วันจันทร์ ที่ 21 กันยายน 2569

Login
Login

รื้อ ‘MPI ’ รับอุตฯยุคใหม่ นักเศรษฐศาสตร์ชี้ ฐานดัชนีฯเก่า ‘ล้าสมัย’ ไม่สะท้อนข้อมูลศก.จริง

นักเศรษฐศาสตร์หนุนรื้อ ‘ฐานดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม‘ หรือ ’MPI‘ สะท้อนโครงสร้างอุตสาหกรรมไทยที่เปลี่ยนไป ชี้ฐานปี 2564 ล้าสมัย หลัง ’อีวี-อิเล็กทรอนิกส์-อุตสาหกรรมใหม่’ ขยายตัว หวังยกระดับข้อมูลการผลิตให้แม่นยำ เชื่อมโยงเศรษฐกิจจริง เพิ่มประสิทธิภาพการพยากรณ์ ขณะที่ ภาครัฐต้องเปิดวิธีคำนวณ-ทำตัวเลขเก่าเทียบใหม่ สร้างความโปร่งใสและความเชื่อมั่นต่อข้อมูลเศรษฐกิจ

KEY POINTS

  • นักเศรษฐศาสตร์ชี้ ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) ใช้ปีฐาน 2564 ล้าสมัย
  • อาจไม่สะท้อนโครงสร้างอุตสาหกรรมยุคใหม่ ทำให้ข้อมูลเศรษฐกิจคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง
  • ชี้การเสนอให้ปรับปรุง MPI โดยทบทวนปีฐานให้ถี่ขึ้น, เพิ่มสินค้าและอุตสาหกรรมใหม่ๆ เข้ามาในโครงสร้างดัชนี และปรับวิธีคำนวณให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี
  • การปรับปรุง MPI จะช่วยให้ข้อมูลการผลิตมีความแม่นยำและสอดคล้องกับเศรษฐกิจจริงมากขึ้น
  • เป็นประโยชน์ต่อการวิเคราะห์ วางนโยบาย และช่วยลดข้อสงสัยทางการค้าจากต่างประเทศ
  • ชี้ความโปร่งใสในการปรับเปลี่ยนวิธีการคำนวณเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและป้องกันข้อสงสัยว่าเป็นการปรับตัวเลขเพื่อวัตถุประสงค์อื่น โดยควรดำเนินการตามมาตรฐานสากล

รื้อ ‘MPI ’ รับอุตฯยุคใหม่   นักเศรษฐศาสตร์ชี้ ฐานดัชนีฯเก่า ‘ล้าสมัย’ ไม่สะท้อนข้อมูลศก.จริง การปรับปรุงฐานดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม(MPI) กำลังเป็นประเด็นสำคัญ หลังโครงสร้างภาคอุตสาหกรรมไทยเปลี่ยนแปลงไปมากจากฐานเดิม นักเศรษฐศาสตร์มองว่าการทบทวนวิธีคำนวณ และนำอุตสาหกรรมใหม่เข้ามาสะท้อนในดัชนี หนุนข้อมูลการผลิตสอดคล้องเศรษฐกิจจริงมากขึ้น เพิ่มประโยชน์ต่อการวิเคราะห์ วางนโยบาย ขณะที่ความโปร่งใสในการปรับฐานยังคงเป็นปัจจัยสำคัญต่อความเชื่อมั่นต่อข้อมูลเศรษฐกิจ รื้อ ‘MPI ’ รับอุตฯยุคใหม่   นักเศรษฐศาสตร์ชี้ ฐานดัชนีฯเก่า ‘ล้าสมัย’ ไม่สะท้อนข้อมูลศก.จริง

  • ปีฐาน64ไม่ทันโครงสร้างอุตฯใหม่

ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP)กล่าวว่าขณะนี้มีความชัดเจนว่าภาครัฐ โดยเฉพาะกระทรวงอุตสาหกรรม อยู่ระหว่างพิจารณาปรับปรุงมาตรฐานและระเบียบวิธีการคำนวณ MPI โดยมีแนวทางนำอุตสาหกรรมและสินค้าใหม่ๆ เข้ามาคำนวณในดัชนี เพื่อให้สอดคล้องกับโครงสร้างภาคอุตสาหกรรมในปัจจุบัน

โดยดัชนีชี้วัดทางเศรษฐกิจทุกชนิดย่อมมีข้อจำกัดด้านหลักวิชาการในการคำนวณ ดังนั้นการปรับปรุง MPI ไม่ได้หมายความว่าวิธีการเดิมผิด แต่เป็นเรื่องการทำให้เครื่องมือวัดสามารถปรับตามโครงสร้างเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป

รื้อ ‘MPI ’ รับอุตฯยุคใหม่   นักเศรษฐศาสตร์ชี้ ฐานดัชนีฯเก่า ‘ล้าสมัย’ ไม่สะท้อนข้อมูลศก.จริง ซึ่งหนึ่งในข้อจำกัดสำคัญของ MPI คือเรื่องปีฐาน ปัจจุบันยังใช้ปีฐาน 2564 ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมไทยช่วง 5 ปีที่ผ่านมาเปลี่ยนแปลงไปมาก
 

ยกตัวอย่างเมื่อ 5 ปีก่อน ประเทศไทยยังไม่มีการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าหรือ EV ในลักษณะที่เกิดขึ้นปัจจุบัน แต่มีการผลิตรถยนต์เครื่องยนต์สันดาป หรือ ICE เป็นหลัก ขณะเดียวกันสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ใหม่ๆ เช่น Network Equipment ซึ่งปัจจุบันไทยมีการส่งออกมากขึ้น ก็ยังไม่มีการผลิตในช่วงปีฐานดังกล่าว แต่การผลิตสินค้ากลุ่มใหม่ที่เพิ่มขึ้นเหล่านี้ อาจไม่ได้ถูกสะท้อนในโครงสร้าง MPI เดิมอย่างเต็มที่ ทำให้ไม่สะท้อนภาพเศรษฐกิจที่ครบถ้วน"

ทั้งนี้มองว่า เมื่อมีการปรับการคำนวณ MPI ควรจะ Revise หรือปรับปีฐานให้ถี่ขึ้น เช่น เปลี่ยนจากปีฐาน 2564 มาเป็นปี 2569 เพื่อเปิดทางให้สินค้า และอุตสาหกรรมใหม่ๆ เข้ามาอยู่ในโครงสร้างของดัชนีมากขึ้น
แม้การเปลี่ยนปีฐานจะมีต้นทุน โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายการสำรวจข้อมูล แต่ภาพรวมการปรับเปลี่ยนเป็นเรื่องที่ดี หากช่วยให้ MPI สะท้อนโครงสร้างการผลิตอุตสาหกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปได้อย่างแท้จริง

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ทำให้การนับจำนวนสินค้าเพียงอย่างเดียว อาจไม่สะท้อนความสามารถการผลิตได้ทั้งหมด เช่น อุตสาหกรรมฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ หรือ HDD โดยเมื่อ 5 ปีก่อน ฮาร์ดดิสก์ความจุ 2 TB ถือว่ามีขนาดใหญ่และสามารถใช้งานทั่วไปได้ แต่ปัจจุบันมีการผลิตฮาร์ดดิสก์ความจุสูงถึง 30-40 TB เป็นต้น

ดังนั้น การจะระบุว่าสินค้าดีขึ้นหรือราคาถูกลง จึงไม่ใช่เรื่องที่สามารถพิจารณาจากตัวเลขเพียงด้านเดียว และจำเป็นต้องปรับวิธีคำนวณให้เหมาะสมกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี

อีกข้อจำกัดของ MPI คือ การครอบคลุมผู้ประกอบการ เนื่องจากการจัดทำข้อมูลภาคอุตสาหกรรมใช้วิธีสำรวจ และกระทรวงอุตสาหกรรมไม่สามารถสำรวจโรงงานอุตสาหกรรมทุกแห่งในประเทศได้ทั้งหมด เมื่อมีผู้ประกอบการรายใหม่หรือผู้ประกอบการรายใหญ่เกิดขึ้น การเก็บข้อมูลจึงมีข้อจำกัดในการติดตามการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง

ดังนั้น ภาครัฐจำเป็นต้องปรับการสำรวจต่อเนื่องให้ครอบคลุมโรงงาน บริษัท และประเภทสินค้าใหม่ๆมากขึ้น

หากยังใช้โครงสร้างและวิธีการเดิม ข้อจำกัดดังกล่าวก็ยังคงอยู่ และอาจทำให้ดัชนีไม่สามารถสะท้อนกิจกรรมการผลิตในอุตสาหกรรมใหม่ได้ครบถ้วน

  • การปรับ MPI ต้องโปร่งใส

ทั้งนี้มองว่า หากมีการปรับปรุง Methodology ให้สอดคล้องมาตรฐานสากล และ Best Practice ที่ทั่วโลกยอมรับ จะเป็นข้อดี เพราะจะช่วยให้เครื่องมือวัดสอดคล้องความเป็นจริงมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม การปรับเปลี่ยนต้องทำอย่างโปร่งใส ไม่ให้เกิดข้อสงสัยว่าการเปลี่ยนวิธีคำนวณเป็นการปรับตัวเลขเพื่อวัตถุประสงค์บางอย่าง หากการปรับเกิดขึ้นตามรอบปกติ เช่น ทุก 5 ปี และสามารถอธิบายเหตุผลตามหลักสากลได้จะช่วยลดข้อสงสัย และเพิ่มความเชื่อมั่นต่อข้อมูล

ทั้งนี้ก่อนที่ภาครัฐจะประกาศตัวเลขใหม่ ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าการปรับวิธีวัดจะทำให้ตัวเลขเศรษฐกิจดีขึ้นหรือแย่ลง แม้มีข้อสงสัยว่าตัวเลขปัจจุบันอาจต่ำเกินไปก็ตาม ดังนั้น ต้องรอภาครัฐทำตัวเลขจริงและอธิบายรายละเอียดของวิธีการคำนวณก่อน จึงจะสามารถประเมินผลได้

นอกจากนี้ มองว่า MPI ถือเป็นเครื่องชี้วัดทางเศรษฐกิจเหมือนเทอร์โมมิเตอร์ของเศรษฐกิจได้ MPI สามารถวัดมูลค่าเพิ่มที่เกิดจากกิจกรรมทางอุตสาหกรรมภายในประเทศไทย

ขณะที่ PMI วัดระดับกิจกรรมในห่วงโซ่อุปทานจากมุมมองผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อไม่ได้วัด Gross หรือ Value Added ในลักษณะเดียวกับ MPI ดังนั้น หากไม่ปรับปรุง MPI ช่วงที่ภาคอุตสาหกรรมเปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรมใหม่ อาจทำให้การประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจคลาดเคลื่อนได้

อย่างไรก็ตาม การปรับ MPI มีความสำคัญมากกว่าการเปลี่ยนตัวเลขผลผลิตอุตสาหกรรมเพียงอย่างเดียว เพราะข้อมูลดังกล่าวถูกนำไปใช้ประเมินภาพเศรษฐกิจระดับประเทศด้วย เพื่อสร้างความโปร่งใส ภาครัฐควรทำตัวเลข MPI แบบเก่าและแบบใหม่ควบคู่กัน

การดำเนินการดังกล่าว จะทำให้สาธารณชนและนักวิเคราะห์เห็นความต่างระหว่างวิธีเดิมกับวิธีใหม่ได้ชัดเจน และช่วยแยกว่าการเปลี่ยนแปลงตัวเลขเกิดจากเศรษฐกิจจริง หรือเกิดจากการเปลี่ยนวิธีวัด
เช่น หากจีดีพีปรับขึ้น 20 Bsp จะสามารถระบุได้ว่าการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเกิดจาก Measurement Error หรือ Measurement Change มากน้อยเพียงใด ความโปร่งใสลักษณะนี้ช่วยสร้างความเชื่อมั่น และทำให้ผู้ใช้ข้อมูลสามารถยอมรับตัวเลขเศรษฐกิจได้มากขึ้น

  • ปรับเพื่อแก้จุดอ่อนเดิม

รื้อ ‘MPI ’ รับอุตฯยุคใหม่   นักเศรษฐศาสตร์ชี้ ฐานดัชนีฯเก่า ‘ล้าสมัย’ ไม่สะท้อนข้อมูลศก.จริง ดร.อมรเทพ จาวะลา นักเศรษฐศาสตร์ ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่า การปรับปรุง MPI เป็นเรื่องดี เพราะดัชนีเวอร์ชันเดิมมีข้อโต้แย้งและปัญหาค่อนข้างมาก โดยเฉพาะช่วงที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยเติบโตผ่านภาคลงทุนเป็นหลัก แต่ MPI ไม่ได้สะท้อนภาพลงทุนที่ดีตามความเป็นจริง

ปัญหาสำคัญคือ MPI ไม่ได้รับการอัปเดตมานาน ขณะที่มิติการวัดการลงทุนยังเป็นรูปแบบเดิม และกลุ่มตัวอย่างในการสำรวจค่อนข้างจำกัด
ข้อจำกัดเหล่านี้ทำให้ MPI ไม่สามารถสะท้อนการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างภาคการผลิตไทยได้แท้จริง ความคลาดเคลื่อนเห็นได้จากการที่ตัวเลขลงทุนภาคเอกชนขยายตัวเป็นบวก แต่ MPI กลับติดลบ เป็นภาพย้อนศรและสร้างความคลาดเคลื่อนสูง จนนักวิเคราะห์และนักเศรษฐศาสตร์ต้องนำดัชนีอื่นมาใช้วิเคราะห์แทน

อย่างไรก็ตาม แม้มองว่าการปรับ MPI เป็นเรื่องดี แต่การอ่านตัวเลขลงทุนภาคเอกชนช่วงนี้ต้องระมัดระวัง เพราะการลงทุนภาคเอกชนไทยมีลักษณะเป็น Capital Intensive หรือใช้เครื่องจักรค่อนข้างมาก การขยายตัวของการลงทุนเป็นคลื่นการนำเข้าสินค้าทุนระดับสูงเพื่อการลงทุนมากกว่าเป็นการผลิตภายในประเทศทันที แม้ภาพรวมลงทุนและการนำเข้าจะดูเติบโตดี แต่ต้องใช้เวลาสร้าง Supply Chain เชื่อมโยงในประเทศ ทำให้การประเมินผลการลงทุนไม่สามารถดูจากตัวเลขนำเข้าสินค้าทุนอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาว่า การลงทุนดังกล่าวสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศได้มากเพียงใด

  • MPI ช่วยพยากรณ์เศรษฐกิจ

ดร.อมรเทพ กล่าวต่อว่า ข้อมูลดัชนีและภาคอุตสาหกรรมมีความสำคัญ เพราะถูกนำไปใช้วางทิศทางนโยบายการคลัง นโยบายการเงิน และสร้างความเชื่อมั่นประเทศ
ในมุมนักเศรษฐศาสตร์ การคำนวณ Private Investment ในสัดส่วนจีดีพีเป็นหนึ่งในตัวแปรที่คาดการณ์ได้ยากที่สุด เนื่องจากมี Noise สูง ได้รับผลกระทบจากทิศทางต่างประเทศ และ MPI เดิมไม่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้มากนัก

ดังนั้นหาก MPI ใหม่สะท้อนภาพการผลิตได้ใกล้เคียงความเป็นจริง และนำไปใช้ในแบบจำลองการคำนวณเศรษฐกิจ จะช่วยให้การพยากรณ์เศรษฐกิจแม่นยำมากขึ้น โดยรวมแล้วมองว่า​ การปรับปรุง MPI เป็นเรื่องดีกว่าการไม่ปรับ เพราะตัวเลขเดิมมีปัญหาชัดเจน

แต่ยังไม่สามารถประเมินได้ว่า การปรับครั้งนี้จะมีข้อเสียหรือผลกระทบด้านใด เนื่องจากยังไม่เห็นรายละเอียดของ Methodology และรูปแบบของ MPI ใหม่ การประเมินต้องดูว่าภาครัฐจะปรับกลุ่มตัวอย่างอย่างไร และระเบียบวิธีวิจัยใหม่จะช่วยให้การวัดครอบคลุมการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างภาคการผลิตได้มากน้อยเพียงใด

หากวิธีใหม่แก้จุดอ่อนดัชนีเดิมได้ จะช่วยให้ MPI มีประโยชน์ต่อการวิเคราะห์เศรษฐกิจมากขึ้น แต่หากมีข้อจำกัดเดิม ผลจากการปรับ อาจไม่ช่วยแก้ปัญหาได้มากนัก ดังนั้น สิ่งสำคัญของการปรับ MPI จึงไม่ใช่ทำให้ตัวเลขออกมาสูงขึ้น หรือต่ำลง แต่ทำให้ตัวเลขสะท้อนโครงสร้างผลิตและการลงทุนที่เกิดขึ้นจริงได้ดีขึ้น

  • หนุนปรับ MPI สะท้อนศก.แม่นยำขึ้น

ดร.ยรรยง ไทยเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานวิจัยเศรษฐกิจและความยั่งยืน ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) กล่าวว่า ปัจจุบันโครงสร้างเศรษฐกิจและบริบทการดำเนินธุรกิจของไทยเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว การใช้งานฐานตัวเลข MPI แบบเดิมซึ่งเป็นฐานเก่าทำให้ข้อมูลที่ได้ไม่สะท้อนภาพรวมและพัฒนาการของภาคอุตสาหกรรมยุคปัจจุบันได้อย่างถูกต้องนัก

การทบทวนและปรับปรุงตัวเลขดัชนีให้ถูกต้อง จึงถือเป็นเรื่องที่มีประโยชน์อย่างยิ่ง เพื่อให้ตัวเลขที่ออกมามีความแม่นยำ ชัดเจน ไม่ทำให้ผู้ใช้งานข้อมูลเกิดความสับสน สะท้อนภาคส่งออก และการลงทุน การผลิต ที่ครบถ้วนและสะท้อนความเป็นจริงมากขึ้น

ดังนั้นการปรับฐานใหม่ ทำให้ข้อมูลภาคการผลิต และส่ออกไปในทิศทางเดียวกันมากขึ้น เช่น สินค้ากลุ่มเทคโนโลยีที่การส่งออกขยายตัว ตัวเลขการผลิตในกลุ่มเทคโนโลยีก็ขยายตัวสอดรับกันอย่างเป็นระบบ
นอกจากนี้การปรับฐาน MPI จะช่วยสร้างผลประโยชน์ในมิติการแข่งขันและการค้าต่างประเทศ

โดยเฉพาะในสถานการณ์สงครามการค้าที่ผ่านมา ประเทศไทยเคยตกเป็นเป้าสายตา และถูกเพ่งเล็งจากประเทศคู่ค้าอย่างสหรัฐ เนื่องจากตัวเลข MPI เดิมรายงานว่าติดลบ หรือชี้ว่าไทยมีกำลังการผลิตส่วนเกิน (Excess Capacity) อยู่เป็นจำนวนมาก แต่ไทยกลับมีตัวเลขการส่งออกระดับสูง ทำให้เกิดข้อสงสัยเกี่ยวกับการทุ่มตลาด หรือเป็นฐานสินค้าเพื่อสวมสิทธิ์ส่งออก(Transshipment)

การปรับฐาน MPI ครั้งนี้ จะมีการทบทวนเรื่องกำลังการผลิต และรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มอุตสาหกรรมส่งออกใหม่ๆรวมถึงการลงทุนใหม่ๆ เข้ามาคำนวณอย่างครอบคลุม จะช่วยให้คำอธิบายเชิงโครงสร้างอุตสาหกรรมของไทยมีความชัดเจน ตรงตามความเป็นจริง ช่วยลดข้อสงสัยจากสหรัฐ เรื่องการสวมสิทธิ์สินค้าได้มีประสิทธิภาพ

อย่างไรก็ตาม แม้การปรับฐาน MPI จะช่วยให้ตัวเลขภาคอุตสาหกรรมดูดีขึ้น แต่จะไม่ทำให้ภาพรวมจีดีพีทั้งประเทศพุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดดผิดปกติ เนื่องจากการเก็บข้อมูลของสภาพัฒน์ครอบคลุม ทั้งฝั่งอุปสงค์ อุปทาน การปรับปรุงครั้งนี้ช่วยลดส่วนต่างการเก็บข้อมูล หรือส่วนต่างทางสถิติลงทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจเชื่อมโยงกันอย่างสมเหตุสมผล