วันศุกร์ ที่ 11 กันยายน 2569

Login
Login

หุ้นไทยดิ่ง 11.98 จุด ตามตลาดโลก หลัง Bond Yield สูง-สงครามยืด จับตาเงินเฟ้อสหรัฐฯ คืนนี้

ตลาดหุ้นไทยภาคเช้าร่วง 11.98 จุด ตามแรงกดดันตลาดต่างประเทศ หลัง Bond Yield พุ่ง-สงครามยืดเยื้อ นักลงทุนลดความเสี่ยง รอจับตาเงินเฟ้อสหรัฐฯ คืนนี้ ชี้ชะตาทิศทางดอกเบี้ย Fed สัปดาห์หน้า

KEY POINTS

  • ตลาดหุ้นไทยภาคเช้าร่วงลง 11.98 จุด หรือ 0.74% ตามทิศทางตลาดหุ้นต่างประเทศ
  • ปัจจัยกดดันหลักมาจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield) ที่ปรับตัวสูงขึ้น และสถานการณ์สงครามที่ยืดเยื้อ
  • นักลงทุนทั่วโลกเพิ่มความระมัดระวัง และรอติดตามการประกาศตัวเลขเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ในคืนนี้
  • ตัวเลขเงินเฟ้อจะเป็นปัจจัยสำคัญในการประเมินทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ในการประชุมสัปดาห์หน้า

ความเคลื่อนไหว "หุ้นไทย" ภาคเช้า ณ วันที่ 11 ก.ย.69 ร่วง 11.98 จุด หรือ 0.74% อยู่ที่ 1,603.09 จุด มูลค่าการซื้อขาย 8,274.22 ล้านบาท
 

หุ้นไทยดิ่ง 11.98 จุด ตามตลาดโลก หลัง Bond Yield สูง-สงครามยืด จับตาเงินเฟ้อสหรัฐฯ คืนนี้

พิริยพล คงวาณิช ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์การลงทุนเพื่อบริหารความมั่งคั่ง บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) ให้สัมภาษณ์กับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า ตลาดหุ้นไทยเปิดเช้านี้ปรับตัวลดลงตามทิศทางตลาดหุ้นต่างประเทศ หลังนักลงทุนยังเผชิญแรงกดดันจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield) ที่ปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่สถานการณ์สงครามยังคงยืดเยื้อ ส่งผลให้บรรยากาศการลงทุนทั่วโลกอยู่ในภาวะระมัดระวังมากขึ้น
 

ส่วนปัจจัยที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดมาจากทิศทางเงินเฟ้อ หลังตัวเลขดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ที่ประกาศออกมาเมื่อวานนี้ยังปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่นักลงทุนรอติดตามตัวเลขเงินเฟ้อทั่วไปที่จะประกาศในคืนนี้ เพื่อประเมินทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ก่อนการประชุมในสัปดาห์หน้า

ด้านตลาดหุ้นภูมิภาคเอเชียเช้านี้ปรับตัวลดลงตามตลาดหุ้นสหรัฐฯ โดยดัชนีหุ้นเกาหลีใต้ลดลงราว 2.6% ขณะที่ดัชนีหุ้นญี่ปุ่นลดลงประมาณ 2.7% สะท้อนแรงกดดันจากความกังวลต่อ Bond Yield และแนวโน้มอัตราดอกเบี้ย

สำหรับตลาดหุ้นไทย ประเมินว่าดัชนีมีโอกาสปรับตัวลงทดสอบแนวรับบริเวณ 1,600 จุด โดยกลุ่มพลังงานและกลุ่มธนาคารมีโอกาสเข้ามาช่วยพยุงตลาดได้บางส่วน ขณะที่หุ้นที่มีความเชื่อมโยงกับกลุ่มเทคโนโลยี โดยเฉพาะ DELTA เผชิญแรงขายกดดันตามทิศทางหุ้นเทคโนโลยีทั่วโลก

"ตลาดยังมีความผันผวนสูงจากการรอติดตามตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ ในคืนนี้ ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อการประเมินทิศทางดอกเบี้ยของ Fed โดยตลาดยังต้องติดตามถ้อยแถลงและสัญญาณจากการประชุม Fed ในสัปดาห์หน้าอย่างใกล้ชิด"

อย่างไรก็ตาม กลยุทธ์การลงทุนในช่วงที่ตลาดยังมีความไม่แน่นอนสูง แนะนำเน้นหุ้นกลุ่มปลอดภัย หรือ Defensive โดยเฉพาะกลุ่มโรงพยาบาล ซึ่งมีแนวโน้มผลการดำเนินงานแข็งแกร่งต่อเนื่อง ได้แก่ BH และ BDMS หลังราคาหุ้นปรับตัวได้ดีในช่วงเดือนมิถุนายน-สิงหาคมที่ผ่านมา

นอกจากนี้ กลุ่มโรงพยาบาลยังได้รับปัจจัยหนุนจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศอย่างต่อเนื่อง ซึ่งช่วยสนับสนุนรายได้จากผู้ป่วยต่างชาติ และทำให้กลุ่มดังกล่าวมีความน่าสนใจในภาวะที่ตลาดโดยรวมยังเผชิญความผันผวน