วันพุธ ที่ 16 กันยายน 2569

Login
Login

จับทาง ‘เฟด’ ขึ้นดอกเบี้ย กดหุ้นโลกป่วน-เงินไหลออก

"กูรู" ให้น้ำหนักกว่า 90-100% ว่า Fed จะขึ้นดอกเบี้ย จับตาสัญญาณว่าจะเป็นครั้งสุดท้ายหรือขึ้นต่อ ชี้หุ้นโลกเสี่ยงปรับฐานระยะสั้น ขณะที่ SET มีโอกาสลงทดสอบ 1,550-1,565 จุด แนะปรับพอร์ตจาก Growth สู่ Value และ Defensive

KEY POINTS

  • นักวิเคราะห์ให้น้ำหนักสูง (กว่า 90-100%) ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะขึ้นดอกเบี้ย โดยตลาดจับตาว่าจะเป็นครั้งสุดท้ายของปีหรือเป็นสัญญาณการขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่อง
  • การขึ้นดอกเบี้ยของเฟดคาดว่าจะสร้างแรงกดดันให้ตลาดหุ้นทั่วโลกเกิดการปรับฐานในระยะสั้น และเป็นจังหวะทยอยลงทุน
  • หุ้นไทยมีความเสี่ยงที่จะเผชิญแรงขายจากนักลงทุนต่างชาติ (เงินไหลออก) เนื่องจากค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าและเงินบาทอ่อนตัว โดยคาดว่า SET Index อาจปรับลงมาที่แนวรับ 1,550-1,565 จุด
  • หากธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ขึ้นดอกเบี้ย อาจกระตุ้นให้เกิด Unwind Carry Trade ซึ่งจะทำให้เงินทุนไหลกลับญี่ปุ่นและส่งผลให้ตลาดหุ้นปรับฐานรุนแรงกว่าที่คาด
  • ทิศทางตลาดหลังการขึ้นดอกเบี้ยมี 2 ฉากทัศน์ คือ หากเป็นการขึ้นครั้งสุดท้าย (Dovish Hike) ตลาดจะฟื้นตัว แต่หากมีสัญญาณขึ้นต่อ (Hawkish Hike) ตลาดอาจเคลื่อนไหวในกรอบมากกว่าปรับลงแรง
  • นักลงทุนมีแนวโน้มปรับพอร์ตจากหุ้นเติบโต (Growth) ไปยังหุ้นคุณค่า (Value) และหุ้นเชิงรับ (Defensive) เช่น กลุ่มโรงพยาบาลและพลังงาน เพื่อลดความเสี่ยง

ตลาดการเงินจับตาทิศทางดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด)หลังตลาดให้น้ำหนักสูงต่อการขึ้นดอกเบี้ย โดยประเด็นสำคัญอยู่ที่สัญญาณว่าจะขึ้นครั้งเดียวหรือเข้าสู่รอบขาขึ้นใหม่ ขณะที่ราคาน้ำมันและเงินเฟ้อยังเป็นปัจจัยชี้ทิศทางตลาดช่วงที่เหลือของปี

จับทาง ‘เฟด’ ขึ้นดอกเบี้ย กดหุ้นโลกป่วน-เงินไหลออก

ชยนนท์ รักกาญจนันท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท ฟินโนมีนา จำกัด (มหาชน) ให้สัมภาษณ์กับ“กรุงเทพธุรกิจ” ว่า Fed มีโอกาสขึ้นดอกเบี้ยเกือบ 100% และน่าจะเป็นครั้งสุดท้ายของปี หลังเงินเฟ้อยังไม่เร่งตัวมาก ขณะที่ราคาน้ำมัน 105-110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลใกล้จุดสูงสุด ด้าน Bond Yield สหรัฐฯ 10 ปี หากแตะ 5% เป็นจุดสำคัญที่ต้องจับตา

ส่วนธนาคารกลางอื่น BOE ยังไม่เร่งขึ้นดอกเบี้ย ขณะที่ BOJ มีแนวโน้มขึ้น ซึ่งเป็นบวกต่อหุ้นธนาคารญี่ปุ่น และอาจเกิด Unwind Carry Trade หากเยนแข็งค่า ทำให้เงินไหลกลับญี่ปุ่น

สำหรับตลาดหุ้นโลกมีโอกาสปรับฐานระยะสั้นจากการขึ้นดอกเบี้ย Fed แต่ยังเป็นจังหวะทยอยลงทุน หากเกิด Unwind Carry Trade อาจปรับฐานแรงกว่าคาด ส่วนหุ้นไทยเสี่ยงแรงขายต่างชาติจากดอลลาร์แข็ง-บาทอ่อนบริเวณ 1,600 จุด แม้หุ้นส่งออกได้ประโยชน์ระยะสั้น จึงควรเน้นเลือกหุ้นรายกลุ่มอุตสาหกรรมมากกว่ารายประเทศ

สรพล วีระเมธีกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ หัวหน้าทีมกลยุทธ์การลงทุน บล.กสิกรไทย กล่าวว่า ตลาดให้น้ำหนักกว่า 90% ว่า Fed จะขึ้นดอกเบี้ย หลังตัวเลขจ้างงานและเงินเฟ้อออกมาตามคาดหรือสูงกว่าคาดเล็กน้อย และตลาดได้ Price in ไปแล้ว 

หาก Fed ไม่ขึ้นอาจกระทบความเชื่อมั่นต่อดอลลาร์และการควบคุมเงินเฟ้อ ขณะที่สถานการณ์ต่างจากปี 2564-2565 ที่ Fed ขึ้นดอกเบี้ยล่าช้าจนเงินเฟ้อพุ่ง 7-8% โดยรอบนี้ส่งสัญญาณเข้มงวดต่อเนื่อง ทำให้ Bond Yield ทั้งระยะสั้นและยาวขยับใกล้ 5% แล้ว

สำหรับทิศทางหลังการขึ้นดอกเบี้ย ประเมิน 2 ฉากทัศน์ คือ Dovish Hike หรือขึ้นครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย ซึ่งจะเป็นบวกต่อตลาดและมีโอกาสฟื้นตัวแบบ V-Shape กับ Hawkish Hike ที่ขึ้นดอกเบี้ยพร้อมส่งสัญญาณขึ้นต่อในเดือนธันวาคม ซึ่งตลาดรับรู้ไปบางส่วนแล้ว จึงคาดว่าหุ้นจะออกข้างมากกว่าปรับลงแรง

ด้านตลาดหุ้นไทยคาด SET มีโอกาสปรับลงต่อ 1-2% โดยมีแนวรับ 1,565 จุด ขณะที่ Bond Yield ไทยปรับขึ้นเพียง 10-15 จุดพื้นฐาน เทียบกับสหรัฐฯ 50 จุดพื้นฐาน จึงยังไม่น่ากังวล แต่ต้องจับตา Brent เหนือ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งอาจดันเงินเฟ้อไทยจาก 2.5% ในไตรมาส 3 เข้าใกล้ 3% ในไตรมาส 4 โดยมอง SET บริเวณ 1,565 จุด เป็นจังหวะทยอยสะสมและมีโอกาสเกิด Technical Rebound

พิริยพล คงวาณิช ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์การลงทุนเพื่อบริหารความมั่งคั่ง บล.บัวหลวง กล่าวว่า ตลาดประเมินว่า Fed มีโอกาสขึ้นดอกเบี้ย 2 ครั้งในปีนี้ แต่เป็นการขึ้นระยะสั้น ไม่ใช่วัฏจักรขาขึ้นต่อเนื่อง โดยมีเงินเฟ้อและความเสี่ยงจากสงครามเป็นปัจจัยกดดัน คาดว่า Fed อาจขึ้นอีกเพียง 1 ครั้ง ก่อนชะลอเพื่อประเมินสถานการณ์ และหากสงครามยุติอาจไม่ขึ้นต่อ

สำหรับ BOJ และ BOE มีโอกาสขึ้นดอกเบี้ยตาม Fed ขณะที่ไทยยังไม่จำเป็นต้องขึ้นตามมากนัก เนื่องจากเศรษฐกิจยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ ด้านตลาดหุ้นไทย การขึ้นดอกเบี้ยจะกดดัน Bond Yield ไทย โดยทุก 25 จุดพื้นฐาน อาจกระทบ SET ราว 50-60 จุด ทำให้ประเมิน Downside จากระดับ 1,600 จุดไว้ที่ 1,550-1,560 จุด อย่างไรก็ตาม ตลาดรับรู้ความคาดหวังเรื่องดอกเบี้ยไปพอสมควรแล้ว จึงไม่น่าปรับลงแรงหลังประกาศจริง

ด้านกลยุทธ์ นักลงทุนมีแนวโน้ม Rebalance จากหุ้น Growth เข้าสู่หุ้น Value และ Defensive โดยมองกลุ่มโรงพยาบาล เช่น BDMS และ PR9 รวมถึงพลังงานและน้ำมัน เช่น PTT และ PTTEP เป็นหุ้นที่ช่วยลดความเสี่ยงจากภาวะตลาดและสงคราม

ส่วนกลุ่มท่องเที่ยวมองเป็น Selective Buy จากการเข้าสู่ High Season และผลประกอบการที่ยังแข็งแกร่ง แม้ระยะสั้นอาจถูกกดดันจาก Bond Yield แต่คาดว่าจะกลับมาฟื้นตัวเมื่อเข้าสู่ช่วงประกาศผลประกอบการ