วันอังคาร ที่ 20 ตุลาคม 2569

Login
Login

สงครามเดือดดันน้ำมันทะลุ 100 ดอลลาร์ หุ้นปิโตร-โรงกลั่น ยังไปต่อได้หรือไม่?

สงครามตะวันออกกลางดันราคาน้ำมันทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หนุนหุ้นกลุ่มพลังงาน โรงกลั่น และปิโตรเคมี รับอานิสงส์ระยะสั้น โบรกฯ แนะเก็งกำไร PTTEP, TOP, PTTGC และ IVL พร้อมเตือนจับตาความผันผวนจากสถานการณ์สงครามและแนวโน้มอุปทานน้ำมันโลกที่อาจเพิ่มขึ้น

KEY POINTS

  • ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่รุนแรงขึ้น โดยเฉพาะการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและเรือขนส่งสินค้า ได้ผลักดันให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
  • หุ้นกลุ่มปิโตรเลียม (PTTEP) ยังมีปัจจัยบวกในระยะสั้นจากสถานการณ์สงครามที่หนุนราคาน้ำมันให้อยู่ในระดับสูง นักวิเคราะห์จึงแนะนำ "เก็งกำไร"
  • หุ้นกลุ่มโรงกลั่น (TOP) ได้รับอานิสงส์จากค่าการกลั่นที่ปรับตัวสูงขึ้น และคาดว่าผลประกอบการจะยังแข็งแกร่งต่อเนื่องจากสถานการณ์สงคราม ทำให้ยังน่าสนใจสำหรับการเก็งกำไรระยะสั้น
  • หุ้นกลุ่มปิโตรเคมี (PTTGC, IVL) คาดว่าจะได้รับประโยชน์จากอุปทานพลังงานและวัตถุดิบที่ตึงตัวจากผลกระทบของสงคราม และสามารถเก็งกำไรได้
  • อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรติดตามสถานการณ์สงครามและราคาพลังงานอย่างใกล้ชิด เนื่องจากยังมีปัจจัยกดดันจากแนวโน้มปริมาณน้ำมันที่อาจเข้าสู่ตลาดเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจทำให้ราคาหุ้นและค่าการกลั่นผันผวนสูงได้

ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง หนุนราคาน้ำมันดิบ ค่าการกลั่น และราคาก๊าซ LNG ปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แม้ตลาดยังเผชิญแรงกดดันจากแนวโน้มปริมาณน้ำมันที่อาจกลับเข้าสู่ตลาดเพิ่มขึ้น ส่งผลให้หุ้นกลุ่มพลังงาน โรงกลั่น และปิโตรเคมีได้รับอานิสงส์
 

นลินรัตน์ กิตติกำพลรัตน์ ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวิจัย บล.เอเซียพลัส เปิดเผยว่า ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อน โดยน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 1.87% อยู่ที่ 109.67 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล น้ำมันดิบ Nymex เพิ่มขึ้น 2.02% อยู่ที่ 102.68 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และน้ำมันดิบ Brent เพิ่มขึ้น 3.99% อยู่ที่ 107.27 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ค่าการกลั่นอ้างอิงตลาดสิงคโปร์เฉลี่ยวันที่ 13-14 ต.ค. 2569 เพิ่มขึ้น 12.65% มาอยู่ที่ 10.03 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วนราคา LNG JKM ตลาดเอเชียเฉลี่ยวันที่ 12-13 ก.ย. 2569 เพิ่มขึ้น 9.82% มาอยู่ที่ 28.65 ดอลลาร์ต่อล้านบีทียู
 

ทั้งนี้ ปัจจัยหนุนราคาน้ำมันดิบมาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้น หลังกลุ่มฮูตีโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของซาอุดีอาระเบีย ประกอบกับการโจมตีเรือขนส่งสินค้าในช่องแคบฮอร์มุซที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ปริมาณน้ำมันดิบที่ขนส่งผ่านอ่าวเปอร์เซียลดลง นอกจากนี้ สต็อกน้ำมันดิบสหรัฐฯ ในสัปดาห์ล่าสุดลดลง 8.5 ล้านบาร์เรล สวนทางกับที่ตลาดคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 0.2 ล้านบาร์เรล ยิ่งช่วยหนุนราคาน้ำมันในตลาดโลก

อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันยังมีปัจจัยกดดันจากแนวโน้มปริมาณน้ำมันดีเซลที่จะเข้าสู่ตลาดโลกเพิ่มขึ้น ทั้งจากการผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตรรัสเซียของสหรัฐฯ เป็นการชั่วคราว และแผนของสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ที่เตรียมระบายน้ำมันจากคลังสำรองเพิ่มเติม ขณะที่สหรัฐฯ เปิดให้บริษัทเอกชนยืมน้ำมันดิบจากคลังสำรองได้สูงสุด 17 ล้านบาร์เรล ซึ่งอาจช่วยบรรเทาความตึงตัวของอุปทานได้บางส่วน

ด้านค่าการกลั่นปรับตัวเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อน โดยได้รับแรงหนุนจากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม โดยเฉพาะ Naphtha และ Fuel Oil ที่ปรับตัวสูงขึ้นตามปริมาณน้ำมันที่มีจำกัดในตะวันออกกลาง ขณะที่ราคา LNG ในตลาดเอเชียเพิ่มขึ้นตามความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยและข้อจำกัดในการขนส่งก๊าซธรรมชาติผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังยืดเยื้อ

สำหรับกลยุทธ์การลงทุน  หุ้นกลุ่มปิโตรเลียม โรงกลั่น และปิโตรเคมียังมีปัจจัยบวกในระยะสั้นจากสถานการณ์สงคราม แม้ราคาน้ำมันดิบจะปรับตัวลงจากจุดสูงสุดในช่วงที่ผ่านมา แต่ยังอยู่ในระดับสูง โดยฝ่ายวิจัยกำหนดสมมติฐานราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยปี 2569 ที่ 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และตั้งแต่ปี 2570 เป็นต้นไปที่ 75 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล พร้อมแนะนำเก็งกำไรหุ้น PTTEP มูลค่าพื้นฐาน 170 บาท ตามทิศทางการเปลี่ยนแปลงของราคาน้ำมัน

ส่วนหุ้นกลุ่มโรงกลั่น แม้ค่าการกลั่นยังมีความผันผวนสูง แต่แนวโน้มผลประกอบการในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 มีโอกาสแข็งแกร่งจากต้นทุนน้ำมันที่อยู่ในระดับต่ำ และยังมีปัจจัยหนุนต่อเนื่องในช่วงครึ่งหลังของปีจากสถานการณ์สงคราม แม้ต้องติดตามความไม่แน่นอนด้านนโยบายภาครัฐ โดยแนะนำเก็งกำไรหุ้น TOP มูลค่าพื้นฐาน 68 บาท ในระยะสั้น ตามกระแสเงินทุนที่ไหลเข้าสู่กลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี

ขณะที่กลุ่มปิโตรเคมีคาดว่าราคาผลิตภัณฑ์มีแนวโน้มผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วในปีที่ผ่านมา จึงอาจได้รับประโยชน์จากกระแสเงินทุนที่ไหลเข้ากลุ่ม รวมถึงผลกระทบจากสงครามที่ทำให้อุปทานพลังงานและวัตถุดิบในตลาดโลกตึงตัว โดยฝ่ายวิจัยมองว่าสามารถเก็งกำไรได้ทั้งกลุ่ม ได้แก่ PTTGC มูลค่าพื้นฐาน 42 บาท และ IVL มูลค่าพื้นฐาน 26 บาท ทั้งนี้ นักลงทุนควรติดตามพัฒนาการของสงคราม ราคาพลังงาน และทิศทางกระแสเงินทุนอย่างใกล้ชิด เนื่องจากปัจจัยดังกล่าวอาจทำให้ราคาหุ้นและค่าการกลั่นผันผวนได้สูง