โบรกประเมินเงินเฟ้อไทยไตรมาส 4/69 มีโอกาสเร่งตัวจากต้นทุนพลังงาน-อาหาร หลังราคาน้ำมันทะลุ 100 ดอลลาร์ แต่คาด ธปท.ยังมีแนวโน้มคงดอกเบี้ย พร้อมชู 7 กลุ่มหุ้นรับมือเงินเฟ้อ ทั้งธนาคาร สื่อสาร พลังงาน โรงกลั่น ปิโตรเคมี โรงพยาบาล และสินค้าจำเป็น
แนวโน้มเงินเฟ้อไทยในไตรมาส 4 ของปี 2569 มีโอกาสปรับตัวสูงขึ้นจากแรงกดดันด้านต้นทุนพลังงานและอาหาร หลังจากที่ราคาน้ำมันดิบปรับตัวเพิ่มขึ้นทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่นักวิเคราะห์มองว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท.ยังมีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ย ท่ามกลางเศรษฐกิจไทยที่เปราะบางและยังต้องติดตาม ซึ่งแนะนำกลุ่มหุ้นที่สามารถรับมือกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้
สรพล วีระเมธีกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ หัวหน้าทีมกลยุทธ์การลงทุน บล.กสิกรไทย ให้สัมภาษณ์กับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า ตัวเลขเงินเฟ้อล่าสุดสูงกว่าคาด โดยไตรมาส 4 ของปี 2569 ยังต้องจับตาหลังราคาน้ำมันทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งอาจกดดันเงินเฟ้อเร่งตัวจากต้นทุนพลังงานและอาหาร ซึ่งเป็นแรงกดดันฝั่งอุปทาน ต่างจากปี 2565 ที่เงินเฟ้อเพิ่มขึ้นจากทั้งอุปทานและอุปสงค์หลังการเปิดประเทศ
ทั้งนี้ เงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นจากต้นทุนพลังงานซึ่งเป็นปัจจัยด้านอุปทาน ซึ่งไม่ได้กดดันให้ ธปท. ที่จะต้องเร่งขึ้นดอกเบี้ย ขณะที่เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มชะลอตัวในไตรมาส 4/2569 โดย GDP อาจโตเพียง 1-1.5% จากราว 2.5% ในไตรมาส 3 ของปี 2569 ทำให้คาดว่า ธปท.จะเน้นคงอัตราดอกเบี้ย ในช่วงที่เหลือของปี
ด้านกลยุทธ์การลงทุน หากเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับสูงและไม่สามารถกดลงได้ ทั้งในไทยและต่างประเทศ กลุ่มหุ้นที่มีโอกาสได้รับประโยชน์ ได้แก่ หุ้นธนาคารพาณิชย์ ซึ่งเป็นกลุ่มที่แนะนำเป็นอันดับแรก โดยเลือก BBL KTB และ KKP
นอกจากนี้ ยังมองบวกต่อหุ้นในกลุ่มที่มีความสามารถในการส่งผ่านต้นทุนไปยังราคาขายโดยเฉพาะ กลุ่มบรรจุภัณฑ์ เช่น SCGP และกลุ่มวัสดุก่อสร้าง เช่น TOA ขณะที่ กลุ่มโรงพยาบาล ถือเป็นอีกกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเงินเฟ้อในระดับจำกัด
กรรณ์ หทัยศรัทธา, IAA, CFA หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุน สายงานวิจัย (ลูกค้ารายย่อย) บล.ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า เงินเฟ้อไทยเดือน ส.ค.2569 อยู่ที่ 2.5% ขณะที่ 8 เดือนแรกเฉลี่ย 1.4% โดยคาด 4 เดือนสุดท้ายมีโอกาสเร่งสู่ 2.5-3.0% จากต้นทุนพลังงานและอาหาร โดยเฉพาะน้ำมันที่พุ่งเหนือ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แต่ทว่าเงินเฟ้อทั้งปีคาดยังไม่เกิน 2%
ด้านทิศทางนโยบายการเงิน มองว่าเงินเฟ้อในระดับดังกล่าวยังไม่ใช่ปัจจัยที่กดดันให้ ธปท. ต้องที่จะทำการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ประกอบกับเศรษฐกิจไทยยังมีความเปราะบางสูง ทำให้บริบทแตกต่างจากสหรัฐฯ ที่เศรษฐกิจยังขยายตัวได้ดีและมีความสามารถในการใช้นโยบายดอกเบี้ยเพื่อรับมือกับแรงกดดันเงินเฟ้อ
สำหรับกลยุทธ์การลงทุน มองว่า กลุ่มสื่อสาร สามารถรับมือเงินเฟ้อได้ดี โดย ADVANC เหมาะกับนักลงทุนที่เน้นเงินปันผล ขณะที่กลุ่มขนส่งและรถไฟฟ้า มีโอกาสได้ประโยชน์จากการปรับค่าโดยสาร ส่วนกลุ่มธนาคาร ราคาหุ้นที่ปรับลงหลังขึ้น XD มองเป็นจังหวะเข้าสะสมหุ้นพื้นฐานดี
วทัญ จิตต์สมนึก ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์กลยุทธ์ บล.พาย เปิดเผยว่า แนวโน้มอัตราเงินเฟ้อของไทยในไตรมาส 4 ของปี 2569 มีโอกาสเร่งตัวขึ้น โดยมีแรงกดดันสำคัญจากต้นทุนพลังงานและราคาอาหารที่ปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่ปัจจัยเงินเฟ้อทั่วโลกยังเชื่อมโยงกับทิศทางราคาพลังงาน โดยเฉพาะราคาน้ำมันดิบที่ขณะนี้ขยับขึ้นมาทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ทั้งนี้ หากสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ ยังไม่มีแนวโน้มคลี่คลาย และราคาน้ำมันดิบสามารถยืนเหนือระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลได้ต่อเนื่อง จะเป็นปัจจัยเพิ่มแรงกดดันต่อเงินเฟ้อทั้งในไทยและต่างประเทศ
สำหรับทิศทางนโยบายการเงิน มองว่าแม้เงินเฟ้อจะทรงตัวในระดับสูง แต่ ธปท. มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ย โดยไม่ปรับลดดอกเบี้ยในช่วงที่เงินเฟ้อเร่งตัวขึ้น เนื่องจากต้องพิจารณาควบคู่กับภาวะเศรษฐกิจโดยรวม
ด้านกลยุทธ์การลงทุน หากเข้าสู่ภาวะเงินเฟ้อสูงและราคาสินค้าปรับตัวเพิ่มขึ้น ผู้บริโภคมีแนวโน้มลดการใช้จ่ายในสินค้าที่ไม่จำเป็น และให้ความสำคัญกับการประหยัดมากขึ้น ทำให้หุ้นที่เกี่ยวข้องกับสินค้าและบริการจำเป็น รวมถึงธุรกิจที่ได้รับประโยชน์จากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ มีความน่าสนใจ
โดยกลุ่มหุ้นที่ได้รับอานิสงส์ได้แก่ สินค้าโภคภัณฑ์ พลังงาน ปิโตรเคมี และโรงกลั่น ซึ่งมีโอกาสได้รับประโยชน์โดยตรงจากราคาน้ำมันดิบที่อยู่ในระดับสูง ขณะที่ กลุ่มธนาคารพาณิชย์ ได้ปัจจัยหนุนจากแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยที่ยังไม่มีทิศทางปรับลดในช่วงที่เงินเฟ้อเร่งตัว
นอกจากนี้ ยังแนะนำ หุ้นเชิงรับและกลุ่มสินค้าจำเป็น ซึ่งมีความสามารถในการรับมือกับภาวะเงินเฟ้อได้ดี เนื่องจากเป็นสินค้าและบริการที่ผู้บริโภคยังจำเป็นต้องใช้ แม้จะอยู่ในช่วงควบคุมค่าใช้จ่าย โดยเฉพาะ กลุ่มสื่อสาร เช่น ADVANC และ TRUE ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อชีวิตประจำวัน และ กลุ่มโรงพยาบาล เช่น BDMS และ BCH ที่ให้บริการทางการแพทย์ซึ่งเป็นความจำเป็นพื้นฐานและลดการใช้บริการได้จำกัด





