ธนาคารกสิกรไทย ชี้ IPO ไทยยังซบจากกระบวนการ Filing ที่ใช้เวลา ขณะที่ บล.บัวหลวง มองเศรษฐกิจฟื้นไม่ทั่วถึง-SET ถูกหนุนจากหุ้นบางกลุ่ม ด้าน บล.ทิสโก้ ระบุความไม่แน่นอนกดบริษัทชะลอระดมทุน แต่คาด IPO เริ่มฟื้นครึ่งปีหลัง
KEY POINTS
- ภาวะเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวไม่ทั่วถึงในลักษณะ K-Shaped โดยธุรกิจที่พึ่งพาการบริโภคในประเทศยังคงชะลอตัว ทำให้หลายบริษัทเลื่อนแผนการเข้าจดทะเบียนออกไป
- ดัชนี SET ที่ปรับตัวขึ้น 29% ไม่ได้สะท้อนภาพรวมเศรษฐกิจ แต่เกิดจากการกระจุกตัวของหุ้นบางกลุ่ม โดยเฉพาะ DELTA ทำให้บริษัทต่างๆ ไม่มั่นใจในเสถียรภาพของดัชนีและชะลอการระดมทุน
- กระบวนการยื่นเอกสารเพื่อเสนอขายหุ้น (Filing) และเกณฑ์การกำกับดูแลของไทยมีความเข้มงวดและใช้ระยะเวลานาน ทำให้การนำบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ล่าช้า
- ความไม่แน่นอนจากปัจจัยภายนอก เช่น สถานการณ์สงครามและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่อยู่ในระดับสูง ส่งผลให้บริษัทต่างๆ เลือกที่จะรอดูสถานการณ์ตลาดให้มีความชัดเจนมากขึ้นก่อนตัดสินใจระดมทุน
ตลาดหุ้นไทยปัจจุบันดัชนี SET ที่ปรับตัวขึ้นราว 29% แต่ทว่าการนำบริษัทเข้าจดทะเบียนใหม่ (IPO) กลับไม่คึกคักลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 20 ปี ด้านนักวิเคราะห์มองปัจจัยกดดันมาจากเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวไม่ทั่วถึง ความไม่มั่นใจต่อเสถียรภาพของดัชนี
รวมถึงกระบวนการ Filing และเกณฑ์กำกับดูแลที่ใช้เวลา ขณะที่ DELTA และหุ้นบางกลุ่มมีส่วนสำคัญในการพยุงดัชนี ส่งผลให้บริษัทที่มีแผนระดมทุนยังชะลอการเข้าตลาดเพื่อรอดูสถานการณ์
นายธิติ ตันติกุลานันท์ ผู้บริหารสายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย ให้สัมภาษณ์กับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า สาเหตุที่ตลาดหุ้น IPO ยังคงซบเซาในปีนี้ แม้ตลาดหุ้นไทยจะกลับมาฟื้นตัว มีปัจจัยหลัก 2 ประการ ได้แก่ กระบวนการจัดเตรียมและยื่นเอกสารขอเสนอขายหุ้น หรือ Filing ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาในการดำเนินการ ขณะที่ตลาดหุ้นไทยเพิ่งเริ่มกลับมาฟื้นตัวในเดือนมกราคมที่ผ่านมา
ดังนั้น แม้ภาพรวมตลาดหุ้นจะกลับมาเป็นบวก แต่เนื่องจากกระบวนการ Filing ต้องใช้เวลา ทำให้ยังต้องรออีกระยะกว่าจะเห็นหุ้น IPO กลับเข้าสู่ตลาดเพิ่มเติม โดยแนวโน้มหลังจากนี้คาดว่าจะเห็นกิจกรรม IPO ทยอยกลับมามากขึ้นตามจังหวะของตลาดและความคืบหน้าในกระบวนการเตรียมตัวของแต่ละบริษัท
นายพิริยพล คงวาณิช ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์การลงทุนเพื่อบริหารความมั่งคั่ง บล. บัวหลวง เปิดเผยว่า สาเหตุสำคัญที่ทำให้หลายบริษัทชะลอการเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้น มาจากภาวะเศรษฐกิจไทยที่ฟื้นตัวไม่ทั่วถึงในลักษณะ K-Shaped Economy โดยการฟื้นตัวฝั่งขาขึ้นกระจุกตัวอยู่ในภาคการส่งออกและภาคการลงทุน ขณะที่ธุรกิจที่เชื่อมโยงกับการบริโภคภายในประเทศยังอยู่ในฝั่งที่ชะลอตัว
โดย ธุรกิจส่วนใหญ่ที่พึ่งพาการบริโภคภายในประเทศยังไม่เห็นการฟื้นตัวของผลกำไรหรือการเติบโตที่ชัดเจน ส่งผลให้หลายบริษัทตัดสินใจชะลอการนำหุ้นเข้าจดทะเบียนออกไปก่อน ขณะที่หุ้นในกลุ่มที่มีผลประกอบการเติบโตดีจากการลงทุนและการส่งออกไม่ได้มีสัดส่วนเป็นกลุ่มใหญ่ในตลาด
สำหรับการปรับตัวขึ้นของหุ้นไทย ที่ทำได้ดีนั้น ไม่ได้สะท้อนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโดยรวม แต่เกิดจากความกระจุกตัวของหุ้นบางกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมีที่ได้รับแรงหนุนจากราคาพลังงานและปิโตรเคมีที่ปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงหุ้น DELTA ที่มีบทบาทสำคัญในการช่วยหนุนและค้ำยันดัชนี
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ภาพรวมการเคลื่อนไหวของดัชนีสวนทางกับเศรษฐกิจจริงภายในประเทศ และทำให้ตลาดมองว่าการฟื้นตัวของดัชนีในลักษณะที่เกิดจากหุ้นบางกลุ่ม อาจเป็นการเติบโตที่ยากจะดำเนินต่อไปอย่างยั่งยืน
นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยด้านกฎเกณฑ์และการกำกับดูแล โดยเกณฑ์การเข้าจดทะเบียนของไทยมีความเข้มงวดและมีกระบวนการตรวจสอบที่ใช้เวลานานเมื่อเทียบกับตลาดต่างประเทศ เช่น ตลาดหุ้นฮ่องกงที่เน้นแนวทาง Disclosure หรือการเปิดเผยข้อมูลเชิงลึกเป็นหลัก มากกว่าการตรวจสอบที่ซับซ้อนในขั้นตอนการอนุมัติ
ทั้งนี้ แม้ภาครัฐและหน่วยงานกำกับดูแลจะเริ่มพยายามปรับปรุงกระบวนการเพื่อช่วยให้การ IPO สามารถดำเนินการได้รวดเร็วขึ้น แต่ปัจจัยหลักที่ทำให้ตลาด IPO ไทยยังซบเซา ยังคงมาจากภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศที่ฟื้นตัวไม่ทั่วถึง
นายอภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ บล. ทิสโก้ กล่าวว่า การปรับตัวขึ้นอย่างโดดเด่นของหุ้นไทย ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่ามีอิทธิพลจากการปรับตัวขึ้นของหุ้น DELTA ขณะเดียวกัน ผู้ที่ต้องการระดมทุนรวมถึงนักลงทุนยังไม่มั่นใจว่าหุ้นไทย จะสามารถยืนอยู่ในระดับปัจจุบันได้อย่างมีเสถียรภาพหรือไม่
นอกจากนี้ ตลาดยังเผชิญความไม่แน่นอนจากปัจจัยภายนอก ทั้งสถานการณ์สงคราม รวมถึงอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) ที่ยังทรงตัวอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้บริษัทที่มีแผนจะระดมทุนเลือกชะลอการเข้าจดทะเบียนออกไปก่อน เพื่อรอดูสถานการณ์และทิศทางตลาดให้มีความชัดเจนมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ในช่วงครึ่งปีหลังเริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวของตลาด IPO โดยคาดว่าจำนวนบริษัทที่จะเข้าจดทะเบียนน่าจะเริ่มเพิ่มขึ้น แม้การกลับมาของ IPO อาจไม่ได้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่หากดัชนีหุ้นไทย สามารถยืนระยะอยู่ในระดับปัจจุบันได้อย่างต่อเนื่อง คาดว่าในปีหน้าจะมีบริษัทเข้าจดทะเบียนเพิ่มขึ้น
สำหรับทิศทางตลาดหุ้นไทยในช่วงครึ่งปีหลังยังมีโอกาสปรับตัวขึ้น โดยคาดเป้าหมายดัชนีหุ้นไทยไว้ที่ 1,670-1,700 จุด
ขณะเดียวกัน ยังมีปัจจัยสนับสนุนจากกระแสเงินทุนต่างชาติ โดยคาดว่าเม็ดเงินต่างชาติยังมีโอกาสไหลกลับเข้ามาในตลาดหุ้นไทยในระดับหลักแสนล้านบาท ซึ่งการขายออกในช่วงก่อนหน้าเป็นเพียงการปรับพอร์ต และการไหลกลับเข้ามาของเงินทุนจะเป็นไปในลักษณะค่อยเป็นค่อยไป
ด้านปัจจัยพื้นฐาน ผลการดำเนินงานในไตรมาส 2 ที่ออกมาสามารถทำสถิติใหม่ ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยสร้างความมั่นใจให้นักลงทุนว่าตลาดหุ้นไทยยังมีพื้นฐานรองรับ ขณะที่ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นยังเป็นปัจจัยบวกต่อตลาดหุ้นไทย เนื่องจากมีหุ้นกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมีอยู่เป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ นักลงทุนต่างชาติยังเริ่มเข้ามาลงทุนในหุ้นกลุ่มโรงกลั่นของไทยเพิ่มเติม ซึ่งเป็นอีกปัจจัยที่ช่วยสนับสนุนบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทย





