วันพุธ ที่ 16 กันยายน 2569

Login
Login

SCB EIC ห่วง ‘เอสเอ็มอี’ เปราะบาง บริษัทผีดิบพุ่ง12% ลามฉุดเศรษฐกิจ

SCB EIC ชี้ ธุรกิจ SME กำลังเผชิญความเปราะบางอย่างหนักจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจแบบไม่ทั่วถึง K-Shaped Recovery ซึ่งการเติบโตกระจุกตัวในธุรกิจขนาดใหญ่ ทำให้ SME ถูกทิ้งห่างทั้งด้านรายได้และกำไร สัดส่วน "บริษัทผีดิบ"Zombie Firms ในกลุ่ม SME ซึ่งมีกำไรไม่พอจ่ายดอกเบี้ย ได้พุ่งสูงขึ้นถึง 12

KEY POINTS

  • SCB EIC ชี้ธุรกิจ SME กำลังเผชิญความเปราะบางอย่างหนักจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจแบบไม่ทั่วถึง K-Shaped Recovery
  • การเติบโตกระจุกตัวในธุรกิจขนาดใหญ่ ทำให้ SME ถูกทิ้งห่างทั้งด้านรายได้และกำไร
  • สัดส่วน "บริษัทผีดิบ" Zombie Firms ในกลุ่ม SME ซึ่งมีกำไรไม่พอจ่ายดอกเบี้ย ได้พุ่งสูงขึ้นถึง 12% สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างด้านความสามารถในการแข่งขันที่รุนแรง
  • การมีอยู่ของบริษัทผีดิบจำนวนมากส่งผลให้เกิดการจัดสรรทรัพยากรที่ผิดพลาด  
  • เงินทุนและแรงงานยังคงติดอยู่ในธุรกิจที่ไม่มีประสิทธิภาพ แทนที่จะถูกนำไปใช้ในภาคส่วนที่มีศักยภาพมากกว่า
  • ปัญหาของ SME ได้ลุกลามไปฉุดเศรษฐกิจในภาพรวม ทั้งในตลาดแรงงานและระบบสินเชื่อ ท้ายที่สุดลามกระทบต่อศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

SCB EIC  ห่วง ‘เอสเอ็มอี’ เปราะบาง บริษัทผีดิบพุ่ง12% ลามฉุดเศรษฐกิจ เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญภาพการฟื้นตัวที่“ไม่ทั่วถึง”มากขึ้น การเติบโตที่เกิดขึ้นกระจุกตัวอยู่ในบางอุตสาหกรรม ขณะที่ธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กหรือ SME ยังคงเผชิญแรงกดดันอย่างหนัก จนเริ่มสะท้อนผ่านรายได้ กำไร สินเชื่อ และสัดส่วนธุรกิจที่ไม่สามารถสร้างรายได้เพียงพอต่อการชำระดอกเบี้ย

ดร.ยรรยง ไทยเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานวิจัยเศรษฐกิจและความยั่งยืน ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในปีนี้จะขยายตัว 2.2% และปีหน้าขยายตัว2.1% แต่สิ่งที่ต้องให้ความสำคัญไม่ใช่เพียงตัวเลข GDP หากเป็นคุณภาพของการเติบโตเพราะเครื่องยนต์เศรษฐกิจที่กำลังขยายตัวไม่ได้กระจายประโยชน์ไปยังทุกภาคส่วนเท่าเทียมกัน

ภาพของ K-Shaped Recovery ชัดเจนและรุนแรงขึ้น โดยขาขึ้นของ K เป็นกลุ่มอุตสาหกรรมไฮเทค ดิจิทัล อุตสาหกรรมแห่งอนาคตและอุตสาหกรรมสีเขียว

ขณะที่ขาลงเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมดั้งเดิม อสังหาริมทรัพย์ การก่อสร้าง และภาคเกษตรกรรม ซึ่งกำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน

อุตสาหกรรมที่เป็นพระเอกของการเติบโตในเวลานี้ เช่นกลุ่มไฮเทค อิเล็กทรอนิกส์ และ Data Center เป็นกลุ่มที่มีการนำเข้าสินค้าทุนและวัตถุดิบสูงถึง 28% ทำให้การเติบโตดังกล่าวมีลักษณะของการรั่วไหลออกไปยังต่างประเทศ หรือ Leakage ในระดับสูง

ขณะเดียวกันเครื่องยนต์ด้านอุปสงค์ภายในประเทศ ทั้งการบริโภคภาคเอกชนและการใช้จ่ายภาครัฐ ยังมีความเปราะบาง

ภาพเศรษฐกิจวันนี้จึงไม่ใช่การฟื้นตัวพร้อมกันทั้งระบบ แต่เป็นการฟื้นตัวที่ธุรกิจบางกลุ่มสามารถเดินหน้าได้ ขณะที่ธุรกิจอีกจำนวนมากยังคงอยู่ในภาวะอ่อนแรง

บริษัทใหญ่ยิ่งโต SME ยิ่งถูกทิ้งห่าง
อีกหนึ่งภาพสะท้อนของ K-Shape ที่ยิ่งห่างเรื่อยๆ คือความแตกต่างตามขนาดของธุรกิจ จากการติดตามข้อมูลผลประกอบการของนิติบุคคลในประเทศไทยประมาณ 400,000 บริษัท พบว่าบริษัทขนาดใหญ่ Top1% หรือประมาณ 4,000 บริษัท กำลังมีส่วนแบ่งรายได้ในระบบเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สูงถึง 76% และยังสามารถขยายอัตรากำไรได้ดี

ตรงกันข้ามกับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อย หรือ SME ที่รายได้และอัตรากำไรอยู่ในลักษณะทรงตัวไม่สามารถเติบโตตามกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ได้

ประเด็นนี้สะท้อนมากกว่าความแตกต่างด้านขนาดธุรกิจ เพราะเป็นสัญญาณถึงความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจ SME ที่ลดลง
สอดคล้องผ่านสินเชื่อ SME ของธนาคารพาณิชย์ที่ติดลบต่อเนื่องยาวนานถึง16 ไตรมาสหรือประมาณ 4 ปี

แต่สิ่งที่น่ากังวลคือปัญหานี้ไม่ใช่เพียงปัญหาสภาพคล่องระยะสั้น แต่กำลังสะท้อนถึงปัญหาเชิงโครงสร้างด้านความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจ SME

ยิ่งไปกว่านั้น สัดส่วนหนี้ของ SME ที่อยู่ในStage 2 ที่ค้างชำระไม่เกิน 90 วันและ Stage 3 กลุ่มที่เป็นหนี้เสีย(เอ็นพีแอล)ปัจจุบันปรับเพิ่มขึ้นจนเกือบแตะ 25% ของสินเชื่อรวม และตัวเลขดังกล่าวยังไม่รวมลูกหนี้ที่ผ่านการปรับโครงสร้างหนี้ไปแล้ว

สะท้อนว่าปัญหาของ SME ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องการขอสินเชื่อไม่ได้ แต่มีธุรกิจจำนวนมากที่อยู่ในภาวะความสามารถในการชำระหนี้อ่อนแอลงแล้ว

สินเชื่อ SME ติดลบติดต่อกัน 16 ไตรมาสหรือ4 ปีซ้อนมันเป็นเหรียญด้านหนึ่งของปัญหาที่สำคัญ สะท้อนก็ขีดความสามารถในการแข่งขันของ SME มันไม่ใช่ปัญหาเรื่องสภาพคล่องเท่านั้น แต่มันเป็นเรื่องของขีดความสามารถในการแข่งขัน

 

  • Zombie Firms เพิ่มขึ้นแม้ดอกเบี้ยต่ำ

สะท้อนความอ่อนแอของเอสเอ็มอีอีกด้านคือการเพิ่มขึ้นของZombie Firmsในกลุ่ม SME ที่บริษัทมีอัตราส่วนความสามารถในการชำระดอกเบี้ย หรือ Interest Coverage Ratio(ICR)ต่ำกว่า1 เท่า หมายถึงกำไรจากการดำเนินงานของบริษัทไม่เพียงพอแม้แต่สำหรับการจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้

ข้อมูลที่น่าห่วงคือ สัดส่วน Zombie Firms ในกลุ่มธุรกิจ SME ปัจจุบันเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 12% และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งสูงกว่ากลุ่มอื่นๆ ถึง 3 เท่า

ดร.ยรรยงค์ มองว่า สิ่งที่ทำให้สถานการณ์นี้น่ากังวลมากขึ้น คือการเกิดขึ้นของ Zombie Firms ในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ในระดับต่ำที่ 1% และมีมาตรการช่วยเหลือทางการเงินจากทั้งภาครัฐและสถาบันการเงินออกมาอย่างต่อเนื่อง

ดังนั้น การที่ธุรกิจจำนวนหนึ่งยังไม่สามารถสร้างกำไรจากการดำเนินงานให้เพียงพอต่อการจ่ายดอกเบี้ย จึงสะท้อนปัญหาที่ลึกกว่าต้นทุนทางการเงิน กลุ่มธุรกิจที่มีสัดส่วน Zombie Firms สูง ได้แก่ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะที่อยู่อาศัย ธุรกิจโรงแรมและที่พัก รวมถึงธุรกิจร้านอาหารและบริการอาหาร

“ถ้ามี Zombie Firms เยอะๆ ก็เหมือนกับการ Allocation ของทรัพยากร ทั้งเงินทุนและแรงงานที่ควรจะไปอยู่ใน Sector อื่นที่มีอนาคต และถ้าปล่อยไว้จะเป็นค่าเสียโอกาสที่สะสมนานขึ้น และทำให้อัตราการเติบโตโดยรวมชะลอลง"

  • ทรัพยากรถูกล็อก”ลามฉุดเศรษฐกิจ

นอกจากนี้ สิ่งที่ SCB EIC ยังห่วงคือ จากการเพิ่มขึ้นของ Zombie Firms นอกจากไม่ได้จำกัดอยู่เพียงปัญหาของธุรกิจแต่ละราย แต่เป็นผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม หากธุรกิจที่ไม่สามารถแข่งขันได้ยังคงอยู่ในระบบเป็นจำนวนมาก จะทำให้เกิดภาวะ“Resource Misallocation”หรือ

การจัดสรรทรัพยากรผิดพลาด
ทำให้เงินทุนและแรงงานจะยังคงถูกดึงไว้ในธุรกิจที่ไม่มีความสามารถในการแข่งขันและมีผลิตภาพต่ำ แทนที่จะถูกปลดปล่อยและเคลื่อนย้ายไปสู่ธุรกิจใหม่ที่มีอนาคตและมีศักยภาพในการเติบโตสูงกว่า

ปัญหาจึงไม่ได้จบอยู่ที่ SME รายหนึ่งไม่สามารถจ่ายดอกเบี้ย หรือธุรกิจหนึ่งไม่สามารถขยายกิจการ แต่จะกระทบต่อการจัดสรรทรัพยากรทั้งระบบเมื่อทุนและแรงงานไม่สามารถเคลื่อนย้ายไปสู่ภาคเศรษฐกิจที่มีผลิตภาพสูงกว่า ก็จะเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ Total Factor Productivity หรือ TFP ของไทยลดต่ำลง

และท้ายที่สุดฉุดศักยภาพการเติบโตของ GDP ไทยในระยะยาว
จึงเป็นเหตุผลที่ปัญหา Zombie Firms มีความหมายมากกว่าปัญหาหนี้เสียเพราะเป็นปัญหาที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างเศรษฐกิจและศักยภาพในการเติบโตของประเทศ

ไม่ใช่แค่ SME แต่ลามถึงแรงงาน
ความเปราะบางของเศรษฐกิจขาล่างยังสะท้อนออกมาที่ตลาดแรงงานและครัวเรือน แม้อัตราการว่างงานอย่างเป็นทางการอยู่ที่ 1.1% แต่จำนวนคนว่างงานจริงในช่วงครึ่งแรกของปีเพิ่มขึ้น 10% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่จำนวนผู้ทำงานต่ำระดับ หรือ Underemployment ก็เพิ่มขึ้น

อีกประเด็นคือรายได้แรงงาน เมื่อพิจารณาค่าจ้างรวม OT และโบนัสแล้วหักด้วยเงินเฟ้อ พบว่าค่าจ้างที่แท้จริงหรือ Real Wage ของแรงงานไทยติดลบ แรงงานนอกระบบได้รับผลกระทบหนักที่สุด โดยรายได้ที่เป็นตัวเงินติดลบ ขณะที่รายได้ที่แท้จริงของครัวเรือนไทยยังต่ำกว่าระดับก่อนเกิดโควิด-19 โดยเฉพาะครัวเรือนที่มีรายได้ต่ำกว่า 30,000 บาทต่อเดือน ซึ่งต้องพึ่งพาเงินช่วยเหลือและสวัสดิการจากภาครัฐสูงถึง 70% ของรายได้ทั้งหมด
 

  • 4 แรงกระแทกที่อาจซ้ำเติมSME

ท่ามกลางปัญหาเชิงโครงสร้างที่ยังไม่ได้คลี่คลาย เศรษฐกิจไทยยังต้องเผชิญความเสี่ยงจากภายนอกที่จะเข้ามาซ้ำเติมเศรษฐกิจขาล่าง

ด้านแรก ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้น ซึ่งกระทบต่อต้นทุนการดำรงชีวิตและดุลบัญชีเดินสะพัดของไทย

โดย SCB EIC คาดว่าบัญชีเดินสะพัดอาจขาดดุล2.5-3% ของGDP
ขณะเดียวกันกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงติดลบเกือบ 90,000 ล้านบาท และมีเงินไหลออกเพื่อชดเชยเกือบ 400 ล้านบาทต่อวัน หากยังจำเป็นต้องตรึงราคาอย่างต่อเนื่อง อาจทำให้กองทุนติดลบถึง 128,000 ล้านบาทภายในสิ้นปี ส่งผลให้พื้นที่ทางการคลังในการรับมือกับสถานการณ์มีข้อจำกัดขึ้น

ด้านที่สอง สงครามการค้าและมาตรการภาษีของสหรัฐฯ โดยสินค้าไทยกำลังเผชิญภาษี Force Labor ที่อัตรา12.5% และมีความเสี่ยงต่อมาตรการ Section 301 กรณี Excess Capacity ขณะที่ไทยถูกจัดอยู่ใน Tier 2 ในรายงานของสหรัฐฯ จากความกังวลเรื่องความเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานจีน

ด้านที่สามความเสี่ยงจากภัยแล้งและปรากฏการณ์เอลนีโญ ซึ่งอาจกระทบผลผลิตทางการเกษตร โดย SCB EIC ประเมินว่าจะฉุด GDP ไทยประมาณ 0.2-0.4% ในช่วง 2 ปีนี้

ด้านสุดท้ายภาวะการเงินและข้อจำกัดทางการคลัง แม้ดอกเบี้ยนโยบายจะอยู่ที่ 1% แต่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลปรับสูงขึ้นตามตลาดโลก ทำให้ต้นทุนการกู้ยืมในตลาดทุนสูงขึ้น ขณะที่ตลาดหุ้นกู้เกิดภาวะ Flight to Quality และตราสารหนี้ที่ต่ำกว่า A-ประสบปัญหาการ Rollover

สุดท้ายแล้วมองว่า ทางออกในการแก้ปัญหา K-Shape ไม่ใช่“อุ้มทุกธุรกิจ” หัวใจสำคัญคือ ไม่ควรตั้งเป้าหมายที่จะ Protect ทุกตำแหน่งงานหรือทุกธุรกิจดั้งเดิม เพราะการพยายามรักษาทุกธุรกิจเอาไว้ อาจไม่ใช่คำตอบของปัญหาเชิงโครงสร้าง