความสงบเรียบร้อย เพื่อสร้างพื้นฐานที่เอื้อต่อการดำเนินมาตรการแก้ไขปัญหาในระยะยาว


ส่วนในระยะยาว ต้องให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพของคน โดยเร่งยกระดับทักษะแรงงานผ่านระบบการศึกษาและการฝึกอบรมระยะสั้น ทั้งการเพิ่มทักษะเดิมและการพัฒนาทักษะใหม่ หรือ Reskilling และ Upskilling เพื่อให้แรงงานสามารถปรับตัวเข้ากับเทคโนโลยีสมัยใหม่
อีกปัจจัยสำคัญคือการยึดมั่นในหลักนิติธรรม หรือ Rule of Law เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่คาดการณ์ได้ มีความโปร่งใส และบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด

ดังนั้นประเทศไทยจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการคุ้มครองกรรมสิทธิ์ การมีธรรมาภิบาล และการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันอย่างจริงจัง เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่นักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ