วันอังคาร ที่ 29 กันยายน 2569

Login
Login

โบรกแนะเลี่ยง ‘กลุ่มอสังหาฯ’ วิกฤติซ้ำซ้อนชี้น้ำท่วมซ้ำเติมปัจจัยกดดันหลัก ‘หนี้สูง-กำลังซื้อทรุด’

“กลุ่มอสังหาฯ” ยังคงเผชิญความท้าทายรอบด้าน หลังแรงกดดันกำลังซื้อชะลอ หนี้ครัวเรือนสูงยังไม่คลาย ล่าสุดเหตุการณ์น้ำท่วมล่าสุดเข้ามาเป็นปัจจัยซ้ำเติม “บล.ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนลฯ” เผยกำลังซื้อหด-น้ำท่วมซ้ำเติม คาดตลาดชะลอ 1 ไตรมาส “บล.ฟินันเซีย ไซรัส” ชี้ภาพรวมยังคงชะลอตัว แนะให้เลือกลงทุนเป็นรายตัว “บล.พาย” ชี้น้ำท่วมกระทบอสังหาฯ แค่สั้นๆ

KEY POINTS

  • โบรกเกอร์มองว่าสถานการณ์น้ำท่วมเป็นปัจจัยซ้ำเติมกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเผชิญแรงกดดันหลักจากกำลังซื้อที่ชะลอตัวและหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงอยู่แล้ว
  • บล.ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนลฯ คาดว่าน้ำท่วมจะทำให้ผู้บริโภคชะลอการตัดสินใจซื้ออสังหาริมทรัพย์ออกไปอย่างน้อย 1 ไตรมาส หรือประมาณ 2-3 เดือน
  • นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่แนะนำกลยุทธ์ "Wait and See" หรือชะลอการลงทุนในหุ้นกลุ่มอสังหาฯ ในระยะสั้น เพื่อรอประเมินสถานการณ์ที่ชัดเจนขึ้นในช่วงปลายปี
  • บล.ฟินันเซีย ไซรัส และ บล.พาย ชี้ว่าผลกระทบจากน้ำท่วมเป็นเพียงปัจจัยกดดันระยะสั้น แต่ปัจจัยหลักที่น่ากังวลกว่าคือภาวะเศรษฐกิจมหภาคที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่
  • แม้หุ้นอสังหาฯ บางตัวจะมีปันผลสูงหรือราคาถูก แต่ปัจจัยลบเชิงโครงสร้างยังคงกดดัน ทำให้กลุ่มอสังหาฯ มีความน่าสนใจจำกัดเมื่อเทียบกับกลุ่มอื่น

สถานการณ์น้ำท่วมเข้ามาซ้ำเติม “กลุ่มอสังหาริมทรัพย์” ที่เผชิญแรงกดดันจากกำลังซื้อชะลอตัวและหนี้ครัวเรือนในระดับสูง ขณะที่เศรษฐกิจยังฟื้นตัวไม่เต็มที่และตลาดมีสต๊อกคงค้างสูง ส่งผลให้การฟื้นตัวของธุรกิจยังมีข้อจำกัดในระยะสั้น

โบรกแนะเลี่ยง ‘กลุ่มอสังหาฯ’ วิกฤติซ้ำซ้อนชี้น้ำท่วมซ้ำเติมปัจจัยกดดันหลัก ‘หนี้สูง-กำลังซื้อทรุด’ นายกรรณ์ หทัยศรัทธา, IAA, CFA หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุน สายงานวิจัย (ลูกค้ารายย่อย) บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) ให้สัมภาษณ์กับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ยังเผชิญแรงกดดันจากกำลังซื้อที่ชะลอตัวลงอย่างชัดเจน ประกอบกับภาระหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ทำให้การตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัยของผู้บริโภคยังมีข้อจำกัด ขณะที่สถานการณ์น้ำท่วมเข้ามาเป็นปัจจัยซ้ำเติม โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯ ซึ่งถือเป็นแหล่งกำลังซื้อสำคัญของตลาดอสังหาริมทรัพย์

ทั้งนี้ คาดว่าสถานการณ์น้ำท่วมจะส่งผลให้ผู้บริโภคชะลอการตัดสินใจซื้อทั้งบ้านและคอนโดมิเนียมออกไปอย่างน้อย 1 ไตรมาส หรือประมาณ 2-3 เดือน เพื่อรอดูความชัดเจนของสถานการณ์และประเมินผลกระทบต่อเศรษฐกิจและกำลังซื้อ ขณะเดียวกัน ตลาดอสังหาริมทรัพย์ยังมีปริมาณอุปทานและสต๊อกคงค้างอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งเป็นอีกปัจจัยที่กดดันการฟื้นตัวของตลาดในระยะสั้น

สำหรับกลยุทธ์การลงทุน มองว่ายังไม่มีความจำเป็นต้องเร่งเข้าซื้อหุ้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ในระยะสั้น โดยแนะนำให้นักลงทุนใช้กลยุทธ์ Wait and See รอประเมินสถานการณ์และจังหวะการลงทุนที่เหมาะสม โดยเฉพาะช่วงปลายปีหรือประมาณเดือนพฤศจิกายน 2569 ซึ่งน่าจะเห็นภาพสถานการณ์ต่าง ๆ ชัดเจนมากขึ้น

ทั้งนี้ หากจะเลือกลงทุนในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ ควรเน้นผู้ประกอบการรายใหญ่ที่มีฐานะทางธุรกิจแข็งแกร่งและสามารถรับมือกับภาวะตลาดชะลอตัวได้ดีกว่า รวมถึงพิจารณาบริษัทที่มีความเสี่ยงด้านภาระหนี้ต่ำกว่า และไม่มีปัญหาด้านการออกหุ้นกู้ เนื่องจากสภาพคล่องและความสามารถในการบริหารจัดการภาระทางการเงินยังเป็นปัจจัยสำคัญในภาวะตลาดที่กำลังซื้ออ่อนตัว

สำหรับหุ้นเด่นในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ แนะนำ AP ในกลุ่มบ้านและแนวราบ และ SPALI ในกลุ่มคอนโดมิเนียม อย่างไรก็ตาม แม้ทั้งสองบริษัทจะเป็นหุ้นที่มีความน่าสนใจ แต่กลยุทธ์หลักยังคงเน้นการรอจังหวะเข้าซื้อในเดือนพฤศจิกายน 2569 มากกว่าการเร่งเข้าลงทุนในช่วงที่ตลาดยังเผชิญแรงกดดันจากกำลังซื้อ หนี้ครัวเรือน และผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วม

โบรกแนะเลี่ยง ‘กลุ่มอสังหาฯ’ วิกฤติซ้ำซ้อนชี้น้ำท่วมซ้ำเติมปัจจัยกดดันหลัก ‘หนี้สูง-กำลังซื้อทรุด’ นายวีระวัฒน์ วิโรจน์โภคา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟินันเซีย ไซรัส กล่าวว่า ภาพรวมกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ยังอยู่ในระดับ “Neutral” จากอุตสาหกรรมที่ชะลอตัวและกำลังซื้อยังไม่ฟื้นเต็มที่ แนะเลือกลงทุนรายตัว โดยเน้นบริษัทที่ยอดขายยังเติบโตหรือมีคอนโดฯ ทำเลเด่น เช่น AP

สำหรับสถานการณ์น้ำท่วม มองว่าเป็นปัจจัยกดดันต่อกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ในระยะสั้น โดยผลกระทบต่อราคาหุ้นส่วนใหญ่เป็น Sentiment มากกว่าการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยพื้นฐาน ขณะที่ราคาหุ้นในกลุ่มไม่ได้ตอบสนองในเชิงลบ

ทั้งนี้ สถานการณ์น้ำท่วมอาจส่งผลต่อพฤติกรรมและการตัดสินใจเลือกทำเลของผู้ซื้อบ้านมากกว่า โดยผู้บริโภคอาจให้ความสำคัญกับการเปรียบเทียบพื้นที่ที่มีความเสี่ยงน้ำท่วมกับพื้นที่ที่ไม่ได้รับผลกระทบ รวมถึงพิจารณาความเสี่ยงของทำเลก่อนตัดสินใจซื้อ ขณะที่ปัจจัยพื้นฐานของบริษัทโดยรวมยังไม่ได้รับผลกระทบ

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่ยังต้องติดตามสำหรับกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ในระยะต่อไป ได้แก่ กำลังซื้อที่ยังไม่ฟื้นตัว ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง และภาวะเศรษฐกิจโดยรวมที่ยังไม่สดใส ซึ่งยังเป็นข้อจำกัดต่อการฟื้นตัวของตลาดและความสามารถในการซื้อที่อยู่อาศัยของประชาชน ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการยังต้องเผชิญกับความท้าทายในการสร้างยอดขายท่ามกลางภาวะตลาดที่ชะลอตัว

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยเชิงโครงสร้างจากอัตราการเกิดที่ลดลงและการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ซึ่งอาจทำให้ความต้องการที่อยู่อาศัยในภาพรวมเติบโตได้จำกัดในระยะยาว โดยการเปลี่ยนแปลงทางประชากรดังกล่าวถือเป็นอีกปัจจัยที่ต้องติดตาม เพราะอาจส่งผลต่อรูปแบบและปริมาณความต้องการที่อยู่อาศัยในอนาคต

โบรกแนะเลี่ยง ‘กลุ่มอสังหาฯ’ วิกฤติซ้ำซ้อนชี้น้ำท่วมซ้ำเติมปัจจัยกดดันหลัก ‘หนี้สูง-กำลังซื้อทรุด’ นายวทัญ จิตต์สมนึก ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์กลยุทธ์ บล.พาย กล่าวว่า สถานการณ์น้ำท่วมในปัจจุบันส่งผลกระทบต่อกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ในวงจำกัด และเป็นเพียงปัจจัยกดดันระยะสั้น โดยพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบอยู่เฉพาะบางจุด เช่น ถนนวิภาวดี เพชรบุรี พัฒนาการ และศรีนครินทร์ อีกทั้งสถานการณ์ไม่ได้รุนแรงหรือขยายวงกว้างทั่วประเทศเหมือนเหตุการณ์น้ำท่วมปี 2554 และมีแนวโน้มใกล้สิ้นสุด

อย่างไรก็ตาม ให้น้ำหนักกับปัจจัยเศรษฐกิจมหภาคมากกว่าสถานการณ์น้ำท่วม โดยปัจจัยกดดันหลักของกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ ได้แก่ กำลังซื้อของประชาชนที่ยังซบเซา ภาระหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง และแนวโน้มเศรษฐกิจที่อาจขยายตัวในอัตราต่ำ ซึ่งเป็นข้อจำกัดต่อการฟื้นตัวของธุรกิจ

สำหรับการลงทุน แม้หุ้นอสังหาริมทรัพย์หลายบริษัทจะมีอัตราผลตอบแทนเงินปันผลสูง หรือมีราคาหุ้นอยู่ในระดับต่ำเมื่อพิจารณาจาก P/E แต่ปัจจัยลบเชิงโครงสร้างยังทำให้กลุ่มดังกล่าวมีความน่าสนใจจำกัด จึงแนะนำให้นักลงทุนพิจารณาหุ้นกลุ่มอื่นที่มีปัจจัยสนับสนุนมากกว่าในช่วงนี้