วันจันทร์ ที่ 21 กันยายน 2569

Login
Login

จับตา 24 ก.ย. ซัมมิต ‘สหรัฐ-จีน’ ชี้ชะตา‘ภาษี-วิกฤติฮอร์มุซ’ สะเทือนน้ำมัน-หุ้น-เอไอ 

จับตา 3 ปมประชุมผู้นำสหรัฐฯ-จีน 24 ก.ย. ทั้งภาษีแร่หายาก วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ และการแข่งขัน AI คาดผลต่อตลาดหุ้นเป็นกลางถึงบวกเล็กน้อย แต่หากเจรจาล้มเหลวอาจเพิ่มแรงกดดันต่อตลาดโลกและไทย

KEY POINTS

  • การประชุมสุดยอดผู้นำสหรัฐฯ-จีนในวันที่ 24 ก.ย. จะชี้ชะตาประเด็นสำคัญ 3 ด้าน คือ ข้อตกลงด้านภาษี, สถานการณ์ความตึงเครียดในช่องแคบฮอร์มุซ และการแข่งขันด้านเทคโนโลยี AI ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อทิศทางราคาน้ำมัน ตลาดหุ้น และอุตสาหกรรมเทคโนโลยี
  • ประเด็นด้านภาษีที่ต้องจับตาคือการเก็บภาษีแร่หายาก (Rare Earth) ซึ่งนักวิเคราะห์คาดว่าสหรัฐฯ มีแนวโน้มผ่อนคลายมาตรการเพื่อไม่ให้กระทบต่อต้นทุนการพัฒนาเทคโนโลยีและ AI ของตนเอง โดยอาจแลกกับการที่จีนต้องให้คำมั่นสัญญาซื้อสินค้าเกษตรจากสหรัฐฯ
  • ในประเด็นวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ สหรัฐฯ อาจขอให้จีนช่วยลดความตึงเครียดในตะวันออกกลาง เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันและเส้นทางขนส่งพลังงานที่สำคัญของโลก ซึ่งสอดคล้องกับผลประโยชน์ของจีนที่ต้องการควบคุมต้นทุนการนำเข้าพลังงาน
  • การหารือมีแนวโน้มมุ่งเน้นไปที่การแข่งขันและความเสี่ยงของ AI มากขึ้น โดยทั้งสองประเทศมหาอำนาจต้องหาแนวทางจัดการความเสี่ยง แต่คาดว่าจะยังคงแข่งขันกันพัฒนาต่อไปเพื่อชิงความเป็นผู้นำ ซึ่งจะส่งผลบวกต่อหุ้นในกลุ่มเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์
  • ผลกระทบต่อตลาดหุ้นโดยรวมคาดว่าจะเป็นกลางถึงบวกเล็กน้อย เนื่องจากตลาดรับรู้ข่าวไปบ้างแล้ว แต่หากการเจรจาล้มเหลวและมีการขึ้นภาษีตอบโต้กันก็จะสร้างแรงกดดันต่อตลาดหุ้นโลกและไทยได้

การประชุมระหว่าง “ผู้นำ” สหรัฐและจีน ในวันที่ 24 ก.ย. เป็นอีกปัจจัยที่ตลาดจับตา ท่ามกลางการเจรจาด้านการค้า สถานการณ์ช่องแคบฮอร์มุซ และการแข่งขันด้าน AI โดยผลการหารืออาจสะท้อนผ่านทิศทางราคาน้ำมัน ความเชื่อมั่นของนักลงทุน และแนวโน้มหุ้นที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีและห่วงโซ่อุปทานโลก

จับตา 24 ก.ย. ซัมมิต ‘สหรัฐ-จีน’ ชี้ชะตา‘ภาษี-วิกฤติฮอร์มุซ’ สะเทือนน้ำมัน-หุ้น-เอไอ 

“สรพล วีระเมธีกุล” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ หัวหน้าทีมกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย เปิดเผยว่า ประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามคงหนีไม่พ้นข้อตกลงภาษีแร่หายาก (Rare Earth) ว่าจะยังเก็บในอัตราสูงหรือขยายเวลาผ่อนผัน โดยมีมุมมองเชิงบวก เนื่องจากโอกาสที่สหรัฐฯ จะกลับมาขึ้นภาษีรุนแรงมีไม่มาก เพราะแร่หายากเป็นวัตถุดิบสำคัญต่อการพัฒนาเทคโนโลยี โดยเฉพาะ AI จึงคาดว่ามาตรการมีแนวโน้มผ่อนคลายหรือขยายเวลา ซึ่งจะช่วยลดแรงกดดันต่อต้นทุนและห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยี

อย่างไรก็ตาม หากมีการผ่อนผันภาษีแร่หายาก ต้องจับตาคำมั่นของจีนในการซื้อสินค้าเกษตรสหรัฐฯ โดยเฉพาะถั่วเหลือง ว่าจะบรรลุข้อตกลงและกำหนดปริมาณซื้อภายในปี 2027 หรือไม่ ขณะที่จีนมีแนวโน้มผลักดันให้ความขัดแย้งในตะวันออกกลางคลี่คลาย เพื่อลดผลกระทบจากราคาน้ำมันและต้นทุนนำเข้าที่สูงขึ้น ซึ่งหากยืดเยื้ออาจกดดันเศรษฐกิจและเงินเฟ้อจีนต่อไป

“ผลต่อการลงทุน วาระการหารือในรอบนี้อาจไม่ได้สร้างแรงกระเพื่อมต่อตลาดหุ้นโดยตรงมากนักเมื่อเทียบกับช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากตลาดมีการรับรู้ประเด็นด้านการค้าและภูมิรัฐศาสตร์ไปบางส่วนแล้ว”

โดยภาพรวมประเมินว่า ผลลัพธ์จากการหารือดังกล่าวน่าจะส่งผลต่อตลาดหุ้นในลักษณะ เป็นกลางถึงบวกเล็กน้อยขณะที่นักลงทุนยังต้องติดตามรายละเอียดของข้อตกลงด้านแร่หายาก การซื้อสินค้าเกษตรระหว่างสหรัฐฯ และจีน รวมถึงทิศทางความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งจะเป็นปัจจัยกำหนดทิศทางตลาดในระยะถัดไป

จับตา 24 ก.ย. ซัมมิต ‘สหรัฐ-จีน’ ชี้ชะตา‘ภาษี-วิกฤติฮอร์มุซ’ สะเทือนน้ำมัน-หุ้น-เอไอ 

ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์ หัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจ บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ เปิดเผยว่า สงครามการค้าสหรัฐฯ-จีนกำลังเข้าสู่ช่วงสำคัญ โดยต้องจับตา 3 ประเด็น ได้แก่ ทิศทางผู้นำจีน นโยบายภาษี และสถานการณ์ช่องแคบฮอร์มุซ รวมถึงบทบาทของไทยในฐานะทางผ่านการส่งออก โดยเฉพาะการเจรจาลดภาษีและความพยายามของสหรัฐฯ ให้จีนช่วยลดความตึงเครียดในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันและพลังงานสำคัญของโลก

สำหรับสถานะของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประเมินว่าอ่อนแอลงจากช่วงก่อนหน้า หลังเผชิญแรงกดดันจากสงคราม ราคาน้ำมัน และอัตราดอกเบี้ยสูง ขณะที่แผนใช้ภาษีกับแคนาดาเป็นเครื่องมือต่อรองกับจีนไม่เป็นไปตามคาด หลังแคนาดากระชับความร่วมมือกับยุโรป ทำให้ทรัมป์มีข้อจำกัดมากขึ้นในการใช้มาตรการแข็งกร้าวกับจีน

ทั้งนี้ หากการเจรจาสหรัฐฯ-จีนล้มเหลวและกลับมาเพิ่มภาษีตอบโต้กัน จะกดดันตลาดหุ้นโลก รวมถึงตลาดหุ้นไทย อย่างไรก็ตาม ผลกระทบจากภาษีอาจไม่รุนแรงเท่าความเสี่ยงจากสงครามที่ดันราคาน้ำมันสูงขึ้น เนื่องจากการส่งออกผ่านประเทศที่สามยังช่วยให้สินค้าบางส่วนเข้าสู่ตลาดปลายทางได้

สำหรับไทย มีการนำเข้าเซมิคอนดักเตอร์และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์จากจีนและไต้หวัน ก่อนนำมาแปรรูปหรือส่งต่อไปยังสหรัฐฯ ทำให้หากความขัดแย้งรุนแรงขึ้น ผลกระทบระยะแรกอาจสะท้อนผ่านบรรยากาศการลงทุนและความเชื่อมั่น ขณะที่ผลต่อเศรษฐกิจจริงอาจจำกัด หากการส่งออกผ่านประเทศที่สามยังดำเนินต่อได้

จับตา 24 ก.ย. ซัมมิต ‘สหรัฐ-จีน’ ชี้ชะตา‘ภาษี-วิกฤติฮอร์มุซ’ สะเทือนน้ำมัน-หุ้น-เอไอ 

“กรรณ์ หทัยศรัทธา”, IAA, CFA หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุน สายงานวิจัย (ลูกค้ารายย่อย) บล.ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า การหารือสหรัฐฯ-จีนรอบนี้มีแนวโน้มเปลี่ยนโฟกัสจากการเมือง เศรษฐกิจ และราคาน้ำมัน ไปสู่พัฒนาการและความเสี่ยงของ AI มากขึ้น หลังนักวิจัยจากบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของสหรัฐฯ รวมถึง OpenAI แสดงความกังวลว่า AI พัฒนาเร็วเกินคาดและอาจสร้างความเสี่ยงต่อมนุษยชาติ หากขาดการกำกับดูแลที่เหมาะสม ทำให้สหรัฐฯ และจีนในฐานะมหาอำนาจด้าน AI จำเป็นต้องหารือแนวทางจัดการความเสี่ยง แม้ยังคงแข่งขันด้านเทคโนโลยีกันต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม แม้สหรัฐฯ ยังมีความได้เปรียบในอุตสาหกรรม AI แต่ท่าทีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สะท้อนว่าสหรัฐฯ ไม่มีแนวโน้มชะลอการพัฒนา เพราะเกรงว่าหากสหรัฐฯ หยุดหรือชะลอ ขณะที่จีนเดินหน้าต่อ อาจเปิดทางให้จีนก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้าน AI โดย AI ถือเป็นอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่มีความสำคัญต่อศักยภาพทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยี ทำให้การแข่งขันด้าน AI เชื่อมโยงกับสถานะความเป็นมหาอำนาจของทั้งสองประเทศ

สำหรับผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและราคาน้ำมัน อาจเป็นเพียงประเด็นรองในการหารือ ขณะที่ตลาดหุ้นให้น้ำหนักกับทิศทางการพัฒนา AI และการแข่งขันด้านเทคโนโลยีระหว่างสหรัฐฯ และจีนมากกว่า โดยประเมินว่า การแข่งขัน AI มีแนวโน้มเดินหน้าต่อ เนื่องจากทั้งสองฝ่ายต้องการรักษาความสามารถในการแข่งขัน ส่งผลให้การลงทุนและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน AI ยังมีแนวโน้มต่อเนื่อง ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อหุ้นในห่วงโซ่ AI โดยเฉพาะกลุ่ม 7 หุ้นนางฟ้า ผู้ผลิตและจำหน่ายชิป เช่น SK Hynix และ Samsung รวมถึงผู้ผลิตชิปของจีน ขณะที่การลงทุนใน AI และเซมิคอนดักเตอร์จะเป็นปัจจัยสำคัญต่อผลประกอบการและแนวโน้มหุ้นเทคโนโลยีระยะต่อไป