วันอังคาร ที่ 20 ตุลาคม 2569

Login
Login

วิกฤติฝรั่งเศส 'รัฐสวัสดิการร้าว’ เตือน ‘ไทย’ ถอดบทเรียน จัดงบสมดุล - รักษาวินัยการคลัง

“ฝรั่งเศส” ระอุม็อบนักเรียนลามทั่วประเทศ เปิดรอยร้าว “รัฐสวัสดิการ” เผชิญวิกฤติหนัก เศรษฐกิจโตต่ำ หนี้สาธารณะจ่อแตะ 120% ของจีดีพี รายจ่ายรัฐสูงลิ่ว ประชาชนเผชิญค่าครองชีพแพง บริการสาธารณะถดถอย “นักวิชาการ-นักเศรษฐศาสตร์” เตือนไทยถอดบทเรียนฝรั่งเศส อย่ามองข้ามงบประมาณขาดดุลเรื้อรัง หวั่นลามเศรษฐกิจทั่วยูโรโซน แนะไทยต้องจัดงบประมาณให้สมดุล ไม่ละเลยปากท้อง สังคม

KEY POINTS

  • เปิดวิกฤตฝรั่งเศส ต้นตอจากการขาดดุลงบประมาณเรื้อรังและหนี้สาธารณะที่พุ่งสูงเกือบ 120% ของจีดีพี
  • ฃผลจากรายจ่ายรัฐสวัสดิการที่สูงกว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจ ทำให้คุณภาพบริการสาธารณะตกต่ำลงจนเป็นชนวนการประท้วง
  • การขาดวินัยทางการคลังทำให้ต้นทุนการกู้ยืมของรัฐบาลฝรั่งเศสสูงขึ้น ยิ่งซ้ำเติมความไม่พอใจของประชาชน
  • อดีตผู้ว่าฯธปท.-นักเศรษฐศาสตร์เตือนไทยถอดบทเรียนจากฝรั่งเศส โดยเฉพาะการเมืองที่มุ่งเน้นผลประโยชน์ระยะสั้น ดำเนินนโยบายขาดดุลงบประมาณต่อเนื่อง อาจนำไปสู่วิกฤตความเชื่อมั่นและปัญหาการคลังในระยะยาว

ฝรั่งเศสลุกเป็นไฟจากเสียงประท้วงนักเรียนมัธยมที่ทนไม่ไหวกับห้องเรียนทรุดโทรมและครูขาดแคลน กลับจุดชนวนความไม่พอใจที่สะสมทั่วประเทศจนประชาชน 500,000 คน ลงถนนประท้วงค่าครองชีพพุ่งสูงสวนทางกับคุณภาพบริการสาธารณะย่ำแย่

สถานการณ์บางพื้นที่บานปลายเป็นเหตุปะทะกับตำรวจ ปล้นสะดมร้านค้าและเผาอาคารสาธารณะมีผู้ถูกจับกุม 1,800 คน ท่ามกลางคำถามที่ดังขึ้นว่าเหตุใดประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่อง “ระบบรัฐสวัสดิการอย่างฝรั่งเศส” จึงเผชิญความไม่พอใจจากประชาชนรุนแรง

เบื้องหลังความไม่สงบครั้งนี้ ไม่ใช่แค่ปัญหาการศึกษา และค่าครองชีพ แต่สะท้อน “วิกฤติเศรษฐกิจและการคลัง” ที่กัดกร่อนรากฐานรัฐสวัสดิการฝรั่งเศส ซึ่งเผชิญคำถามสำคัญว่า รัฐจะหาเงินจากที่ใดมารักษาสวัสดิการเหล่านี้ ท่ามกลางเศรษฐกิจประเทศที่เติบโตต่ำ

  • เศรษฐกิจโตต่ำ แต่รัฐใช้เงินมหาศาล

ปัญหาเศรษฐกิจฝรั่งเศสไม่ได้อยู่ที่ประเทศหยุดเติบโต แต่เป็น “การเติบโตที่ไม่เพียงพอ” จะรองรับภาระรายจ่ายภาครัฐที่สะสมมานาน
ข้อมูลองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ระบุว่า ฝรั่งเศสขาดดุลงบประมาณ 5.1% ของจีดีพีปี 2025 ขณะที่หนี้สาธารณะสูง “พุ่งเป็นเกือบ 120% ของจีดีพี” ปัจจุบันเศรษฐกิจมีอัตราการเติบโตเฉลี่ย “เพียง 1.4%” นับตั้งแต่ปี 2023

ขณะที่รายจ่ายภาครัฐของฝรั่งเศสอยู่ที่ประมาณ 57% ของจีดีพี สะท้อนบทบาทของรัฐที่มีขนาดใหญ่ในการจัดสรรทรัพยากรทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะรายจ่ายด้านบำนาญ สาธารณสุข การศึกษา และสวัสดิการสังคม

ปัญหาสำคัญคือรัฐบาลใช้จ่ายมากกว่ารายได้ต่อเนื่อง ส่งผลให้ต้องกู้ยืมเงินเพื่อชดเชยการขาดดุล และยิ่งก่อหนี้เพิ่มขึ้นทุกปี เมื่อเศรษฐกิจโตช้า รายได้ภาษีจึงขยายตัวจำกัด ขณะที่รายจ่ายด้านสวัสดิการและภาระดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น

  • ‘ระบบบำนาญ’ จุดเปราะบางรัฐสวัสดิการฝรั่งเศส

หนึ่งในปัญหาที่สร้างแรงกดดันต่อฐานะการคลังมากที่สุด คือ “ระบบบำนาญ” เนื่องจากฝรั่งเศสกำลังเผชิญ “สังคมสูงวัย” ประชาชนอายุยืนขึ้น ทำให้รัฐจ่ายเงินบำนาญนานขึ้น ขณะที่ประชากรวัยทำงาน ซึ่งเป็นผู้เสียภาษีและสมทบเงินเข้าระบบไม่เพิ่มขึ้นในอัตราเดียวกัน

ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ผลักดันการปฏิรูประบบบำนาญ ทยอยเพิ่มอายุเกษียณจาก 62 ปีเป็น 64 ปี แต่เผชิญแรงต่อต้านหนักจากประชาชนและพรรคการเมืองทั้งฝ่ายซ้ายและฝ่ายขวา

พอล ครุกแมน นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล วิเคราะห์ผ่านบทความ What’s the Matter With France? เมื่อวันที่ 8 ต.ค.ว่า ปัญหาสำคัญของฝรั่งเศส คือ ความยากลำบากในการยอมรับความเป็นจริงเกี่ยวกับระบบเกษียณอายุ

  • เก็บภาษีหนัก แต่เงินในกระเป๋าหด

ท่ามกลางบริการสาธารณะที่ถูกตัดงบและมีคุณภาพถดถอย ชาวฝรั่งเศสต้องแบกรับภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) อัตราปกติ 20% ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาขั้นสูงสุด 45% และภาษีนิติบุคคลอัตราปกติ 25%

สะท้อนความย้อนแย้งว่า เหตุใดจ่ายภาษีสูง แต่กลับได้รับบริการจากรัฐที่ด้อยลง

ความไม่พอใจเรื่องภาษีและค่าครองชีพเคยปะทุเป็นม็อบ “เสื้อกั๊กเหลือง” ปี 2018 จากการต่อต้านการขึ้นภาษีน้ำมัน ก่อนขยายเป็นการประท้วงความเหลื่อมล้ำครั้งใหญ่ สะท้อนปัญหาที่ฝังรากลึกในสังคมฝรั่งเศส

  • ‘หนี้ท่วม’ จนรัฐบาลไม่มีเงินดับไฟประท้วง


ในอดีต เมื่อฝรั่งเศสเผชิญการประท้วงขนาดใหญ่ รัฐบาลมักเลือกใช้งบประมาณเพิ่มเติม เพื่อบรรเทาความไม่พอใจของประชาชน ทั้งเพิ่มเงินช่วยเหลือหรือขยายบริการสาธารณะ แต่สถานการณ์ครั้งนี้ต่างไปเพราะรัฐบาลเผชิญข้อจำกัดทางการคลังหนัก

หลายทศวรรษที่ผ่านมา อัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำช่วยให้ฝรั่งเศสกู้ยืมเงินได้ด้วยต้นทุนไม่สูงนัก แม้หนี้สาธารณะจะเพิ่มต่อเนื่อง แต่หลังการระบาดโควิด-19 ทิศทางอัตราดอกเบี้ยเปลี่ยนไป ทำให้ต้นทุนการกู้ยืมของรัฐบาลสูงขึ้น

นักลงทุนเริ่มเรียกร้องผลตอบแทนจากพันธบัตรรัฐบาลฝรั่งเศสสูงขึ้น เมื่อเทียบพันธบัตรเยอรมนี ซึ่งถูกมองว่าเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยสำคัญของยุโรป สะท้อนความกังวลเกี่ยวกับการขาดดุลงบประมาณ ความไม่แน่นอนทางการเมือง และความสามารถของรัฐบาลในการควบคุมหนี้

โดยยิ่งรัฐบาลต้องจ่ายดอกเบี้ยมากขึ้น ก็ยิ่งเหลือเงินน้อยลงสำหรับการศึกษา สาธารณสุข และบริการสาธารณะอื่น

  • การเมืองแตกแยก ซ้ำเติมวิกฤติเศรษฐกิจ

ปัญหาการคลังของฝรั่งเศสซับซ้อนขึ้นจากความแตกแยกทางการเมือง ก่อนเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2027 ฝ่ายขวาจัดให้ความสำคัญการควบคุมผู้อพยพ อัตลักษณ์ชาติ และการปรับเงื่อนไขสวัสดิการ ฝ่ายซ้ายเรียกร้องเพิ่มลงทุนบริการสาธารณะ กระจายความมั่งคั่ง และคุ้มครองสิทธิแรงงาน

ความขัดแย้งจึงไม่ได้อยู่เพียงคำถามว่า ฝรั่งเศสควรลดหนี้อย่างไร แต่รวมถึงคำถามว่า ใครควรเป็นผู้แบกรับต้นทุนการแก้ปัญหา ระหว่างผู้เสียภาษี ผู้รับบำนาญ คนทำงาน หรือคนรุ่นใหม่

หากรัฐบาลขึ้นภาษีอาจกระทบกำลังซื้อและการลงทุน แต่หากลดรายจ่ายเสี่ยงเผชิญการประท้วงเพิ่ม ขณะที่การปฏิรูประบบบำนาญยังเป็นประเด็นอ่อนไหวทางการเมือง ความไม่แน่นอนทำให้ภาคธุรกิจลังเลลงทุนมาก และเพิ่มอุปสรรคการฟื้นเศรษฐกิจ

  • เตือนไทยอย่ามองข้ามงบขาดดุลเรื้อรัง

นายอธิภัทร มุทิตาเจริญ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผย “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า ต้นตอการประท้วงในฝรั่งเศสมาจากขาดดุลการคลังเรื้อรังระดับสูง หลังฝรั่งเศสใช้นโยบายขาดดุล 5% ต่อจีดีพี หลายปีทำให้หนี้สาธารณะแตะ 120% ต่อจีดีพี

สาเหตุวิกฤติเกิดจากภาวะ Short-termism หรือการเมืองมุ่งเน้นเฉพาะผลประโยชน์ระยะสั้น ละเลยผลกระทบการคลังระยะยาว เมื่อรัฐบาลขาดดุลเรื้อรังจนนักลงทุนขาดความเชื่อมั่นเสถียรภาพการคลัง มีผลต่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (บอนด์ยีลด์) ฝรั่งเศสจึงสูงถึง 1.3% ในไม่กี่สัปดาห์ไปแตะ 5%

ขณะที่ ต้นทุนกู้ยืมเพิ่มเร็วกระทบรุนแรงต่องบประมาณ รายจ่ายดอกเบี้ยรัฐบาลฝรั่งเศสสูงแซงงบประมาณรายจ่ายการศึกษา กระทบต่อระบบสาธารณะและชีวิตประชาชน โดยรัฐขาดงบประมาณจ้างครู คุณภาพสถานศึกษาและสิ่งอำนวยความสะดวกถดถอย ซึ่งปัญหาการคลังที่สะสมสะท้อนเป็นวิกฤติสังคมและเป็นชนวนการประท้วง

  • แนะไทยถอดบทเรียน หวั่นลุกลามทั่วยูโรโซน

ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวว่า นับเป็นบทเรียนสำคัญด้านการจัดสรรทรัพยากรและการบริหารงบประมาณของประเทศ โดยฝรั่งเศสเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหม และการป้องกันประเทศในระดับสูงมาก ขณะที่งบประมาณการศึกษา และสังคมไม่ได้เพิ่มขึ้น

ส่งผลให้โครงสร้างพื้นฐานและองค์ประกอบที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา และสังคมไม่ได้รับการดูแลเท่าที่ควร จนเกิดปฏิกิริยาทางสังคมตามมา



“อย่างฝรั่งเศสเป็นบทเรียนอันหนึ่งที่พบว่า เขาไปเพิ่มเรื่องงบประมาณกลาโหม หรือการป้องกันประเทศสูงมาก ขณะเดียวกันงบที่เกี่ยวกับเรื่องการศึกษา หรือเรื่องทางสังคมมันไม่เพิ่มเลย แล้วก็องคาพยพ หรือว่าโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องการศึกษา กับสังคมนี้ไม่ได้รับการดูแลเท่าที่ควร ก็เกิดปฏิกิริยาทางสังคมขึ้นมา”

 

  • “ศุภวุฒิ”ชี้หนี้สาธารณะฝรั่งเศสน่าห่วง

ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ประธานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สภาพัฒน์) และที่ปรึกษากลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร กล่าวถึง สถานการณ์เศรษฐกิจและปัญหาหนี้สาธารณะของฝรั่งเศสว่า เป็นหนึ่งในประเทศที่กำลังเผชิญแรงกดดันจากผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield) ซึ่งปรับตัวขึ้นไปอยู่ในระดับสูง ใกล้ 5% 

ขณะที่ หนี้สาธารณะมีสัดส่วนสูงกว่า 100% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ(GDP)สะท้อนความท้าทายในการจัดการปัญหาการคลังของประเทศ

ปัญหาสำคัญฝรั่งเศส คือ การขาดดุลงบประมาณ ขณะที่รัฐบาลมีข้อจำกัดเพิ่มรายได้ เนื่องจากจัดเก็บภาษีระดับสูงกว่า 40% ของ GDP แล้ว ทำให้การขึ้นภาษีเพิ่มเติมทำได้ยาก ทางเลือกที่เหลือ คือ ลดรายจ่ายภาครัฐ แต่กลับเผชิญแรงต้านจากประชาชนที่ไม่ต้องการให้มีการตัดลดผลประโยชน์ของตนเอง

อีกปัญหาสำคัญอยู่ที่ภาคการเมือง นักการเมืองฝรั่งเศสไม่กล้ายอมรับความจริง ไม่กล้าพูดถึงการปฏิรูปโครงสร้างอย่างแท้จริง เนื่องจากอยู่ในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง ทำให้การผลักดันมาตรการที่จำเป็นต่อการแก้ปัญหาการคลังเป็นเรื่องยาก เพราะการลดรายจ่ายกระทบต่อผลประโยชน์ประชาชน 

ขณะที่การเพิ่มภาษีก็มีข้อจำกัดจากระดับการจัดเก็บภาษีที่สูงอยู่แล้ว เมื่อไม่สามารถเพิ่มรายได้ได้ง่าย และการลดรายจ่ายเผชิญแรงต่อต้าน ปัญหาการขาดดุลงบประมาณจึงยังคงเป็นโจทย์สำคัญของฝรั่งเศส

ความกังวลไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะฝรั่งเศส แต่ยังอาจส่งผลต่อประเทศอื่นในยูโรโซนได้ โดยเฉพาะอิตาลี ซึ่งมีปัญหาหนี้สาธารณะเช่นเดียวกัน หากตลาดขาดความเชื่อมั่นและผลตอบแทนพันธบัตรฝรั่งเศสปรับตัวสูงขึ้น ก็อาจดึงให้ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอิตาลีสูงขึ้นตามไปด้วย

  • หวั่นฝรั่งเศสลามกระทบรุนแรงทั้งยูโรโซน

ดร.ศุภวุฒิ กล่าวต่อว่า ที่ต้องจับตาสถานการณ์ฝรั่งเศสว่า เป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่มาก หากเกิดปัญหารุนแรงก็จะส่งผลกระทบไปทั่วทั้งยูโรโซน

ในกลุ่มประเทศยูโรโซน เยอรมนีมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุด รองลงมาคือฝรั่งเศส และอันดับสามคืออิตาลี อย่างไรก็ตาม ทั้งฝรั่งเศสและอิตาลีกำลังเผชิญสถานการณ์ทางเศรษฐกิจและปัญหาหนี้สินที่ไม่น่าไว้วางใจนัก

กรณีของฝรั่งเศสปัญหาหนี้สาธารณะที่สูงกว่า 100% ของจีดีพีการขาดดุลงบประมาณ ข้อจำกัดในการเพิ่มภาษี และแรงต่อต้านต่อมาตรการลดรายจ่าย การปฏิรูปโครงสร้างยังติดข้อจำกัดการเมือง หากปัญหายังยืดเยื้อจนกระทบความเชื่อมั่นของตลาดมีความเสี่ยงที่แรงกดดันจะขยายไปยังประเทศอื่น โดยเฉพาะอิตาลี ซึ่งมีปัญหาหนี้สาธารณะเช่นกัน

 

“ต้องจับตาฝรั่งเศสเป็นพิเศษ เพราะด้วยขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับสองของยูโรโซน หากฝรั่งเศสเกิดปัญหารุนแรง ผลกระทบย่อมไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะภายในประเทศ แต่สามารถสะเทือนไปทั่วทั้งยูโรโซนได้”

 

  • “พิพัฒน์”ชี้จับตาแผนงบประมาณฝรั่งเศส

ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร กล่าวว่า ความกังวลเกี่ยวกับหนี้สาธารณะ และอัตราผลตอบแทน Bond Yield ที่ปรับตัวสูงขึ้น ไม่ได้เกิดจากระดับหนี้สาธารณะเพียงอย่างเดียว เนื่องจากหนี้ของฝรั่งเศสอยู่ในระดับปัจจุบันมาเป็นเวลานานแล้ว แต่ปัจจัยที่กระตุ้นให้ตลาดกลับมาให้ความสนใจและกังวลมากขึ้น คือการปรับตัวสูงขึ้นของอัตราดอกเบี้ย ซึ่งส่งผลต่อการประเมินความเสี่ยงทางการคลังของประเทศ

ประเด็นที่ตลาดกำลังจับตาอย่างใกล้ชิดคือการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในปีหน้า โดยนักลงทุนต้องการทราบว่าผู้สมัครที่มีคะแนนนำในผลสำรวจความคิดเห็น หรือโพลเลือกตั้ง จะนำเสนอนโยบายงบประมาณและมาตรการทางการคลังอย่างไร โดยเฉพาะแนวทางที่จะทำให้รัฐบาลสามารถลดการขาดดุลงบประมาณได้อย่างจริงจัง

ความกังวลของตลาดยังครอบคลุมถึงความสามารถของรัฐบาลในการชำระหนี้ในอนาคตด้วย นักลงทุนจึงต้องการเห็นความชัดเจนว่ารัฐบาลจะมีมาตรการจัดการการคลังอย่างไร และมีความจริงจังเพียงใดในการลดการขาดดุล ทั้งการลดรายจ่ายรัฐ การเพิ่มรายได้

 

“ความเสี่ยงที่จะเกิดวิกฤตเศรษฐกิจรอบใหม่ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของฝ่ายการเมืองเป็นสำคัญ ว่าจะดำเนินมาตรการที่เหมาะสมเพื่อแก้ปัญหาการคลังได้หรือไม่ เพราะแม้มาตรการลดรายจ่าย หรือเพิ่มรายได้จะเป็นแนวทางพื้นฐานในการลดการขาดดุล แต่การดำเนินการจริงอาจเผชิญแรงต้านทางการเมือง หากมาตรการนั้นไม่เป็นที่พอใจของประชาชน”
 

สำหรับฝรั่งเศส สถานการณ์ระยะต่อไปจึงขึ้นอยู่กับทิศทางนโยบายของฝ่ายการเมือง โดยเฉพาะการนำเสนอแผนงบประมาณและมาตรการลดการขาดดุลที่ตลาดสามารถเชื่อถือได้ การเลือกตั้งปีหน้า จึงเป็นประเด็นสำคัญที่นักลงทุนต้องติดตาม เพราะผลเลือกตั้งและแนวนโยบายผู้ที่จะเข้ามาบริหารประเทศมีผลต่อการประเมินความเสี่ยงการคลังในอนาคต