วันเสาร์ ที่ 19 กันยายน 2569

Login
Login

เปิดโผ 7 หุ้นดัง! บริษัทแม่-โฮลดิ้งต่างชาติ กุมบังเหียนอันดับ 1 

เปิดโผ 7 หุ้นดัง DELTA-BAY-CCET-SPRC-BGRIM-HANA-AEONTS โครงสร้างผู้ถือหุ้นเชื่อมโยงบริษัทแม่และโฮลดิ้งต่างชาติจากไต้หวัน ญี่ปุ่น สหรัฐฯ และฮ่องกง สะท้อนบทบาททุนต่างชาติในตลาดหุ้นไทย

KEY POINTS

  • DELTA (เดลต้า อีเลคโทรนิคส์): มีผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 1 คือ Delta Electronics Int’l (Singapore) Pte. Ltd. ในเครือ Delta Electronics จากไต้หวัน ถือหุ้นในสัดส่วน 42.85%
  • BAY (ธนาคารกรุงศรีอยุธยา): มีผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 1 คือ MUFG Bank, Ltd. ในเครือ MUFG กลุ่มการเงินจากประเทศญี่ปุ่น ถือหุ้นในสัดส่วน 76.88%
  • CCET (แคล-คอมพ์ อีเล็คโทรนิคส์): มีผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 1 คือ KINPO ELECTRONICS, INC. ในกลุ่ม KINPO GROUP จากไต้หวัน ถือหุ้นในสัดส่วน 49.99%
  • SPRC (สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง): มีผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 1 คือ Chevron South Asia Holdings Pte. Ltd. ในเครือ Chevron Corporation จากสหรัฐอเมริกา ถือหุ้นในสัดส่วน 60.56%
  • BGRIM (บี.กริม เพาเวอร์): มีผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 1 คือ B.Grimm Power (Singapore) Pte. Ltd. ซึ่งเป็นบริษัทโฮลดิ้งที่จัดตั้งในสิงคโปร์ ถือหุ้นในสัดส่วน 31.49%
  • HANA (ฮานา ไมโครอิเล็คโทรนิคส): มีผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 1 คือ OMAC (HK) LIMITED ซึ่งเป็นบริษัทโฮลดิ้งที่จดทะเบียนในฮ่องกง ถือหุ้นในสัดส่วน 19.48%
  • AEONTS (อิออน ธนสินทรัพย์): มีผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 1 คือ AEON Financial Service Co., Ltd. ซึ่งเป็นบริษัทแม่จากประเทศญี่ปุ่น ถือหุ้นในสัดส่วน 35.12%

แม้ตลาดหุ้นไทยจะเป็นแหล่งระดมทุนของบริษัทที่จดทะเบียนและดำเนินธุรกิจในประเทศ แต่เมื่อเจาะลึกโครงสร้างผู้ถือหุ้นของหลายบริษัทกลับมีความเชื่อมโยงกับทุนต่างประเทศ โดยมีทั้ง บริษัทแม่จากต่างประเทศ และบริษัทโฮลดิ้งข้ามชาติภายใต้กลุ่มธุรกิจเดียวกัน เข้ามาถือหุ้นใหญ่อันดับ 1 สะท้อนบทบาทของทุนต่างชาติที่เข้ามามีส่วนร่วมในธุรกิจไทย ตั้งแต่กลุ่มการเงินยักษ์ใหญ่จากญี่ปุ่น กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์จากไต้หวัน ไปจนถึงบริษัทพลังงานจากสหรัฐอเมริกา ทั้งนี้  “กรุงเทพธุรกิจ” ชวนสำรวจ 7 หุ้นยอดนิยมของนักลงทุนไทย ที่มีบริษัทต่างชาติเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 1

1.บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DELTA ผู้ผลิตและให้บริการโซลูชันด้านอิเล็กทรอนิกส์ มีบริษัทแม่คือ Delta Electronics, Inc. จากไต้หวัน ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในกรุงไทเป โดยดำเนินธุรกิจครอบคลุมตั้งแต่ระบบจัดการพลังงาน ระบบอัตโนมัติ ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์

สำหรับ DELTA ประเทศไทย เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ดำเนินธุรกิจผลิตชิ้นส่วนและระบบอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงโซลูชันด้านพลังงานและระบบจัดการความร้อน โดยมีฐานการผลิตในประเทศไทย

ทั้งนี้ ข้อมูลโครงสร้างผู้ถือหุ้นระบุว่า ผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 1 ของ DELTA คือ Delta Electronics Int’l (Singapore) Pte. Ltd. ซึ่งถือหุ้นจำนวน 5,344,793,060 หุ้น คิดเป็น 42.85% ของหุ้นทั้งหมด สะท้อนความเชื่อมโยงของ DELTA ประเทศไทยกับกลุ่ม Delta Electronics จากไต้หวัน

  • อัน เจิ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)
  • ปัจจุบันมีมาร์เก็ตแคปสูงสุดอันดับ 1 ของตลาดหุ้นไทยอยู่ที่ 2,906,399.16 ล้านบาท 
  • ราคาย้อนหลัง 1 ปีสูงสุด 372 บาท ต่ำสุด 155.50 บาท 
  • ราคาย้อนหลังตั้งแต่ต้นปี +34.68%
  • P/E 97.36 เท่า
  • กำไร 6 เดือนอยู่ที่ 15,156 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 50%
  • รายได้รวม 6 เดือนอยู่ที่ 128,326 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 46%

ปิยะธิดา สนธิสมบัติ, IAA นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์ บล.เอเซีย พลัส เปิดเผยว่า ยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” หุ้น DELTA โดยมองว่ากำไรผ่านจุดต่ำสุดของปีแล้วในไตรมาส 2/69 และคาดว่าผลประกอบการครึ่งหลังปี 2569 จะดีกว่าครึ่งปีแรก

ทั้งนี้ คาดกำไรปกติปี 2569-2570 จะเติบโตโดดเด่นที่สุดในกลุ่ม ขณะที่ราคาหุ้นยังปรับตัวตามหลังหุ้นในกลุ่มเดียวกัน อย่างไรก็ตาม ระยะสั้นราคาหุ้นอาจยังเผชิญแรงกดดันจาก Sentiment เชิงลบ หลังบริษัทแม่ออกหุ้นกู้ รวมถึงการปรับตัวลงของหุ้นเทคโนโลยีทั่วโลกจากความกังวลเกี่ยวกับการลงทุนและการเติบโตของธุรกิจ AI

2.ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) BAY เป็นธนาคารพาณิชย์ไทยในเครือ MUFG กลุ่มการเงินขนาดใหญ่จากประเทศญี่ปุ่น โดยมี MUFG Bank, Ltd. เป็นบริษัทแม่โดยตรง และถือหุ้น BAY อันดับ 1 จำนวน 5,655,332,146 หุ้น ในสัดส่วน 76.88% ขณะที่ Mitsubishi UFJ Financial Group, Inc. เป็นบริษัทแม่สูงสุดของกลุ่ม

  • เคนอิจิ ยามาโตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)
  • ปัจจุบันมีมาร์เก็ตแคปอยู่ที่ 283,197 ล้านบาท 
  • ราคาย้อนหลัง 1 ปีสูงสุด 47.50 บาท ต่ำสุด 23.10 บาท 
  • ราคาย้อนหลังตั้งแต่ต้นปี +48.08%
  • P/E 8.63 เท่า
  • กำไร 6 เดือนอยู่ที่ 16,912 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.84%

กิตติมา สัตยพันธ์, CFA  นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐาน ด้านหลักทรัพย์ บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ เปิดเผยว่า คาด BAY จะพิจารณาปรับเพิ่มอัตราการจ่ายเงินปันผล โดยคาดว่าจะเห็นความชัดเจนจากการประกาศจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลในเดือนส.ค. พร้อมปรับเพิ่มสมมติฐานอัตราการจ่ายเงินปันผลปี 2569 เป็น 50% จากเดิม 45% เทียบกับ 30% ในปี 2568 และคาดอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลอยู่ในระดับน่าสนใจที่ 5.6% ในช่วงครึ่งหลังปี 2569

สำหรับแนวโน้มธุรกิจ คาดว่าสินเชื่อ BAY จะเติบโตเพิ่มขึ้น แต่ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ยังมีแรงกดดันจากการแข่งขันด้านเงินฝากที่สูงขึ้น ขณะที่ยังต้องติดตามคุณภาพสินทรัพย์ โดยเฉพาะสินเชื่อ SME และสินเชื่อที่อยู่อาศัย ทั้งนี้ ยังคงคำแนะนำ “Neutral” สำหรับ BAY แต่ปรับเพิ่มราคาเป้าหมายเป็น 45 บาท จากเดิม 44 บาท

3.บริษัท แคล-คอมพ์ อีเล็คโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ CCET เป็นบริษัทในกลุ่ม KINPO GROUP ผู้ให้บริการผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ (EMS) จากไต้หวัน โดยมี Kinpo Electronics, Inc. เป็นบริษัทแม่ ขณะที่สำนักงานใหญ่ของกลุ่ม KINPO GROUP ตั้งอยู่ในเมืองนิวไทเป ประเทศไต้หวัน

สำหรับ CCET ในไทยเป็นผู้รับจ้างผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่ โดยให้บริการตั้งแต่การออกแบบ พัฒนา และผลิตสินค้าให้กับแบรนด์ระดับโลก ครอบคลุมกลุ่มอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล โทรคมนาคม และเครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ โดยฐานการผลิตในไทยเน้นการส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ

ทั้งนี้ โครงสร้างผู้ถือหุ้นของ CCET พบว่า KINPO ELECTRONICS, INC. เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 1 จำนวน 5,223,956,415 หุ้น คิดเป็นสัดส่วน 49.99% ของหุ้นทั้งหมด สะท้อนความเชื่อมโยงกับกลุ่ม KINPO ซึ่งมีฐานธุรกิจอยู่ในไต้หวัน

  • คงสิทธิ์ โจวกิจเจริญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แคล-คอมพ์ อีเล็คโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)
  • ปัจจุบันมีมาร์เก็ตแคปอยู่ที่ 93,526 ล้านบาท 
  • ราคาย้อนหลัง 1 ปีสูงสุด 11.20 บาท ต่ำสุด 4.14 บาท 
  • ราคาย้อนหลังตั้งแต่ต้นปี +98.01%
  • P/E 43.08 เท่า
  • กำไร 6 เดือนอยู่ที่ 1,214 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12%
  • รายได้รวม 6 เดือนอยู่ที่ 64,812 ล้านบาท ลดลง 2.55%

ศุภชัย วัฒนวิเทศกุล  ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” โดยประเมินว่าหุ้นมี Upside ราว 14.3% และคาดอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลอยู่ที่ 2.6% ขณะที่การเริ่มต้นของวัฏจักรขาขึ้นของอุตสาหกรรม ยังเปิดโอกาสให้ประมาณการกำไรมี Upside ในระยะถัดไป

ในเชิงกลยุทธ์ คาดว่าหุ้นจะตอบรับเชิงบวกต่อผลประกอบการไตรมาส 2/2569 ซึ่งออกมาดีกว่าที่ฝ่ายวิเคราะห์และตลาดคาดการณ์ไว้อย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนแนวโน้มผลประกอบการที่มีโอกาสปรับตัวดีขึ้นตามทิศทางของอุตสาหกรรม

4.บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ SPRC มีบริษัทแม่อยู่ใน สหรัฐอเมริกา โดยอยู่ภายใต้กลุ่มพลังงาน Chevron Corporation ยักษ์ใหญ่ด้านพลังงานจากสหรัฐฯ

ทั้งนี้ SPRC ดำเนินธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันในไทย มีกำลังการกลั่น 175,000 บาร์เรลต่อวัน ผลิตและจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงและผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีหลายประเภท ก่อนขยายธุรกิจสู่การตลาดและจำหน่ายน้ำมันผ่านเครือข่ายสถานีบริการ Caltex ทั่วประเทศ ทำให้ธุรกิจครอบคลุมตั้งแต่การกลั่นไปจนถึงการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์น้ำมัน

สำหรับโครงสร้างผู้ถือหุ้นหลักปัจจุบัน Chevron South Asia Holdings Pte. Ltd. ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 1 ของ SPRC จำนวน 2,625,888,656 หุ้น หรือ 60.56% ของหุ้นทั้งหมด

  • เฮอร์เบิร์ต แมทธิว เพนน์ ที่ 2 ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน)
  • ปัจจุบันมีมาร์เก็ตแคปอยู่ที่ 58,101 ล้านบาท 
  • ราคาย้อนหลัง 1 ปีสูงสุด 14.30 บาท ต่ำสุด  4.28 บาท 
  • ราคาย้อนหลังตั้งแต่ต้นปี +127.12%
  • P/E 3.43 เท่า
  • กำไร 6 เดือนอยู่ที่ 14,284 ล้านบาท 
  • รายได้รวม 6 เดือนอยู่ที่ 135,520 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.24%

นักวิเคราะห์ บริษัท หลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด  เปิดเผยว่า BCP ยังคงเป็นหุ้นเด่นที่ชื่นชอบมากที่สุดในกลุ่มพลังงานไทย โดยมองจุดเด่นไม่ได้มีเพียงธุรกิจโรงกลั่น แต่ยังมีปัจจัยขับเคลื่อนการเติบโตจากธุรกิจใหม่ ได้แก่ ธุรกิจเชื้อเพลิงการบินยั่งยืน (SAF) ที่เริ่มดำเนินการตั้งแต่กลางไตรมาส 2/2569 ธุรกิจจัดจำหน่ายน้ำมันในฮ่องกงที่เพิ่งเข้าซื้อกิจการ ซึ่งจะเริ่มรับรู้รายได้ตั้งแต่ไตรมาส 3/2569 เป็นต้นไป และการลงทุนในธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม (E&P) ในนอร์เวย์ ซึ่งเกือบครึ่งหนึ่งเป็นก๊าซธรรมชาติ

ทั้งนี้ แม้ค่า P/BV ของ BCP จะสูงกว่า TOP และ IRPC เล็กน้อย แต่หุ้นมีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงที่สุดในกลุ่ม ขณะที่การประกาศโครงการซื้อหุ้นคืนที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ถือเป็นปัจจัยบวกระยะสั้นที่ช่วยสนับสนุนราคาหุ้น

5.บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM เป็นบริษัทไทยในกลุ่ม B.Grimm โดยมี B.Grimm Power (Singapore) Pte. Ltd. ซึ่งเป็นบริษัทโฮลดิ้งที่จัดตั้งในประกอบธุรกิจโดยการถือหุ้นในบริษัทอื่น (Holding Company) ที่ประกอบธุรกิจหลักด้านการผลิตและจำหน่ายไฟฟ้า ไอน้ำ และธุรกิจที่เกี่ยวข้องทั้งในประเทศและต่างประเทศสิงคโปร์ เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุดอันดับ 1 จำนวน 820,979,100 หุ้น สัดส่วน  31.49 ขณะที่กลุ่มตระกูล "ลิงค์" เป็นผู้มีอำนาจควบคุมในเชิงผู้ถือหุ้น

ทั้งนี้ BGRIM ประกอบธุรกิจโดยการถือหุ้นในบริษัทอื่น (Holding Company) ที่ประกอบธุรกิจหลักด้านการผลิตและจำหน่ายไฟฟ้า ไอน้ำ และธุรกิจที่เกี่ยวข้องทั้งในประเทศและต่างประเทศ 

  • ดร. ฮาราลด์ ลิงค์ ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) 
  • ปัจจุบันมีมาร์เก็ตแคปอยู่ที่ 47,706 ล้านบาท 
  • ราคาย้อนหลัง 1 ปีสูงสุด 21.40 บาท ต่ำสุด 10.30 บาท 
  • ราคาย้อนหลังตั้งแต่ต้นปี +29.79%
  • P/E 19.78 เท่า
  • กำไร 6 เดือนอยู่ที่ 1,397 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 111.44%
  • รายได้รวม 6 เดือนอยู่ที่ 28,390 ล้านบาท ลดลง 3.26%

ชัยวัฒน์ อาศิระวิชัย, IAA นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐาน ด้านหลักทรัพย์ บล.อินโนเวสท์ เอกซ์  กล่าวว่า BGRIM รายงานกำไรปกติ 2Q26 ที่ 568 ล้านบาท เป็นไปตามคาด เพิ่มขึ้น 20% YoY และ 12% QoQ จากปริมาณขายไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นและค่าใช้จ่ายภาษีที่ลดลง

ทั้งนี้ คาดผลประกอบการ 3Q26 จะอ่อนตัวลงทั้ง YoY และ QoQ จากต้นทุนก๊าซที่เพิ่มขึ้นแตะระดับสูงสุด แต่ประเมินว่าเป็นเพียงการสะดุดระยะสั้น ก่อนฟื้นตัวใน 4Q26 โดยคงคำแนะนำ ‘OUTPERFORM’ สำหรับ BGRIM จากแนวโน้มระยะกลางถึงยาวที่ยังมีปัจจัยหนุนจากโอกาสใหม่ ทั้ง PDP2026, Direct PPA และธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ พร้อมปรับราคาเป้าหมายกลางปี 2027 ขึ้นเป็น 23 บาท จากเป้าหมายสิ้นปี 2026 ที่ 21 บาท อิงวิธี DCF (WACC 6.3% และอัตราการเติบโตระยะยาว 1.5%) 

6.บริษัท ฮานา ไมโครอิเล็คโทรนิคส จำกัด (มหาชน) หรือ HANA

นายริชาร์ด เดวิด ฮัน ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฮานา ไมโครอิเล็คโทรนิคส จำกัด (มหาชน) หรือ HANA และเป็นผู้บริหารและกรรมการของ OMAC (HK) LIMITED บริษัทจดทะเบียนในฮ่องกง ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 1 ของ HANA จำนวน 172,480,000 หุ้น สัดส่วน 19.48% โดย OMAC (HK) LIMITED เป็นบริษัทที่มีความเชื่อมโยงกับกลุ่มตระกูลฮัน

โดย OMAC (HK) LIMITED เป็นบริษัทเอกชนที่จดทะเบียนในฮ่องกงตั้งแต่ปี 2516 เป็นโรงงานหรือบริษัทที่ทำธุรกิจผลิตอิเล็กทรอนิกส์ในฮ่องกง ปัจจุบันมีลักษณะเป็นบริษัทโฮลดิ้ง

ขณะที่ HANA ประกอบธุรกิจรับจ้างผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และเซมิคอนดักเตอร์ โดยมีฐานการผลิตในไทยที่ลำพูนและพระนครศรีอยุธยา ครอบคลุมการประกอบแผงวงจร การประกอบและทดสอบ IC รวมถึงเซนเซอร์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ โทรคมนาคม IoT การแพทย์ และคอมพิวเตอร์

  • ริชาร์ด เดวิด ฮัน ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฮานา ไมโครอิเล็คโทรนิคส จำกัด (มหาชน)
  • ปัจจุบันมีมาร์เก็ตแคปอยู่ที่ 44,268 ล้านบาท 
  • ราคาย้อนหลัง 1 ปีสูงสุด 52.75 บาท ต่ำสุด 15.10 บาท 
  • ราคาย้อนหลังตั้งแต่ต้นปี +206.75%
  • P/E 75.37 เท่า
  • กำไร 6 เดือนอยู่ที่ 430 ล้านบาท ลดลง 16.20%
  • รายได้รวม 6 เดือนอยู่ที่ 10,652 ล้านบาท ลดลง 2.02%

ปิยะธิดา สนธิสมบัติ, IAAนักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์ บล.เอเซีย พลัส กล่าวว่า เประเมินราคาเป้าหมายปี 2570 ของ HANA ที่ 52 บาท อิง PER 32.7 เท่า หรือ +1.5 S.D. จากค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี พร้อมแนะนำ “Buy” โดยคาดกำไรปกติปี 2570 เติบโตโดดเด่น 49% YoY ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตสูงสุดในกลุ่ม

นอกจากนี้ มองว่าราคาหุ้น HANA ยัง Laggard เมื่อเทียบกับหุ้นในกลุ่ม โดยปัจจุบันซื้อขายที่ PER ปี 2570 ราว 28 เท่า ขณะที่ KCE และ DELTA ซื้อขายที่ PER ปี 2570 ราว 44 เท่า และ 62 เท่า ตามลำดับ สะท้อนช่องว่างด้าน Valuation ที่ยังมีอยู่

7.บริษัท อิออน ธนสินทรัพย์ (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) หรือ AEONTS เป็นบริษัทที่ดำเนินงานในประเทศไทย โดยประกอบธุรกิจสินเชื่อสำหรับผู้บริโภค และมี AEON Financial Service Co., Ltd. ซึ่งเป็นบริษัทแม่หลักอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่น ปัจจุบันถือหุ้นใหญ่อันดับ 1 จำนวน 87,800,000 หุ้น สัดส่วน 35.12

ทั้งนี้ AEON Financial Service Co., Ltd. บริษัทการเงินหลักของ AEON Group จากญี่ปุ่น ให้บริการบัตรเครดิต สินเชื่อ ธนาคาร ระบบชำระเงิน และการลงทุน โดยมี AEON Bank เป็นธุรกิจสำคัญ โดยในไทยเป็นบริษัทแม่ของ AEONTS ผู้ให้บริการบัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล และสินเชื่อผ่อนสินค้า ซึ่งเป็นหนึ่งในธุรกิจการเงินของกลุ่ม AEON ในเอเชีย

  • โทชิยะ ชิมะคะตะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อิออน ธนสินทรัพย์ (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน)
  • ปัจจุบันมีมาร์เก็ตแคปอยู่ที่ 24,313 ล้านบาท 
  • ราคาย้อนหลัง 1 ปีสูงสุด 122.50 บาท ต่ำสุด  86.50 บาท 
  • ราคาย้อนหลังตั้งแต่ต้นปี -9.53%
  • P/E 7.69 เท่า
  • กำไร 6 เดือนอยู่ที่ 793 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.74%

นักวิเคราะห์ บริษัท หลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด  เปิดเผยว่า คาด AEONTS จะสามารถรักษาคุณภาพสินทรัพย์ให้อยู่ในระดับที่มีเสถียรภาพ พร้อมลดต้นทุนทางการเงินได้ในปี 2570-71 โดยพอร์ตสินเชื่อหดตัวต่อเนื่องตลอด 3 ปีที่ผ่านมา หลังบริษัทมุ่งเน้นดูแลคุณภาพสินทรัพย์และลดต้นทุน ส่งผลให้ปัจจุบันมีความกังวลต่อการเติบโตของสินเชื่อและรายได้มากกว่าคุณภาพสินทรัพย์ที่อ่อนตัวลง

ทั้งนี้ คาด AEONTS จะจ่ายเงินปันผลต่อหุ้น (DPS) ที่ 5.50-6.20 บาท ในปี 2570-71 คิดเป็น Dividend Yield 5.7-6.2% และ Payout Ratio 44-46% ขณะที่คาดบริษัทจะกลับมาซื้อหุ้นคืนอีกครั้งหลังประกาศผลประกอบการ 2Q69 ในเดือนตุลาคม โดยคาดว่าจะเดินหน้าซื้อหุ้นคืนต่อเนื่อง เนื่องจากราคาหุ้นปัจจุบันซื้อขายเพียง P/BV 0.8 เท่า จึงคงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 125 บาท อิง P/BV ปี 2569 ที่ 1.1 เท่า และ PER 10 เท่า

เปิดโผ 7 หุ้นดัง! บริษัทแม่-โฮลดิ้งต่างชาติ กุมบังเหียนอันดับ 1